أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

ชนชาติจามเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ศาสนาอิสลามได้แผ่มาถึงอาณาจักรจัมปาก่อนคริสตศตวรรษที่ 11 โดยผ่านเส้นทางทั้งทางบกและทางทะเล โดยเส้นทางการค้าโบราณในภาคพื้นทวีป ผ่านประเทศจีนลงมาทางตอนใต้ ส่วนเส้นทางการค้าทางทะเลนั้นเป็นเส้นทางพาณิชย์นาวีที่มีมานับแต่สมัยโบราณก่อนการอุบัติขึ้นของศาสนาอิสลามในคาบสมุทรอารเบีย โดยพ่อค้าชาวอาหรับเปอร์เซียและอินเดียได้ล่องกองเรือสินค้าจากมหาสมุทรอินเดีย ผ่านช่องแคบมะละกามุ่งสู่ทะเลจีนใต้โดยแวะพักที่เมืองท่าการค้าของอาณาจักรจัมปาก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองท่าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน

 

เมื่อพ่อค้าชาวอาหรับเปอร์เซียและอินเดียได้รับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว การเผยแผ่ศาสนาอิสลามก็มาถึงอาณาจักรจัมปาในอินโดจีนแถบชายฝั่งทะเลจีนใต้พร้อมๆ กับการเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามของชาวมลายู-ชะวาในสุมาตรา ชะวา และคาบสมุทรมลายูตอนล่าง ทั้งนี้ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-19 กองเรือของชาวมุสลิมถือได้ว่าเป็นกองเรือที่ทันสมัย และมีเครือข่ายกว้างขวางครอบคลุมเส้นทางเดินเรือตั้งแต่แอฟริกาจนถึงจีน (Abul-Fazl Ezzati , The Spread of Islam ZGhom : The Ahl Ul Bayt World Assembly , 1944X , P.314 K.N. Chaudhuri , Trad and Civilisation in The Indian , P.44. W.H. Moreland , “The Ships of the Arabian Sea about A.D. 1,500” Journal of the Royal Asiatic Society (1939) : 63-74)

 

นอกจากนี้นักประวัติศาสตร์ยังได้ระบุอีกด้วยว่า ศาสนาอิสลามได้แผ่มาถึงอาณาจักรจัมปา และแผ่จากจัมปาสู่ดินแดนฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายู (The Martyrdom of Khmeres Muslim , Phanom Penh. 1974 P.34) ซึ่งแสดงว่าศาสนาอิสลามได้มาถึงอาณาจักรจัมปาก่อนหน้าที่จะแผ่มาถึงอาณาจักรบริเวณฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรมลายู

 

และมีปรากฏในประวัติศาสตร์ของชาวเขมรมุสลิม (แขกจาม) ว่า ในระหว่างปี ค.ศ. 1000-1036 มีพ่อค้าชาวอาหรับคณะหนึ่งนำโดย เราะหฺดารฺ อะหฺหมัด อบู-กามิลฺ (Rahdar Ahmed Abu-kamil) ได้เผยแผ่ศาสนาอิสลามในจัมปา ทำให้มีชาวจามเข้ารับนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมาก (วารสาร อัล-ญิฮาด อันดับที่ 208-209 (มีนาคม-เมษายน 2535)

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีพระราชหัตถเลขาในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 เล่มที่ 1 หน้า 59 ว่า :

“เมืองเขมรหรือเรียกอีกนาม ๑ ว่า กรุงกัมพูชาเดิมเป็นเมืองขอมหลวง มีอำนาจมากแลอาณาเขตกว้างขวางในโบราณสมัย แต่อำนาจลดน้อยถอยลงโดยลำดับมา จนเมื่อไทยตั้งเป็นใหญ่ได้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขยายอาณาเขตรุกแดนกัมพูชาลงไปจากข้างเหนือทาง ๑ แว่นแคว้นกัมพูชาซึ่งอยู่ทางริมทะเลตั้งแต่ปากน้ำโขงไปทางตะวันออก ก็เกิดเป็นประเทศอิสระขึ้นอีกประเทศ ๑ เรียกว่า “จัมปาประเทศ”

 

ตามตำนานที่พึงจะได้รู้ ไพร่พลเมืองจัมปานี้ปะปนกันหลายชาติ เป็นพวกขอมเดิมบ้าง เชื้อสายแขกอินเดียที่มาอยู่ในเมืองขอมบ้าง พวกมลายูข้ามทะเลมาอยู่บ้าง ลงปลายเมื่อการสั่งสอนศาสนาอิสลามแพร่หลายมาหลายประเทศเหล่านี้ ชาวเมืองจัมปาโดยมากเข้ารีตถือศาสนาอิสลามบุคคลจำพวกที่เราเรียกว่า “แขกจาม” ก็คือชาวเมืองจัมปานี่เอง….”

 

การยอมรับนับถือศาสนาอิสลามของชนชาติจามในอาณาจักรจัมปาในช่วงแรกคงเป็นที่แพร่หลายในหมู่พลเมืองจามที่เป็นสามัญชนโดยเริ่มจากหัวเมืองชายทะเลด้านตะวันออกและด้านตะวันออกเฉียงใต้บริเวณปากแม่น้ำโขง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าพาณิชย์นาวี

 

ต่อมาก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้ปกครองและราชวงศ์ของกษัตริย์จัมปาภายหลังการยอมรับอิสลามของพลเมืองในสุมาตราและชวา ซึ่งมีหลักฐานระบุว่า พระเจ้าสิงห์วรมันที่ 1 ของจัมปาได้ยอมรับศาสนาอิสลามจากชวาเป็นศาสนาของจัมปา และการยอมรับศาสนาอิสลามของราชสำนักจัมปานี้เกิดขึ้นภายหลังการแพร่หลายของศาสนาอิสลามในหมู่พลเมืองสามัญเป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้ว มีลักษณะคล้ายกับการเข้ารับศาสนาอิสลามของชนชาติมลายูทั้งในส่วนของอาณาจักรมะละกาและอาณาจักรปัตตานีดารุสสลาม

 

อาณาจักรจัมปายังคงเป็นอิสระอยู่ถึงแม้จะสูญเสียดินแดนไปเกือบทั้งหมดให้แก่พวกอานัม (เวียดนาม) และเขมรจนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมครองกรุงศรีอยุธยา มีจดหมายเหตุฝรั่งแต่งไว้ว่า มีราชทูตจัมปาเข้ามากรุงศรีอยุธยาในครั้งนั้น (เรืองศักดิ์ ดำริห์เลิศ ; ประวัติศาสตร์บ้านครัวฯ , กรุงเทพฯ (2545) หน้า 3) จนกระทั่ง พ.ศ. 2263 กษัตริย์จามองค์สุดท้ายได้พาราษฎรส่วนมากของตนอพยพหนีสงครามจากพวกอานัมเข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนเขมร อาณาจักรจัมปาสิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง (พระธรรมปิฎก ; อ้างแล้ว หน้า 224)

Default image
อาลี เสือสมิง