أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

การตอบแทนและการลงโทษ

การตอบแทน

สวรรค์หรือสวน (อรับเรียก ญันนะฮฺ อังกฤษเรียก เดอะกาเด้น)

ความหมาย “เป็นความรู้สึก (รับรู้รส สงบสุข อิ่มเอิบฯ ทางจิตวิญญาณ…ดังนั้นสะหวัน (พิมพ์อย่างนี้) ที่แท้จริงคือ การได้รับรู้รสทางจิตวิญญาณ (หาใช่การรับรู้ด้วยการสัมผัสทั้งหกไม่) (หน้า 4/12 บรรทัดที่ 4 จากข้างบนลงมา)

การลงโทษ

ความหมาย “ทั้งหมดเกิดจากความร้อน (ร้อนใจ) ความลำบากใจ เครียดกับปัญหาสารพัด ร้อนจนเดือด (เดือดร้อนทั้งตัวเองและผู้อื่น) เหมือนกับถูกไฟเผา (อัล-นาร์)

หมายเหตุ…ไม่ว่าจะเป็นนรกไหนๆ ศาสนาใดๆ ในโลกนี้ ถ้าได้ชื่อว่า นรก แล้วจะต้องมีความหมายเดียวกันหมด คือ ร้อน (ใจ) เหมือนถูกไฟคลอก บางคนก็เผาแค่ตาตุ่ม แค่เข่า แค่สะเอว หรือไหปลาร้า…” (หน้า 4/12 บรรทัดที่ 6 จากข้างล่าง)

 


*ข้อเขียนของพวกคุณในเรื่องการตอบแทน (สวรรค์) และการลงโทษ (นรก) ชี้ชัดว่าพวกคุณไม่เชื่อว่ามีสวรรค์และนรกเป็นสิ่งถูกสร้างจริงๆ เพราะพวกคุณตีความเรื่องนรกสวรรค์ว่าเป็นการรับรู้รสทางจิตวิญญาณบ้าง สภาวะทางจิตวิญญาณบ้าง เป็นสภาพความร้อนใจที่เกิดขึ้นบ้าง โดยย้ำในหน้า 5/12 ว่า (ประตูนรก 7 บานเป็นชนิดของความร้อนต่างๆ ขึ้นอยู่กับปัญหา (อามาล) ที่มนุษย์ทำขึ้น ถ้ามีชื่อเสียงตำแหน่ง ก็เหมือนกำลังเดินเข้าประตูนรกที่ชื่อ อัสสะก็อรร์ทีเดียว

คืออุปมาเหมือนถูกเผาไหม้จนเกรียม (เปรียบเทียบสภาพภาวะทางจิตในขณะนั้นจะไม่เป็นและจะไม่ตาย คือตายทั้งเป็นนั่นเอง) แสดงว่าสวรรค์และนรกไม่มีจริง เรื่องราวที่เป็นรูปธรรม (ซึ่งพวกคุณอ้างว่าพระเจ้าบรรยายเรื่องสวรรค์และนรกเป็นรูปธรรม) เป็นเพียงการเปรียบเทียบสภาวะทางจิตวิญญาณและการรับรู้รสชาติของจิตวิญญาณเท่านั้น! ถ้าหากว่าสวรรค์เป็นความรู้สึกรับรู้รส สงบสุข อิ่มเอมทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่การรับรู้ด้วยการสัมผัสทั้งหกอย่างที่พวกคุณกล่าวอ้างแล้ว

ทำไมพวกคุณถึงยกข้อความจากอัล-หะดีษของนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งพวกคุณเขียนว่า “พระเจ้าตรัสว่า” ทั้งๆ ที่ นี่เป็นข้อความจากอัลหะดีษมิใช่อายะฮฺอัล-กุรอาน ถึงแม้ว่าข้อความในอัล-หะดีษจะเป็นคำตรัสของพระเจ้าก็ตาม เพราะเป็นหะดีษกุดสียฺ ซึ่งในอัล-หะดีษระบุว่า “ฉันได้เตรียมไว้ (ตอบแทน) ให้ปวงบ่าวที่เป็นกัลยาณชนทั้งหลายด้วยสิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยินมาและหัวใจของมนุษย์ก็นึกไม่ถึง

แล้วพวกคุณก็กล่าวอายะฮฺที่ 17 จากสูเราะฮฺอัส-สะญะดะฮฺ มาประกอบว่า : ที่ชีวิตหนึ่งย่อมไม่รู้ถึงสิ่งที่ถูกซ่อนเร้นเตรียมไว้ให้กับพวกเขาจาก (ความสุขที่เป็น) แก้วตา (ที่ตนชื่นชอบอย่างคณานับ) เพื่อสนองตอบในสิ่งที่เขาได้เคยประพฤติ (ได้รับรู้รสของความอิ่มเอมใจ) (หน้า 4/12) ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เมื่อสวรรค์เป็นสิ่งที่หัวใจของมนุษย์ก็นึกไม่ถึง ชีวิตหนึ่งก็ไม่อาจรู้ได้แล้วจิตวิญญาณหรือสภาวะทางจิตวิญญาณจะรับรู้รสของความสุขที่พวกคุณบอกว่าเป็นสวรรค์ที่แท้จริงได้อย่างไร?

เพราะต่อให้หัวใจหรือจิตวิญญาณของมนุษย์บรรลุสู่ภาวะสูงสุดทางจิตขนาดใดก็ตาม ก็ไม่อาจหยั่งถึงได้และเกินกว่าจินตนาการ เพราะการรับรู้รสทางจิตวิญญาณ ถึงแม้จะไม่ได้รับรู้ผ่านทางสัมผัสทั้งหก แต่ก็ยังไม่พ้นเรื่องของหัวใจที่มนุษย์นึกคิดเอาอยู่ดี ขณะที่พวกคุณกล่าวอ้างว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ สวรรค์ที่เป็นสถานสุดท้ายในอาคิเราะฮฺไม่มี มีแต่สภาวะทางจิตวิญญาณที่รับรู้ได้ในขณะนี้ ในวันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันกิยามะฮฺแล้ว พวกคุณก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธความจริงจากพระเจ้าไปเสียแล้ว (นะอูซุบิลลาฮฺ)

ขณะที่พวกคุณอธิบายสภาพการลงโทษของนรกอเวจี หมายถึงความเดือดเนื้อร้อนใจ เป็นสภาวะทางจิตวิญญาณที่รุ่มร้อน นรกจริงๆ ไม่มี พวกคุณก็กลายเป็นผู้ปฏิเสธความจริงจากพระเจ้าไปแล้วเช่นกัน แล้วพวกคุณก็พลาดไปโดยไม่รู้ตัวเมื่อนำเรื่องราวของสวรรค์และนรกที่อัล-กุรอานบรรยายเอาไว้มาประกอบเป็นหลักฐาน เพราะสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่อัล-กุรอานพรรณนาเอาไว้ พวกคุณจะอธิบายและเปรียบกับสภาพทางจิตวิญญาณอย่างไร? ในเมื่อบางสิ่งเป็นรายละเอียดข้อปลีกย่อย

เช่น มีลำธารไหลเบื้องใต้ปราสาท มีหญิงสาวดรุณีที่มาตาดวงโตที่ไม่เคยมีผู้ใดล่วงล้ำพรหมจรรย์ของพวกนาง ภาชนะทำด้วยทองและเงิน เครื่องดื่มที่สุดวิเศษฯลฯ สิ่งทั้งหมดที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ในสวรรค์จริงๆ เป็นสิ่งที่หัวใจและจินตนาการของมนุษย์ไปไม่ถึง หยั่งไม่ได้ แล้วพวกคุณจะอธิบายเป็นสภาวะทางจิตวิญญาณได้อย่างไร?

หากนรกคือ ความร้อนใจเหมือนถูกไฟคลอก พวกคุณช่วยอธิบายสภาวะทางจิตวิญญาณของคนที่มีไฟเผาแค่ตาตุ่ม แค่เข่า แค่สะเอว หรือไหปลาร้าให้พวกเราทราบหน่อยเถิด มีคนที่ร้อนใจคนใดเล่าที่เครียดกับปัญหาสารพัดจนกระทั่งความร้อนใจได้เผาให้ริมฝีปากด้านล่างห้อยลงมาจนเห็นฟันโผล่ และริมฝีปากด้านบนหดขึ้นไปถึงหนังศีรษะ แล้วมะลาอิกะฮฺ 19 ท่านที่ควบคุมชาวนรกเล่า พวกคุณจะอธิบายอย่างไรโดยผูกพันกับสภาวะทางจิตวิญญาณของคนที่เดือดร้อนใจอย่างที่พวกคุณกล่าวอ้าง! เ

รามั่นใจว่าสวรรค์คือเรื่องจริง นรกคือเรื่องจริง ไม่ใช่สภาวะทางจิตวิญญาณของมนุษย์ในทุกวันนี้ เมื่ออัล-กุรอานคือความจริงจากพระเจ้า สิ่งที่ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวเอาไว้เกี่ยวกับสวรรค์และนรกก็เป็นความจริงจากพระเจ้า สวรรค์และนรกที่มีจริงๆ ก็คือความจริงจากพระเจ้า และเราก็เชื่อว่าสิ่งที่พวกคุณกล่าวอ้างคือความเท็จเทียมที่มาจากชัยฏอนที่มันล่อลวงพวกคุณ

เมื่อถึงวันนั้น โมงนั้น อิบลีสมันก็จะประกาศให้พวกคุณทราบว่า อย่ามาโทษข้า แต่จงโทษและตำหนิตัวของพวกท่านเองที่มาหลงเชื่อคำหลอกลวงของข้าว่าสวรรค์ไม่มีจริง นรกไม่มีจริง! แล้วพวกคุณก็จะพบกับความจริงจากพระเจ้าด้วยตัวของพวกคุณเองว่า ความจริงจากพระเจ้าคืออะไร?

Default image
อาลี เสือสมิง