أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

กฎหมายอิสลาม : ว่าด้วยครอบครัวและมรดก

การหย่า (อัฏ – เฏาะลาก)

การหย่า (اَلطَّلاَقُ) ตามหลักภาษาหมายถึง : การแก้, การปลด, การปล่อยและการหลุด

ตามศาสนบัญญัติ การหย่าหมายถึง : การยกเลิกพันธะที่มีขึ้นจากการสมรสด้วยคำหย่า (เฏาะลาก) เป็นต้น

โดยหลักศาสนาอนุญาตให้มีการหย่าได้ แต่โดยทางปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เว้นแต่ว่ามีความจำเป็นสุดที่จะหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากอัล-หะดีษระบุว่า

” أَبْغَضُ الْحَلاَلِ إِلَى اللهِ تَعٰالى الطَّلاَقُ ”  “สิ่งอนุมัติอันเป็นที่โกรธกริ้วมากที่สุดยังอัลลอฮฺ คือ การหย่าร้าง”

(อบูดาวูด – 2178 – / อิบนุมาญะฮฺ -2018-)

องค์ประกอบหลักการหย่า

การหย่า (เฏาะลาก) มีองค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ

1) สามีผู้มีคุณสมบัติตามเกณฑ์บังคับของศาสนา กล่าวคือ บรรลุศาสนภาวะ, มีสติสัมปชัญญะ และไม่ถูกบังคับและการหย่าเป็นสิทธิของผู้เป็นสามีเท่านั้น

2) ภรรยาผู้มีความสัมพันธ์ในการสมรสอย่างแท้จริงที่ผูกสัมพันธ์นางกับสามีผู้หย่า กล่าวคือภรรยายังคงอยู่ในปกครองของสามี ดังนั้นการหย่าสตรีที่มิใช่ภรรยาของชายผู้หย่า หรือการหย่าสตรีที่ขาดจากสามีไปแล้วด้วยการหย่า 3 ครั้ง หรือด้วยการยกเลิกนิติสัมพันธ์สมรส (ฟะซัค) จึงไม่มีผลแต่อย่างใด

3) ถ้อยคำที่บ่งชี้ถึงการหย่า (เฏาะลาก) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

ก. การหย่าด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้ง (อัศ-ศ่อรีหฺ) กล่าวคือ เป็นถ้อยคำที่ไม่อาจตีความเป็นอื่นนอกจากการหย่าเท่านั้น อาทิเช่น เธอถูกหย่า หรือ ฉันหย่าเธอ เป็นต้น การหย่าด้วยถ้อยคำประเภทที่ 1 นี้ถือเป็นผลทันที เมื่อฝ่ายสามีได้เปล่งวาจาออกมาโดยไม่ต้องมีเจตนาเป็นเงื่อนไข

ข. การหย่าด้วยถ้อยคำที่ไม่ชัดแจ้ง (อัล-กินายะฮฺ) กล่าวคือ เป็นถ้อยคำที่ตีความว่าเป็นการหย่าหรือไม่ใช่การหย่าก็ได้ อาทิเช่น “เธอจงกลับไปอยู่กับครอบครัวของเธอ” หรือ “เธอจงไปไกล ๆ ฉัน” การใช้ถ้อยคำประเภทที่ 2 ในการหย่านี้จะไม่เป็นผลนอกเสียจากเมื่อฝ่ายสามีมีเจตนา (เหนียต) ในการหย่าเท่านั้น (มินฮาญุลมุสลิม หน้า 351 / อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ 4/122-124)

ประเภทของการหย่า

ประเภทของการหย่าในกรณีว่า สามารถคืนดี (รอจฺญ์อะฮฺ) ได้หรือไม่ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. การหย่าแบบคืนดีได้ (เฏาะลาก รอจฺญ์อีย์) คือ การหย่าที่สามีและภรรยาคืนดีกันได้ โดยไม่ต้องประกอบพิธีสมรสใหม่ และไม่ต้องจ่ายมะฮัรฺอีก ตราบเท่าที่ภรรยาอยู่ในช่วงการครองตน (อิดดะฮฺ) ดังอัลกุรฺอานได้ระบุว่า :

” وَبُعُولَتُهُنَّ أَحَقُّ بِرَدِّهِنَّ فِي ذَلِكَ إِنْ أَرَادُواْ إِصْلاَحًا “

“และบรรดาสามีของพวกนางนั้นเป็นผู้มีสิทธิเป็นที่สุด ด้วยการนำพวกนางคืนกลับมาในสิ่งดังกล่าว (คือการคืนดีในช่วงที่พวกนางยังคงอยู่ในช่วงการครองตน) หากพวกเขาปรารถนาการประนีประนอม”

(สูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 228)

การหย่าที่คืนดีกันได้นั้น มีเงื่อนไขดังนี้

การหย่าของสามีนั้นต้องเกิดขึ้นภายหลังการร่วมหลับนอนกับภรรยาแล้ว ฉะนั้นหากสามีได้หย่าภรรยาของตนก่อนการร่วมหลับนอนกับภรรยา ภรรยาก็ขาดจากสามีแล้วและไม่อนุญาตให้สามีคืนดีกับนางได้อีกเนื่องจากไม่มีความจำเป็นเหนืองนางในการที่จะต้องอยู่ในช่วงเวลาครองตน (อิดดะฮฺ) จากสามี และการหย่านี้ได้กลายเป็นบาอินไปแล้ว

  • ภรรยาที่ถูกหย่าจากสามียังคงอยู่ในช่วงเวลาการครองตน (อิดดะฮฺ)

  • การหย่าของสามีนั้นต้องเกิดขึ้นภายหลังการร่วมหลับนอนกับภรรยาแล้ว ฉะนั้นหากสามีได้หย่าภรรยาของตนก่อนการร่วมหลับนอนกับภรรยา ภรรยาก็ขาดจากสามีแล้วและไม่อนุญาตให้สามีคืนดีกับนางได้อีกเนื่องจากไม่มีความจำเป็นเหนืองนางในการที่จะต้องอยู่ในช่วงเวลาครองตน (อิดดะฮฺ) จากสามี และการหย่านี้ได้กลายเป็นบาอินไปแล้ว

  • การหย่าของสามีต้องเป็นการหย่าที่ยังไม่ครบ 3 ครั้ง กล่าวคือเป็นการหย่า 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้ง เท่านั้น

  • การหย่าที่เกิดขึ้นต้องไม่ใช่การหย่าโดยมีสินจ้าง (คุลุอฺ) (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ 4/139-140 / อัลฟิกฮุลอิสลามีย์ 7/436)

2. การหย่าที่คืนดีไม่ได้แบบบาอินเล็ก (บาอิน-บัยนูนะฮฺ ซุฆฺรอ) คือการหย่าที่ยังไม่ครบ 3 ครั้ง และภรรยาได้ผ่านพ้นช่วงเวลาการครองตน (อิดดะฮฺ) จากการหย่าของสามีไปแล้ว ในกรณีนี้สามีจะกลับมาคืนดี (รอจญ์อะฮฺ) กับภรรยาไม่ได้อีก นอกจากจะต้องประกอบพิธีสมรสและจ่ายมะฮัรใหม่

3. การหย่าที่คืนดีไม่ได้แบบบาอินใหญ่ (บาอิน บัยนูนะฮฺ – กุบรอ) คือการหย่าที่ครบสามครั้งแล้ว การหย่าประเภทนี้สามีไม่สามารถจะกลับมาคืนดีกับภรรยาที่ถูกหย่าได้อีก ยกเว้นภายหลังการที่ภรรยาได้สมรสกับชายอื่นอย่างถูกต้อง และมีการร่วมหลับนอนกับชายผู้เป็นสามีใหม่ ต่อมาสามีใหม่ได้หย่านางหรือเสียชีวิต นางก็อยู่ในช่วงเวลาการครองตน (อิดดะฮฺ) เมื่อนางได้พ้นช่วงเวลาการครองตนแล้ว สามีคนแรกก็ย่อมมีสิทธิที่จะสมรสกับนางได้อีก (อะหฺกาม อัซซะวาจญ์ วัฏเฏาะลาก ฟิล ฟิกฮิลอิสลามีย์ หน้า 223-224)

ช่วงเวลาการครองตนของสตรี (อิดดะฮฺ)

ช่วงเวลาการครองตนของสตรี เรียกในภาษาอาหรับว่า อัล-อิดดะฮฺ (اَلْعِدَّةُ) ตามหลักภาษา หมายถึง การนับจำนวนและตามศาสนบัญญัติ หมายถึง ชื่อเรียกช่วงเวลาที่ถูกกำหนดแน่นอนซึ่งสตรีต้องรอคอยในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالي) หรือเพื่อเป็นการแสดงถึงเจ็บปวดที่มีต่อสามี หรือ เพื่อความแน่นอนจากการบริสุทธิ์ของมดลูก (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ 4/157)

การครองตนของสตรีในช่วงอิดดะฮฺ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการทบทวนและไคร่ครวญสำหรับคู่สามีภรรยาว่าสมควรที่จะแยกจากกันหรือจะกลับคืนดีกัน นอกจากนี้อิดดะฮฺ ยังเป็นการป้องกันความสับสนในการสืบสายโลหิต ทั้งนี้เพราะระยะเวลาที่ถูกกำหนดในการครองตน (อิดดะฮฺ) นั้นเป็นการพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าก่อนที่สตรีผู้นั้นจะสมรสกับชายอื่น นางมิได้ตั้งครรภ์กับสามีคนก่อนอย่างแน่นอน

ช่วงเวลาในการครองตนของสตรี (อิดดะฮฺ) นั้นมีระยะเวลาที่แตกต่างกันโดยพิจารณาถึงสภาพของสตรีเป็นหลัก ดังนี้

1) ในกรณีที่สตรีนั้นตั้งครรภ์ ระยะเวลาในการครองตน (อิดดะฮฺ) ของนางเนื่องจากการหย่าของสามีสิ้นสุดลงด้วยการคลอดบุตร ดังหลักฐานจากอัลกุรฺอานที่ระบุว่า

” وَأُوْلاَتُ الأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ “

“และบรรดาสตรีที่ตั้งครรภ์นั้น กำหนดเวลาของพวกนางคือการที่พวกนางคลอดบุตร”

(สูเราะฮฺอัฏ-เฏาะลาก อายะฮฺที่ 4)

2) ในกรณีที่สามีของสตรีนั้นเสียชีวิต หากนางตั้งครรภ์อยู่ ช่วงระยะเวลาการครองตนของนางก็สิ้นสุดลงด้วยการคลอดบุตร ดังกรณีแรก ไม่ว่าระยะเวลาการเสียชีวิตของสามีกับการคลอดบุตรจะนานหรือสั้นก็ตาม ส่วนหากว่านางมิได้ตั้งครรภ์ ช่วงระยะเวลาการครองตนของนางคือ 4 เดือน 10 วัน ดังหลักฐานจากอัลกุรฺอานที่ระบุว่า

وَالَّذِينَ يُتَوَفَّوْنَ مِنكُمْ وَيَذَرُونَ أَزْوَاجًا يَتَرَبَّصْنَ بِأَنفُسِهِنَّ أَرْبَعَةَ أَشْهُرٍ وَعَشْرًا

“และบรรดาผู้ที่เสียชีวิตจากหมู่สูเจ้าและพวกเขาละทิ้งคู่ครองเอาไว้ พวกนางจะต้องรอคอยด้วยตัวพวกนางเองเป็นเวลาสี่เดือนสิบวัน”

(สูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 234)

3) ช่วงเวลาการครองตน (อิดดะฮฺ) ของสตรีที่มิได้ตั้งครรภ์ และนางยังคงมีรอบเดือน (ฮัยฎ์) อยู่ คือสะอาดจากการมีรอบเดือน 3 ครั้งนับจากการหย่าของสามี ดังหลักฐานอัลกุรฺอานที่ระบุว่า

” وَالْمُطَلَّقَاتُ يَتَرَبَّصْنَ بِأَنفُسِهِنَّ ثَلاَثَةَ قُرُوَءٍ “

“และบรรดาสตรีที่ถูกหย่านั้น พวกนางจะต้องรอคอยด้วยตัวของพวกนางเองด้วยการสะอาดจากการมีรอบเดือน 3 ครั้ง”

(สูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 228)

ช่วงเวลาการครองตนสำหรับสตรีที่ไม่มีรอบเดือน ด้วยเหตุที่นางยังไม่ถึงวัยการมีรอบเดือนหรือนางพ้นวัยของการมีรอบเดือนแล้ว คือ 3 เดือน (ตามปฏิทินจันทรคติ) นับจากการหย่าของสามี ดังมีหลักฐานจากอัลกุรฺอานระบุว่า

وَاللاَئِي يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيضِ مِن نِسَائِكُمْ إِنِ ارْتَبْتُمْ فَعِدَّتُهُنَّ ثَلَاثَةُ أَشْهُرٍ وَاللائِي لَمْ يَحِضْنَ

“และบรรดาสตรีที่สิ้นหวังจากการมีรอบเดือน (คืออยู่ในวัยหมดรอบเดือน) จากบรรดาภรรยาของสูเจ้าทั้งหลาย หากสูเจ้าทั้งหลายสงสัย ดังนั้นช่วงเวลาการครองตนของพวกนางคือ 3 เดือน และบรรดาสตรีที่ไม่เคยมีรอบเดือน (ก็เช่นกัน)”

(สูเราะฮฺอัฏ-เฏาะลาก อายะฮฺที่ 4)

อนึ่งช่วงเวลาการครองตน (อิดดะฮฺ) ของสตรีที่ถูกสามีหย่านั้นจะมีหลักการร่วมกันในกรณีที่ว่า สตรีจำเป็นต้องอยู่ในบ้านของสามี โดยจะต้องไม่ออกนอกบ้านยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็น ส่วนสตรีที่สามีของนางเสียชีวิตนั้นจำเป็นที่นางต้องไว้ทุกข์แก่สามีด้วยการไม่ใส่เครื่องประดับ ไม่ใช้ของหอม ไม่ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันฉูดฉาด เป็นต้น

ในกรณีของสตรีที่อยู่ในช่วงการครองตนเนื่องจากการหย่าแบบคืนดีได้ (รอจญ์อีย์) หรือการหย่าแบบคืนดีไม่ได้ (บาอิน) แต่นางตั้งครรภ์ สามีจำเป็นต้องจัดการที่พักอาศัยแก่นางตลอดจนจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่นาง แต่ถ้านางมิได้ตั้งครรภ์ กรณีนี้จำเป็นที่สามีต้องจัดการที่พักอาศัยแก่นางเพียงอย่างเดียว (อัลฟิกฮุล-มันฮะญีย์ 4/163)

การคืนดี (อัรรอจฺญ์อะฮฺ)

การคืนดีระหว่างสามีกับภรรยา เรียกในภาษาอาหรับว่า “อัร-รอจฺญ์อะฮฺ” (اَلرَّجْعَةُ) คือการที่สามีหวนกลับไปคืนดีกับภรรยาที่ถูกหย่า (เฏาะลาก) ในลักษณะการหย่าที่สามารถคืนดีกันได้ (เฏาะลาก รอจญ์อีย์) เท่านั้น โดยการคืนดีของสามีต้องเกิดขึ้นก่อนการสิ้นสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยาตามรายละเอียดที่กล่าวมาแล้ว ทั้งนี้โดยมิต้องมีการประกอบพิธีสมรสและการจ่ายมะฮัรใหม่แก่ภรรยาแต่อย่างใด

แต่ถ้าสามีปล่อยให้ช่วงเวลาการครองตนของภรรยา (อิดดะฮฺ) สิ้นสุดลงโดยที่ยังมิได้คืนดีกับภรรยา และการหย่านั้นยังไม่ครบ 3 ครั้ง ก็จำเป็นที่จะต้องประกอบพิธีสมรสและจ่ายมะฮัรใหม่แก่ภรรยา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของภรรยาเป็นสำคัญว่าจะยอมคืนดีด้วยหรือไม่ ส่วนในกรณีการคืนดีที่เกิดขึ้นก่อนสิ้นสุดช่วงเวลาการครองตนของภรรยานั้นถือเป็นสิทธิของสามี ภรรยาจะพอใจหรือไม่ก็ตาม และศาสนาส่งเสริมให้มีพยานรับรู้ 2 คนในการคืนดีของสามีกับภรรยาแต่มิใช่เป็นสิ่งจำเป็นแต่อย่างใด

การหย่าโดยมีสินจ้าง (อัลคุลฺอ์)

การหย่าโดยมีสินจ้างนี้ เรียกในภาษาอาหรับว่า อัลคุลฺอ์ (اَلْخُلْعُ) หมายถึง การที่ฝ่ายภรรยาไถ่ตัวเองจากสามีของนางที่นางรังเกียจด้วยทรัพย์สินที่นางจะจ่ายให้สามีเพื่อให้สามีปล่อยนางไปการหย่าประเภทนี้ถือเป็นที่อนุญาตหากครบเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ เนื่องจากมีหะดีษที่รายงาน จากท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) กล่าวว่า :

” أَنَّ امْرأَةَ ثَابِتِ بْنِ قَيْسٍ أَتَتِ النَّبِيَّ فقال : يَا رَسُوْلَ الله ، مَا أَعْتِبُ عَلَيْهِ في خُلُقٍ وَلاَدِيْنٍ ، وَلكِنِّيْ أَكْرَهُ الْكُفْرَ فِى الإِسْلاَمِ ، فَقَالَ لَهَا : أَتَرُدِّيْنَ عَلَيْهِ حَدِيْقَتَه ؟ قالَتْ : نَعَمْ . فقال رسول الله لِزَوْجِهَا : اقبل الْحَدِيْقَةَ وَطَلِّقْهَا تَطْلِيْقَةً “

“ภรรยาของษาบิต อิบนุ กอยฺส์ได้มาหาท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) และกล่าวว่า : “โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันมิได้ตำหนิเขา (ษาบิต) ในเรื่องมารยาทและเรื่องศาสนา แต่ฉันรังเกียจการฝ่าฝืนในอิสลาม ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) กล่าวกับนางว่า : เธอจะมอบสวนของษาบิตคืนแก่เขาหรือไม่ ? นางกล่าวว่า : ค่ะ ! ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) จึงกล่าวแก่ษาบิตสามีของนางว่า : ท่านจงรับเอาส่วนนั้น (คืนไป) และท่านจงหย่านาง 1 ครั้ง (รายงานโดยบุคอรี 60/7)

ส่วนหนึ่งจากเงื่อนไขในการหย่าโดยมีสินจ้าง (อัล-คุลฺอ์) ได้แก่

1) การรังเกียจนั้นเกิดจากทางฝ่ายภรรยา

2) ภรรยาต้องไม่ร้องขอให้มีการหย่าโดยมีสินจ้าง นอกจากนางอยู่ในภาวะที่สุดจะทนแล้วเท่านั้น

3) สามีต้องไม่มีเจตนาทำร้ายภรรยาเพื่อให้นางร้องขอการหย่าโดยมีสินจ้าง (มินฮาญุลมุสลิม ; อบูบักร ญาบิร อัลญะซาอิรีย์ หน้า 355/356)

Default image
อาลี เสือสมิง