أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

มรดกและการแบ่งมรดก

9. หลานสาวอันเกิดจากบุตรชาย

หลานสาวมี 5 สภาพ ดังต่อไปนี้

  1. ได้รับ 1/2 ในกรณีที่มีคนเดียว

  2. ได้รับ 2/3 ในกรณีที่มีพี่น้องผู้หญิงตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีลูกพี่ลูกน้องรับมรดกด้วย

  3. ได้รับ 1/6 ในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรสาวร่วมอยู่ด้วยหนึ่งคน โดยบุตรสาวของผู้ตายได้ครึ่งหนึ่งตามอัตราส่วนที่ถูกกำหนดให้กับนาง และหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายนั้นได้หนึ่งส่วนหกเป็นการเติมเต็มอัตราส่วนสองส่วนสาม (ตักมิละฮฺ อัสสุลุสัยน์)

  4. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในกรณีที่มีพี่ชายหรือน้องชายหรือลูกพี่ลูกน้องชายร่วมอยู่ด้วย

  5. ถูกกันสิทธิ ในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรชายหรือบุตรสาวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และไม่มีพี่ชายหรือน้องชายหรือลูกพี่ลูกน้องชาย ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ร่วมกับนาง

ในกรณีที่หลานสาวอันเกิดจากบุตรชายได้รับครึ่งหนึ่งจากกองมรดกนั้นมีหลักฐานจาก อัล-อิจญ์มาอฺ ที่ระบุว่า : “แท้จริงบุตรของบุตรชายไม่ว่าเป็นชายหรือหญิงย่อมแทนตำแหน่งของบุตรชายในเรื่องมรดก” และหลักฐานในการรับมรดกสองในสามสำหรับหลานสาวที่มีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปนั้นคือการกิยาสกับบรรดาบุตรสาวหรือเข้าอยู่ภายใต้ถ้อยคำว่า “บุตรสาว” (บะนาตฺ)

และมีหลักฐานที่ระบุว่า ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด (ร.ฏ.) ได้ถูกถามถึงมรดกของบุตรสาวและหลานสาว ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด (ร.ฏ.) กล่าวว่า “ฉันจะตัดสินตามที่ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ได้ตัดสินไว้ คือ บุตรสาวได้ครึ่งหนึ่ง และหลานสาวได้หนึ่งส่วนหกเพื่อเติมเต็มอัตราส่วนสองในสาม” (บุคคอรี – 6355-)

10.  พี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดา

พี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดามี 6 สภาพ ดังต่อไปนี้

  1. ได้รับ 1/จากกองมรดก ในกรณีที่มีคนเดียว

  2. ได้รับ 2/3 ในกรณีที่มีพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดาร่วมอยู่ด้วย จะมีจำนวนกี่คนก็ตาม

  3. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ร่วมกับผู้อื่น (มะอัลฆ็อยฺร์) คือในกรณีที่มีพี่สาวหรือน้องสาว (จะมีกี่คนก็ตาม) และมีบุตรสาวหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายของผู้ตายร่วมอยู่ด้วย

  4. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) เนื่องด้วยมีผู้อื่น (บิล-ฆ็อยฺร์) คือมีพี่ชายหรือน้องชายร่วมบิดามารดา (จะมีกี่คนก็ตาม) โดยแบ่งให้ชาย 2 ส่วน หญิง 1 ส่วน

  5. ได้รับมรดกร่วมกับบรรดาพี่น้องชายหญิงร่วมมารดาในอัตราส่วนที่ถูกกำหนดแน่นอนแก่ฝ่ายหลังโดยถือว่า เป็นบุตรของมารดาคนเดียวกัน หรือ มุชัรฺเราะกะฮฺ เรียกปัญหามรดกกรณีนี้ว่า มัสอะละฮฺ มุชตะรอกะฮฺ (ﻣﺴﺌﻠﺔ مُشْتَرَكَةٌ) ซึ่งท่านอุมัร (ร.ฏ.) ได้ตัดสินให้พี่น้องร่วมบิดามารดามีส่วนร่วมในหนึ่งส่วนสามที่ถูกกำหนดให้บรรดาพี่น้องร่วมมารดา (ดร.ยูซุฟ กอซิม,อัลวะญีซฺ ฟิลมีรอซฺ วัล ว่าศียะฮฺ หน้า 113,114)

  6. ถูกกันสิทธิ (มะฮฺญูบาตฺ) ในกรณีที่ผู้ตายมีบุตรหรือหลานชายอันเกิดจากบุตรชาย ฯลฯ หรือมีบิดาของผู้ตายร่วมอยู่ด้วย พระองค์อัลลอฮฺทรงมีดำรัสว่า :

    (يَسْتَفْتُونَكَ قُلِ الله يُفْتِيكُمْ فِي الْكَلاَلَةِ ، إِنِ امْرُؤٌ هَلَكَ لَيْسَ لَهُ وَلَدٌ  وَلَه أُخْتٌ فَلَهَا نِصْفُ مَا تَرَكَ ، وَهُوَ يَرِثُهَا إِن لَمْ يَكُنْ لَهَا وَلَدٌ ،  فَإِن كَانَتَا اثْنَتَيْنِ فَلَهُمَا الثُّلُثَانِ مِمَّا تَرَكَ ، وَإِن كَانُواْ إِخْوَةً رِجَالاً وَنِسَاءً فَلِلذَّكَرِ مِثْلُ حَظِّ الأُنثَيَيْنِ…الآية)

    “พวกเขาจะขอให้เจ้าชี้ขาดปัญหา จงกล่าวเถิดว่า อัลลอฮฺจะทรงชี้ขาดให้แก่พวกเจ้าในเรื่องของผู้เสียชีวิตที่ไม่มีบิดาและ บุตรกล่าวคือ ถ้าชายผู้หนึ่งตายโดยที่เขาไม่มีบุตรแต่มีพี่สาวหรือน้องสาวคนหนึ่งนางก็ได้ ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้ โดยที่เขาก็จะรับมรดกของนาง หากไม่ปรากฏว่านางมีบุตร ดังนั้นหากปรากฏมีพี่สาวหรือน้องสาวสองคน ทั้งสองนั้นก็ได้ สองในสามจากสิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้และหากปรากฏว่าพวกเขาเป็นพี่น้องหลายคนทั้ง ชายและหญิง ดังนั้นสำหรับชายก็ได้รับเท่ากับส่วนได้ของหญิงสองคน…”
    (สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ อายะฮฺที่ 176)

ดังนั้นในกรณีที่เจ้าของมรดกมีผู้สืบมรดก ดังต่อไปนี้

  1. สามี
  2. มารดา
  3. พี่น้องร่วมมารดากับผู้ตายตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  4. พี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตาย เป็นหญิงและชายหรือชายล้วน ซึ่งได้ส่วนที่เหลือ ให้ถือว่าพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมมารดากับผู้ตาย ซึ่งเรียกว่า ปัญหามรดกกินร่วม (มุชัรเราะกะฮฺ)

ตัวอย่าง

นางอามินะฮฺ เสียชีวิต ทิ้งทรัพย์สินมรดกเอาไว้ จำนวน 12,000 บาท มีผู้มีสิทธิสืบมรดก คือ สามี มารดา พี่น้องร่วมมารดา 2 คนขึ้นไป และมีพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตายเป็นชายล้วน หรือ หญิงกับชาย

วิธีแบ่งมรดก

ส่วนเต็ม  = 6

ผู้มีสิทธิสืบมรดก

อัตราส่วน

ส่วนที่ได้รับ

จำนวนเงิน

สามี

1/2

3

6,000

มารดา

1/6

1

2,000

พี่น้องร่วมมารดา
2 คนขึ้นไป

1/3

2

4,000

จำนวนเงินทั้งหมด 12,000 บาท

ส่วนเต็ม 6 ส่วน

แต่ละส่วน = 12,000 ÷ 6 =   2,000 บาท

ฉะนั้น สามีได้รับ 3 ส่วน เป็นเงิน 6,000 บาท

มารดาได้รับ 1 ส่วน เป็นเงิน 2,000 บาท

พี่น้องร่วมมารดา 2 คนขึ้นไปได้รับ 2 ส่วนเป็นเงิน 4,000 บาท

หมายเหตุ

เดิมพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ตายได้รับส่วนที่เหลือ (อะเศาะบะฮฺ)  แต่เนื่องจากไม่มีส่วนเหลือ จึงให้ถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นพี่น้องร่วมมารดา จึงมีสิทธิได้รับหนึ่งในสามร่วมกันกับพี่น้องร่วมมารดาโดยแบ่งเท่า ๆ กัน

11. พี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดา

พี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามี 6 สภาพ ดังต่อไปนี้

  1. ได้รับ 1/2 ในกรณีที่มีเพียงคนเดียว
  2. ได้รับ 2/3 ในกรณีที่มีพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดากับนางร่วมอยู่ด้วย
  3. ได้รับ 1/6 ในกรณีที่ผู้ตายมีพี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดาร่วมอยู่ด้วย 1 คน
  4. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในกรณีที่มีพี่ชายหรือน้องชายของนางร่วมอยู่ด้วย (โดยแบ่งให้ชาย 2 ส่วน หญิง 1 ส่วน)
  5. ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ในกรณีที่บุตรสาวหรือหลานสาวอันเกิดจากบุตรชายร่วมอยู่ด้วย (โดยนางได้รับส่วนเหลือหลังจากแบ่งให้บุตรสาวหรือหลานสาว)
  6. ถูกกันสิทธิในกรณีดังต่อไปนี้
  • มีพี่สาวหรือน้องสาวของผู้ตาย 2 คนขึ้นไป แต่ถ้ามีพี่ชายหรือน้องชายร่วมอยู่ด้วย ก็ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ)
  • มีพี่ชายหรือน้องชายร่วมบิดามารดากับผู้ตายร่วมอยู่ด้วย
  • พี่สาวหรือน้องสาวร่วมบิดามารดากับผู้ตายเป็นผู้ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ)
  • มีบุตรชายหรือหลานชายอันเกิดจากบุตรชาย ฯลฯ หรือ บิดาของผู้ตาย

12. ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ)

ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ เรียกในภาษาอาหรับว่า อะเศาะบะฮฺ (عَصَبَةٌ)  ตามหลักภาษา คำว่า (อะเศาะบะฮฺ) หมายถึง พรรคพวกของบุคคลซึ่งจะให้การสนับสนุนบุคคลผู้นั้นในยามวิกฤติตลอดจนให้การปกป้องบุคคลผู้นั้น

ส่วนความหมายตามหลักวิชาการแบ่งมรดกนั้น คำว่า อะเศาะบะฮฺ หมายถึง บรรดาญาติฝ่ายชายที่ใกล้ชิดกับผู้ตายโดยสืบถึงผู้ตายจากทางบิดา ซึ่งพวกเขาจะได้รับส่วนเหลือจากกองมรดกหลังจากแบ่งให้แก่บรรดาผู้มีสิทธิรับมรดกตามอัตราส่วนที่ถูกกำหนดไว้ (อัศฮาบุล-ฟัรฎ์) เรียบร้อยแล้วและพวกเขาจะได้รับกองมรดก ในกรณีเมื่อมีประเภทเดียวและไม่มีผู้รับตามอัตราส่วนที่ถูกกำหนดจากกองมรดก (อัศฮาบุล-ฟัรฎ์) อยู่เลย

ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) มี 3 ประเภท คือ :-

1. ผู้ได้รับส่วนเหลือโดยตนเอง (อะเศาะบะฮฺ-บินนัฟฺซิ) คือ ผู้ที่สืบเชื้อสายถึงผู้ตาย โดยไม่มีสตรีมาคั่นระหว่างเขาผู้นั้นกับผู้ตาย อันได้แก่ ผู้มีสิทธิในกองมรดกที่เป็นเพศชายนอกจากสามีและพี่น้องชายร่วมแต่มารดาเดียวกัน เพราะบุคคลทั้งสองจะได้รับเฉพาะส่วนแบ่งที่กำหนดไว้ให้เท่านั้น และบุคคลทั้งสองไม่ใช่ผู้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) แต่อย่างใด

ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือโดยตนเอง (อะเศาะบะฮฺ บินนัฟฺซิ) มี 4 ฝ่าย คือ

  1. ฝ่ายบุตร : ได้แก่บุตรหลานที่เป็นชายของผู้ตาย เช่น บุตรชาย,หลานชายที่เกิดจากบุตรชาย แม้จะต่ำชั้นลงมา
  2. ฝ่ายบิดา : ได้แก่บรรพบุรุษของผู้ตาย เช่น บิดาและปู่
  3. ฝ่ายพี่น้อง : ได้แก่บุตรชายหรือหลานชายของบิดาผู้ตาย โดยไม่มีสตรีเข้ามาคั่นระหว่างเขากับผู้ตาย เช่น พี่น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกัน,พี่น้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกันหรือบุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกัน,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกัน
  4. ฝ่ายลุง : ได้แก่บุตรชายหลานชายของปู่ผู้ตาย โดยไม่มีสตรีเข้ามาคั่นระหว่างเขากับผู้ตาย เช่น ลุงที่ร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย,ลุงที่ร่วมแต่บิดาเดียวกับบิดาผู้ตาย,บุตรชายของลุงที่ร่วมบิดามารดาเดียวกับบิดาผู้ตาย,บุตรชายของลุงที่ร่วมแต่บิดาเดียวกับบิดาผู้ตาย

หลักเกณฑ์ในการสืบมรดกของผู้ที่ได้รับส่วนเหลือโดยตนเอง มีดังต่อไปนี้

  1. ทายาทที่อยู่ในฝ่ายหลังจะไม่ได้สืบมรดก ตราบที่ยังมีทายาทในฝ่ายก่อน ดังนั้นทายาทฝ่ายบิดาจะไม่ได้สืบมรดกในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ถ้าหากยังมีทายาทฝ่ายบุตรชายหรือหลานชายอยู่, ทายาทฝ่ายพี่น้องจะไม่ได้สืบมรดกในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ถ้าหากยังมีทายาทฝ่ายบิดาอยู่, ทายาทฝ่ายลุงจะไม่ได้สืบมรดกในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ถ้าหากยังมีทายาทฝ่ายบิดาอยู่, ทายาทฝ่ายลุงจะไม่ได้สืบมรดกในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) ถ้าหากยังมีทายาทฝ่ายพี่น้องอยู่

  2. ถ้าหากมีญาติใกล้ชิดหลายคนอยู่ในฝ่ายเดียวกัน เช่น บิดากับปู่ หรือบุตรชายกับหลานชายหรือพี่น้องชายกับบุตรชายของพี่น้องชายหรือลุงกับบุตรชายของลุง ดังนั้น ผู้ที่เป็นทายาทห่างจากผู้ตายจะไม่ได้สืบมรดก ถ้าหากมีทายาทที่ชิดใกล้กับผู้ตายมากกว่า ดังนั้นปู่จะไม่ได้สืบมรดกถ้าหากยังมีบิดาอยู่,หลานชายจะไม่ได้สืบมรดก ถ้าหากยังมีบุตรชายอยู่เป็นต้น

  3. ถ้าหากมีญาติใกล้ชิดอยู่หลายคนอยู่ในฝ่ายเดียวกันและแต่ละคนก็มีศักดิ์ชั้นเท่าเทียมกัน แต่แตกต่างกันในความเข้มของสายเลือด ผู้ที่มีสายเลือดเข้มกว่าย่อมเป็นผู้ได้รับมรดกก่อนผู้มีสายเลือดอ่อนกว่า ดังนั้นพี่น้องชายร่วมบิดามารดาเดียวกัน ย่อมได้สืบมรดกก่อนพี่น้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกัน ลุงที่ร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตายจะได้สืบมรดกก่อนลุงที่ร่วมแต่บิดาเดียวกับบิดาผู้ตาย เป็นต้น (อัลฟิกฮุลมันฮะญีย์ 5/99,100)

2. ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือโดยอาศัยผู้อื่น (อะเศาะบะฮฺ บิลฆอยฺร์) ได้แก่ ทายาทผู้หญิงทุกคนที่มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งที่ถูกกำหนดจากกองมรดก เมื่อมีพี่น้องชายของนางร่วมอยู่ด้วย ทายาทผู้หญิงนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ได้รับส่วนเหลือ (อะเศาะบะฮฺ) โดยอาศัยพี่น้องชายของนาง เช่น บุตรหญิงกับบุตรชาย,พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดากับพี่น้องชายร่วมบิดามารดา เป็นต้น โดยผู้ชายได้รับ 2 ส่วน ผู้หญิงได้รับ 1 ส่วน

ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือโดยอาศัยผู้อื่น จำกัดอยู่เฉพาะทายาทที่มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งสองในสามกับครึ่งหนึ่ง เมื่ออยู่ร่วมกับพี่น้องชายของพวกเขา ซึ่งได้แก่ :-

  1. บุตรหญิง เมื่ออยู่พร้อมกับบุตรชาย

  2. หลานหญิงเมื่ออยู่พร้อมกับหลานชาย

  3. พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา เมื่ออยู่พร้อมกับพี่น้องชายร่วมบิดามารดา

  4. พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดาเดียวกัน เมื่ออยู่พร้อมกับพี่น้องชายร่วมแต่บิดาเดียวกัน

3. ผู้ที่ได้รับส่วนเหลือร่วมกับผู้อื่น (อะเศาะบะฮฺ มะอัลฆ็อยฺร์) ได้แก่ พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา หรือพี่น้องหญิงร่วมแต่บิดา เมื่ออยู่พร้อมกับบุตรหญิงหรือหลานสาว

ดังนั้นถ้าหากผู้ตายได้ทิ้งทายาทที่เป็นบุตรหญิงสองคนกับพี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาอีกหนึ่งคน บุตรหญิงสองคนนั้น จะได้รับส่วนแบ่งสองในสามจากกองมรดก และพี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาจะได้รับมรดกส่วนที่เหลือทั้งหมดคือหนึ่งในสาม

และให้ใช้หลักการเช่นเดียวกันนี้ ในกรณีของพี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหลายคน เมื่ออยู่พร้อมกับหลานสาวคนเดียวหรือหลานสาวหลายคน

หลักฐานในเรื่องนี้ คือ หะดีษที่ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด (ร.ฏ.) ได้ถูกถามเกี่ยวกับบุตรหญิง,หลานสาวและพี่น้องหญิง ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอู๊ด (ร.ฏ.) ตอบว่า : ในเรื่องนี้ฉันจะตัดสินเช่นเดียวกับที่ท่านนบี (صلى الله عليه وسلم) ได้ตัดสินไว้ คือ : บุตรสาวได้รับครึ่งหนึ่ง,หลานสาวได้รับหนึ่งในหก และพี่น้องหญิงได้รับส่วนที่เหลือ (รายงานโดยบุคอรี -6355-)

13. ผู้ที่ไม่ถูกกันสิทธิในกองมรดกและที่ถูกกันสิทธิ

  • ก. ผู้ที่ไม่ถูกกันสิทธิในกองมรดกมี 5 คน คือ
  1. บุตรชาย

  2. บุตรสาว

  3. บิดา

  4. มารดา

  5. สามี,ภรรยา

  • ข. ผู้ที่ถูกกันสิทธิในกองมรดก มีดังต่อไปนี้
  1. หลานชาย ถูกกันสิทธิโดยบุตรชายของผู้ตาย
  2. หลานสาว ถูกกันสิทธิโดยบุตรชายหรือบุตรสาวของผู้ตาย
  3. ปู่ (บิดาของบิดา) ถูกกันสิทธิโดยบิดาของผู้ตาย
  4. ย่า (มารดาของบิดา) ถูกกันสิทธิโดยมารดาของผู้ตาย
  5. ยาย (มารดาของมารดา) ถูกกันสิทธิโดยมารดาของผู้ตาย
  6. พี่น้องชายร่วมบิดามารดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย,บิดา,หลานชายของผู้ตาย
  7. พี่น้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย,บิดา,หลานชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดาของผู้ตาย
  8. พี่น้องชายร่วมแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,บุตรสาวหลานสาวอันเกิดบุตรชายของผู้ตาย
  9. พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย,บิดา,หลานชายของผู้ตาย
  10. พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบุตรชาย,บิดา,หลานชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องสาวร่วมบิดามารดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
  11. พี่น้องสาวร่วมแต่มารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา ปู่ บุตรชาย หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,บุตรสาว,หลานสาวอันเกิดจากบุตรชายของผู้ตาย
  12. บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมบิดา,พี่น้องสาวร่วมบิดามารดาเมื่อได้รับส่วนเหลือ
  13. บุตรชายของพี่น้องชายร่วมแต่บิดา ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดากับผู้ตายเมื่อได้รับส่วนที่เหลือ (อะเศาะบะฮฺ)
  14. ลุงหรืออาร่วมบิดามารดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดาและมารดา
  15. ลุงหรืออาร่วมแต่บิดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชายอันเกิดจากบุตรชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือ,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมแต่บิดา,ลุงหรืออาร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตาย
  16. บุตรชายหรือลุงของอาร่วมบิดามารดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบิดา,ปู่,บุตรชาย,หลานชาย,พี่น้องชายร่วมบิดามารดา,พี่น้องชายร่วมแต่บิดา,พี่น้องหญิงร่วมบิดามารดาเมื่อได้รับส่วนเหลือ,พี่น้องหญิงร่วมแต่บิดาเมื่อได้รับส่วนที่เหลือบุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดามารดา,บุตรชายของพี่น้องชายร่วมบิดากับผู้ตาย
  17. บุตรชายของลุงหรืออาร่วมบิดากับบิดาของผู้ตาย ถูกกันสิทธิโดยบุคคลในข้อ 16 และบุตรชายของพี่น้องชายของผู้ตายที่ร่วมบิดามารดากับผู้ตาย

หมายเหตุ ถ้าหากพี่น้องหญิงร่วมบิดามารดากับผู้ตายหรือพี่น้องหญิงร่วมบิดากับผู้ตายได้รับส่วนที่เหลือร่วมกับผู้อื่นแล้ว นางก็สามารถกันสิทธิของผู้อื่นได้ดังเช่นกรณีของพี่น้องชายของนาง

Default image
อาลี เสือสมิง