أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

อิบนุ อัลฮัยฺซัม (ابنُ الهَيْثَم)

อิบนุ อัลฮัยฺซัม มีนามเต็มว่า อบู อะลี อัลฮะซัน อิบนุ อัลฮะซัน อิบนิ อัลฮัยฺซัม ชาวยุโรปเรียก อิบนุ อัลฮัยฺซัม ว่า อัลฮะซีน (ALHAZIN)  ถือกำเนิด ณ เมืองอัลบัซเราะฮฺ ในปี ฮ.ศ.354/ค.ศ.965 เติบโตและศึกษาความรู้แขนงต่างๆ จากนักปราชญ์ของเมืองนี้ เขาเคยเป็นเสมียนอยู่ที่นั่น และเคยเยือนมหานครแบกแดดอยู่หลายครั้งเพื่อทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการกับนักปราชญ์ของแบกแดด

อิบนุ อัลฮัยฺซัม เสียชีวิตที่ประเทศอิยิปต์ ในปี ฮ.ศ.430/ค.ศ.1039 ซึ่งที่นั่น เขาใช้ชีวิตอยู่ในรัชสมัยของค่อลีฟะฮฺ  อัลฮากิม บิ อัมริลลาฮฺ แห่งราชวงศ์ฟาฏีมียะฮฺ (ค.ศ.985-1021) และได้รับเกียรติอย่างสูงในราชสำนักของอัลฮากิม (อะลี อับดุลลอฮฺ อัดดัฟฟาอฺ อ้างเล่ม หน้า 136)

อิบนุ อัลฮัยฺซัม ได้เริ่มต้นชีวิตของตนในช่วงยุคทองของอารยธรรมอาหรับ-อิสลาม โดยนักปราชญ์ผู้นี้ได้ทำการคัดลอกตำราทางปรัชญา , เรขาคณิต , คณิตศาสตร์และการแพทย์จากภาษาต่างๆ เป็นภาษาอาหรับ และยุคแห่งการคิดค้นและประดิษฐ์ก็ได้เริ่มต้นขึ้น

อิบนุ อัลฮัยฺซัม ได้ศึกษาผลงานของนักปราชญ์ชาวกรีกบางคน เช่น อริสโตเติล , กาลิโนส , ปโตเลมี , อพอลโลนิอุสและอิกลิดุส โดยอาศัยเป็นข้อมูลในการค้นคว้าและวิจัยในภาควิชาฟิสิกส์และการแพทย์ ทั้งๆ ที่ทราบกันดีว่า อิบนุ อัลฮัยฺซัมไม่เคยมีอาชีพเป็นหมอ แต่เขาก็ศึกษาค้นคว้ากฎเกณฑ์ต่างๆ ของวิชาการแพทย์

เขามุ่งศึกษาการรับรู้ทางประสาทสัมผัสซึ่งเขาอธิบายว่า สสารหรือวัตถุจะมีขนาดใหญ่เมื่ออยู่ใกล้และมีขนาดเล็กลงเมื่อมีระยะห่างไกลออกไป และยังสร้างความกระจ่างในการให้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ถึงลักษณะของสิ่งต่างๆ ที่จะปรากฏขนาดใหญ่โต เมื่ออยู่ใต้ผืนน้ำและอยู่เบื้องหลังสิ่งที่โปร่งใส และเขาได้อภิปรายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและอ้างอิงหลักฐานบ่งชี้ถึงคุณค่าของปรากฏการณ์เหล่านั้นทางเรขาคณิต อิบนุ อัลฮัยฺซัม ยังได้ให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับดวงจันทร์การโคจรในวิถีของมันตลอดจนยืนยันถึงการเกิดจันทรคราสด้วยวิธีการต่างๆ

อิบนุ อัลฮัยฺซัม ได้แบ่งแสงออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แสงซึ่งส่องสว่างออกมาจากสสารหรือวัตถุเรืองแสงในตัวเอง เช่น แสงของดวงอาทิตย์ แสงไฟเป็นต้น เขาเรียกมันว่า “อัซซาติยะฮฺ” คือ มีแสงในตัวหรือเรืองแสงนั่นเอง

2. แสงซึ่งส่องสว่างออกมาจากสสารหรือวัตถุซึ่งไม่มีแสงในตัวเอง แต่แสงนั้นส่องประกายออกมาจากวัตถุนั้นเมื่อมันไปอยู่ใกล้เคียงกับวัตถุที่เรืองแสงในตัวเอง หรือมันอาศัยแสงสว่างจากสิ่งอื่น เขาเรียกมันว่า “อัลอัฎวาอฺ อัลอะร่อฎียะฮฺ” คือแสงอันเป็นคุณลักษณะ

ถือกันว่า อิบนุ อัลฮัยฺซัม เป็นนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของชาวอาหรับและมุสลิมในศาสตร์แขนงต่างๆ โดยเฉพาะทางวิชาฟิสิกส์ และเป็นนักค้นคว้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุค ในเรื่องแสง ตำราที่เขาแต่งขึ้นมีมากเกือบ 200 เล่ม ทั้งวิชาแพทย์ศาสตร์ , ปรัชญา , ตรรกวิทยา , คณิตศาสตร์ , ฟิสิกส์และดาราศาสตร์ เป็นต้น

อิบนุ อัลฮัยฺซัม มีความเลื่องลือเป็นอันมากเนื่องจากการแต่งตำรา “อัลม่านาซิร” (المناظر) ซึ่งรวบรวมการค้นพบมากมายในวิชาฟิสิกส์และการศึกษาค้นคว้าอย่างเจาะลึกในทฤษฎีว่าด้วยการสะท้อนและการหักเหของแสง ตำราเล่มนี้ได้ถูกแปลเป็นภาษาละติน และยังคงเป็นตำราอ้างอิงเพียงเล่มเดียวในเรื่องนี้จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ที่ใช้กันทั่วโลกโดยเฉพาะในยุโรป

คงมิใช่เรื่องเกินจริงหากเราถือว่า อิบนุ อัลฮัยฺซัม เป็นผู้วางรากฐานของวิชาฟิสิกส์ตามหลักวิชาที่ถูกต้อง เขาปฏิเสธทฤษฎีของอิกลิดุสและปโตเลมีในภาควิชา Optics (จักษุประสาท) ซึ่งกล่าวว่า ตาของคนเราส่องแสงออกไปกระทบกับวัตถุ แต่อิบนุ อัลฮัยฺซัมได้แก้ไขทฤษฎีนี้ในตำราของเขาที่ชื่อ อิลฺมุล บ่าซ่อริยาตฺ และการทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเขายืนยันว่า สิ่งที่ตรงกันข้ามกับทฤษฎีของอิกลิดุสและปโตเลมีนั้น คือสิ่งที่ถูกต้อง

และในตำราเล่มนี้ ทฤษฎีของอิบนุ อัลฮัยฺซัม อันโด่งดังได้ปรากฏชัดเจนว่า แสงมิได้เกิดจากตาที่ออกไปกระทบกับวัตถุ แต่วัตถุต่างหากที่ส่งแสงสู่ตาของคนเรา

อิบนุ อัลฮัยฺซัม มีความโดดเด่นในการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง เช่น การประดิษฐ์นาฬิกาแสงแดด และกล้องถ่ายรูป , เลนส์ขยาย , กระจกแว่นที่มีความนูนโค้ง (Convexo-Concave) และเรื่องของมุมทางเรขาคณิต (angle) และยังได้อธิบายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ การเกิดสุริยคราสและจันทรคราส

นอกจากนี้เขายังได้พยายามหาหลักฐานยืนยันกฎข้อที่ 5 ของอิกลิดุสซึ่งกฎข้อนี้อิกลิดุสไม่ได้ใช้ในเรขาคณิตของตน ทำให้เกิดความตื่นตัวครั้งใหญ่ในวิชาเรขาคณิต เรียกกันว่า เรขาคณิตที่มิใช่แบบแผนของอิกลิดุส ซึ่งเป็นผลงานของนักปราชญ์ชาวอาหรับมุสลิมในด้านคณิตศาสตร์

อิบนุ อัลฮัยฺซัม ยังได้ใช้เวลาไปในการศึกษาค้นคว้าชั้นบรรยากาศที่หุ้มห่อโลก จนสามารถกำหนดความสูงของชั้นบรรยากาศได้ และได้ผลการคำนวณด้วยวิธีการที่ละเอียดแม่นยำว่า ความมืดจะไม่ปกคลุม นอกจากหลังจากดวงอาทิตย์ลดต่ำกว่าเส้นขอบฟ้าทำมุมได้ 19 องศา ค่าการคำนวณนี้ต่างจากค่าความเป็นจริงที่คำนวณได้จากดาวเทียมทางดาราศาสตร์ ซึ่งใช้รังสีอินฟาเรดเพียงแค่ 1 องศาเท่านั้น

หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่อิบนุ อัลฮัยฺซัมใช้ในการค้นคว้าและค้นพบของตนในเรื่องแสงและจักษุประสาทนั้น นักวิทยาศาสตร์ตะวันตกถือกันว่า เป็นการประดิษฐ์คิดค้นในยุคใหม่ ผู้เป็นเจ้าของความคิดหลักการนี้คือ อิบนุ อัลฮัยฺซัม เพราะเขาได้วางหลักการทางวิทยาศาสตร์บนการวิเคราะห์กฎเกณฑ์ต่างๆ จากข้อเท็จจริง ซึ่งในปัจจุบันเรียกกันว่า การพิสูจน์หลักทั่วๆ ไปโดยเอากรณีเฉพาะรายมาอ้าง (Induction) การเทียบเคียง (comparison) และการตั้งสมมติฐาน (derivation)

สิ่งที่ทำให้อิบนุ อัลฮัยฺซัมสามารถใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างโดดเด่นก็คือ การที่เขาเป็นทั้งนักคณิตศาสตร์และนักปรัชญา ในส่วนของคณิตศาสตร์นั้นได้ช่วยให้เขาสามารถวิเคราะห์ปัญหาและอ้างเหตุผลสนับสนุนผลการวิเคราะห์ได้อย่างเป็นระบบ ส่วนปรัชญานั้นช่วยให้เขามีความลึกซึ้งในเรื่องต่างๆ และการแบ่งบทต่างอย่างเหมาะสม เขาจึงเป็นเจ้าของหลักการดังกล่าวทางวิทยาศาสตร์ มิใช่ฟรานซิส เบคอน ชาวอังกฤษที่ชาวตะวันตกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

กล่าวโดยสรุปได้ว่า การที่มนุษย์สามารถลงสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ได้นั้น ถือว่าเป็นผลงานของเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็เป็นผลสรุปของทฤษฎีที่อิบนุ อัลฮัยฺซัมได้คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันและรัสเซียต่างก็ใช้เป็นหลักมูลฐานในการสร้างทฤษฎีสมัยใหม่ของพวกเขา

ในปี ฮ.ศ.1358 มหาวิทยาลัยไคโรได้สร้างหอประชุมของมหาวิทยาลัย และเรียกว่า หอประชุมอิบนุ อัลฮัยฺซัม อีกแห่งหนึ่งเป็นหอประชุมในคณะวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแบกแดด

เกี่ยวกับตำรา อัลม่านาซิร (المناظر) ของอิบนุ อัลฮัยฺซัมนั้น นักวิชาการระบุว่า ถือเป็นตำราที่ทรงคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่งในยุคกลาง และนับเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ในภาควิชาจักษุประสาท และทำให้วิชานี้แยกเป็นเอกเทศ มีหลักมูลฐานและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตัวเอง นักปราชญ์ชาวตะวันตกต่างก็อาศัยตำราเล่มนี้เป็นเวลาหลายศตวรรษ และอ้างอิงข้อมูลในเรื่องแสงจากตำราเล่มนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 มีความก้าวหน้าเป็นอันมากในทฤษฎีเกี่ยวกับแสง ตลอดจนการทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับวิชาดาราศาสตร์และไฟฟ้า

เดวิด ยูเคน สมิต นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันกล่าวว่า “อิบนุ อัลฮัยฺซัม ไม่ได้ทิ้งสาขาวิชาใดเลยนอกจากเขาได้เขียนตำราเกี่ยวกับสาขาวิชานั้นเอาไว้ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิต, ดาราศาสตร์และวิชาตรีโกณมิติ และเขายังมีชื่อเสียงโด่งดังมากในวิชาจักษุประสาท”

ฮาวาร์ด เอฟซ์ ระบุในหนังสือของตนว่า : อิบนุ อัลฮัยฺซัมเคยกล่าวว่า ถ้าหากฉันอยู่ในอียิปต์แล้วละก็ ฉันคงปฏิบัติการกับแม่น้ำไนล์ อันจะเป็นการสร้างคุณประโยชน์อย่างมากแก่พลเมืองอียิปต์และโลกทั้งผอง ปฏิบัติการดังกล่าวก็คือการควบคุมระดับน้ำที่เอ่อล้นตลิ่งของแม่น้ำไนล์จนเกิดอุทกภัยอยู่เนืองๆ

คำพูดของอิบนุ อัลฮัยฺซัม ได้รู้ถึงพระกรรณของค่อลีฟะฮฺ อัลฮากิม บิอัมริลลาฮฺ แห่งราชวงศ์ฟาฏีมี่ยะฮฺ พระองค์จึงทรงมอบของกำนัลให้แก่เขาและสัญญาว่าจะดำเนินการตามที่เขากล่าวมา อิบนุ อัลฮัยฺซัมจึงเตรียมการสิ่งที่จำเป็นสำหรับการศึกษาเส้นทางของลำน้ำไนล์จนถึงเมืองอัสวาน ทางตอนใต้ของอียิปต์ อย่างไรก็ตาม อิบนุ อัลฮัยฺซัม ก็หวั่นวิตกต่อท่าทีของค่อลีฟะฮฺ อัลฮากิมที่มักจะไม่อยู่กับร่องกับรอย เขาจึงหลบซ่อนตัวในการค้นคว้าและสร้างผลงานทางวิชาการอย่างเงียบๆ

มุสตอฟา น่าซีฟ กล่าวว่า : ถ้าหากถือว่านิวตันเป็นผู้นำที่แท้จริงในภาควิชากลศาสตร์ (แมคแคนนิค) ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 อิบนุ อัลฮัยฺซัม ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะถูกถือว่าเป็นผู้นำที่แท้จริงในภาควิชาเกี่ยวกับแสงในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 11

ส่วนหนึ่งจากตำราที่อิบนุ อัลฮัยฺซัม ได้แต่งไว้ ได้แก่

1. บทสรุปภาควิชาเรขาคณิตของอิกลิดุส

2. ตำราการอภิปรายของนักปราชญ์กรีกและอิลมุ้ลกะลาม

3. ตำราว่าด้วยวิชาคำนวณ

4. ตำราวิชาจักษุประสาท

5. เอกสารว่าด้วยมาตรวัดต่างๆ

6. หนังสืออธิบายวิธีการหาทิศกิบละฮฺ

7. หนังสืออธิบายความสัมพันธ์ของวิชาพีชคณิตกับวิชาการแบ่งมรดก

8. ตำราเกี่ยวกับรูปทรงปริซึม

9. หนังสือว่าด้วยการหักเหของแสง

10. หนังสือว่าด้วยตาและการมองเห็น

11. เอกสารว่าด้วยเลนส์รวมแสง

12. เอกสารเกี่ยวกับแสงของดวงจันทร์

13. ตำราว่าด้วยโลกและฟากฟ้า

ฯลฯ

มุฮำมัด ริฎอ นักดาราศาสตร์ได้ศึกษาเอกสารข้อเขียนของอิบนุ อัลฮัยฺซัม และได้ข้อสรุปว่า  ถ้าเราต้องการเปรียบอิบนุ อัลฮัยฺซัมกับนักวิทยาศาสตร์ในยุคสมัยของเรา ข้าพเจ้าคงไม่พูดเกินจริง หากข้าพเจ้าถือว่า อิบนุ อัลฮัยฺซัม อยู่ในระดับที่เปรียบได้กับ ไอนสไตน์ ในยุคของเรา”

Default image
อาลี เสือสมิง