أبو الريمي علي أحمد ابوبكر محمد أمين الأزهري الشافعي السيامي

12.บรรดาเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่เป็นผู้กลับกลอกจริงหรือ?

สำหรับชีอะฮฺอิมามียะฮฺ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) นอกเหนือจาก 7 คนนั้น มิใช่เป็นผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) เท่านั้น หากแต่เป็นผู้ที่ตกศาสนา (มุรฺตัด) ไปแล้ว นับแต่การเสียชีวิตของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเศาะหาบะฮฺ 7 คนตามที่ปรากฏในตำราริญาล อัล-กะชียฺ หน้าที่ 7 คือ ท่านอัล-มิกดาด ,สัลมาน อัล-ฟาริสียฺ, อบู ซัรริน, อบูสาสาน, อัมมารฺ, ชะตีเราะฮฺ และอบู อุมเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) หรือตามที่ปรากฏใน “กุรฺบุล อิสนาด” ของอัล-หิมยะรียฺ หน้า 38 และ “บิหารุล อันวารฺ” ของ อัล-มัจญ์ลิสียฺ 22/322 คือ สัลมาน, อบูซัรฺริน, อัมมารฺ, อัล-มิกดาด, อัล-กินดียฺ, ญาบิรฺ อิบนุ อับดิลลาฮฺ, อัษ-ษาบิต เมาวฺลาของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และซัยดฺ อิบนุ อัสก็อม (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม)

 

และเหล่าเศาะหาบะฮฺผู้กตัญญูซึ่งไม่ผิดสัญญาต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) คือ อัมมารฺ, สัลมาน, อบูซัรฺริน อัล-มิกดาด, คุซัยมะฮฺ อิบนุ ษาบิต และอุบัยฺ อิบนุ กะอฺบิน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม) ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺที่อัต-ตีญานียฺเปลี่ยนมายึดถือแทนจากเหล่าเศาะหาบะฮฺที่ตกศาสนา (ดู ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 158) อื่นจากบุคคลที่ถูกออกชื่อเอาไว้นี้ล้วนแต่เป็นผู้ตกศาสนา (มุรฺตัด) ทั้งสิ้นนอกเหนือจากการเป็นผู้กลับกลอก (มุนาฟิก)  ตามข้อกล่าวหาของอัต-ตีญานียฺ

 

ทั้งนี้เนื่องจากว่า การเชื่อและศรัทธาต่อความเป็นอิมาม (อัล-อิมามะฮฺ) ถือเป็นหลักมูลฐานสำคัญทางศาสนาสำหรับชีอะฮฺอิมามียะฮฺ ดังที่ อิบนุ บาบะวัยฮฺกล่าวว่า 

  
“และความเชื่อของเรา (อิอฺติกอด) ในกรณีของบุคคลที่ปฏิเสธ (คือไม่ยอมรับ) การเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ของอมีรุลมุอฺมินีน (อิมามอะลี (ร.ฎ.)) และบรรดาอิมามหลังจากท่าน (อีก 11 ท่าน) คือบุคคลผู้นั้นอยู่ในสถานะของบุคลลที่ปฏิเสธความเป็นนบี (นุบูวะฮฺ) ของบรรดานบี และความเชื่อของเราในกรณีของบุคคลที่ยอมรับต่อท่านอะมีรุลมุอฺมินีน แต่บุคคลนั้นปฏิเสธท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาอิมามหลังจากท่านอะมีรุลมุอฺมินีน คือบุคคลผู้นั้นอยู่ในสถานะของผู้ที่ศรัทธาต่อบรรดานบีทั้งหมด แล้วผู้นั้นก็ปฏิเสธความเป็นนบี (นุบูวะฮฺ) ของมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า : บรรดาอิมามหลังจากฉันมี 12 คน คนแรกของพวกเขาคือ อะมีรุลมุอฺมินีน อะลี อิบนุ อบีฎอลิบ และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ อัล-กออิม การเชื่อฟังพวกเขา คือการเชื่อฟังฉัน การฝ่าฝืนต่อพวกเขาคือการฝ่าฝืนต่อฉัน ดังนั้นผู้ใดปฎิเสธคนหนึ่งจากพวกเขา แน่แท้ผู้นั้นได้ปฏิเสธต่อฉันแล้ว” (อิบนุ บาบะวัยฮิ อัล-กุมมียฺ ; อัล-อิอฺติกอดาต หน้า 111-114, บิหารุลอันวารฺ 27/62)  

 

อิบนุ บาบะวัยฮฺ อัล-กุมมียฺ กล่าวอีกว่า “ดังนั้นผู้ใด กล่าวอ้างการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ทั้งๆ ที่ผู้นั้นมิใช่อิมาม ผู้นั้นคือผู้ละเมิดที่ถูกสาปแช่ง และผู้ใดวางตำแหน่งการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ในบุคคลที่มิใช่ผู้มีสิทธิในการเป็นอิมาม ผู้นั้นคือผู้ละเมิดที่ถูกสาปแช่ง และท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า : ผู้ใดปฏิเสธอะลีซึ่งการเป็นอิมามของเขาหลังจากฉัน อันที่จริงผู้นั้นได้ปฏิเสธการเป็นนบีของฉันแล้ว และผู้ใดปฏิเสธการเป็นนบีของฉัน แน่แท้ผู้นั้นได้ปฏิเสธความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์อัลลอฮฺแล้ว และอัศ-ศอดิกกล่าวว่า : ผู้ใดสงสัยในการเป็นผู้ปฏิเสธ (กุฟร์) ของบรรดาศัตรูและบรรดาผู้ที่ละเมิดต่อเรา ผู้นั้นคือผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ)” (อ้างแล้ว) 

 
 
 
ทั้งนี้เนื่องจากว่า การเชื่อและศรัทธาต่อความเป็นอิมาม (อัล-อิมามะฮฺ) ถือเป็นหลักมูลฐานสำคัญทางศาสนาสำหรับชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ ดังที่ อิบนุ บาบะวัยฮฺ กล่าวว่า : 
 
“และความเชื่อของเรา (อิอฺติกอด) ในกรณีของบุคคลที่ปฏิเสธ (คือไม่ยอมรับ) การเป็น อิมาม (อิมามะฮฺ) ของอมีรุลมุอฺมินีน (อิมามอะลี (ร.ฎ.)) และบรรดาอิมามหลังจากท่าน (อีก 11 ท่าน) คือบุคคลผู้นั้นอยู่ในสถานะของบุคคลที่ปฏิเสธความเป็นนบี (นุบูวะฮฺ) ของบรรดานบี และความเชื่อของเราในกรณีของบุคคลที่ยอมรับต่อท่านอะมีรุลมุอฺมินีน แต่บุคคลนั้นปฏิเสธท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดาอิมามหลังจากท่านอะมีรุลมุอฺมินีน คือบุคคลผู้นั้นอยู่ในสถานะของผู้ที่ศรัทธาต่อบรรดานบีทั้งหมด แล้วผู้นั้นก็ปฏิเสธความเป็นนบี (นุบูวะฮฺ) ของมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้กล่าวว่า : บรรดาอิมามหลังจากฉันมี 12 คน คนแรกของพวกเขาคือ อะมีรุลมุอฺมินีน อะลี อิบนุ อบีฏอลิบ และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ อัล-กออิม การเชื่อฟังพวกเขา คือการเชื่อฟังฉัน การฝ่าฝืนต่อพวกเขา คือการฝืนต่อฉัน ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธคนหนึ่งจากพวกเขา แน่แท้ผู้นั้นได้ปฏิเสธต่อฉันแล้ว” (อิบนุ บาบะวัยฮฺ อัล-กุมมียฺ ; อัล-อิอฺติกอดาต หน้า 111 – 114 , บิหารุลอันว๊ารฺ 27/62)
 
 
 
อิบนุ บาบะวัยฮฺ อัล-กุมมียฺ กล่าวอีกว่า : ดังนั้น ผู้ใดกล่าวอ้างการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ทั้งๆ ที่ผู้นั้นมิใช่อิมาม ผู้นั้นคือผู้ละเมิดที่ถูกสาปแช่ง และผู้ใดวางตำแหน่งการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) แก่บุคคลที่มิใช่ผู้มีสิทธิในการเป็นอิมาม ผู้นั้นคือผู้ละเมิดที่ถูกสาปแช่ง และท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า : ผู้ใดปฏิเสธอะลีซึ่งการเป็นอิมามของเขาสืบหลังจากฉัน อันที่จริงผู้นั้นได้ปฏิเสธการเป็นนบีของฉันแล้ว และผู้ใดปฏิเสธการเป็นนบีของฉัน แน่แท้ผู้นั้นได้ปฏิเสธความเป็นพระผู้เป็นเจ้าของพระองค์อัลลอฮฺแล้ว และอัศ-ศอดิกกล่าวว่า : ผู้ใดสงสัยในการเป็นผู้ปฏิเสธ (กุฟร์) ของบรรดาศัตรูและบรรดาผู้ที่ละเมิดต่อเรา ผู้นั้นคือผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ)” (อ้างแล้ว) 
 
 
 
และชัยคฺ อัล-มุฟีด กล่าวว่า : “อัล-อิมามียะฮฺเห็นพ้องตรงกันว่าแท้จริงผู้ใดปฏิเสธความเป็นอิมามของผู้หนึ่งผู้ใดจากบรรดาอิมาม (12 ท่าน) และผู้นั้นปฏิเสธสิ่งที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงกำหนดว่าจำเป็นต้องเชื่อฟังต่อผู้เป็นอิมาม ผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิรฺ) หลงผิด ที่สมควรอยู่ในนรกตลอดกาล” (อัล-มะสาอิล จาก บิหารุลอันว๊ารฺ 8/366)
 
 
 
นิอฺมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรียฺ กล่าวว่า “เราไม่เคยร่วมกับพวกเขา (กลุ่มอะชาอิเราะะฮฺและผู้ถือตาม) ในพระผู้เป็นเจ้า นบีและอิมาม เพราะพวกเขากล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาคือพระผู้เป็นเจ้าที่มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นนบีของพระองค์ และเคาะลีฟะฮฺของนบีในภายหลังคืออบูบักรฺ เราจะไม่กล่าวถึงพระผู้เป็นเจ้าองค์นี้และนบีท่านนั้น ทว่าเราจะกล่าวว่าแท้จริงพระผู้เป็นเจ้าที่เคาะลีฟะฮฺของนบีของพระองค์คืออบูบักรฺ ย่อมไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าของเรา และนบีท่านนั้นก็มิใช่นบีของเรา” (อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานียะฮฺ 2/279)
 
 
 
ชัยคฺ อัฏฏูสียฺ กล่าวว่า “และการไม่ยอมรับความเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) คือการปฏิเสธ (กุฟร์) เหมือนเช่นกรณีที่ว่าการไม่ยอมรับความเป็นนบี (นุบูวะฮฺ) คือการปฏิเสธ (กุฟร์) เพราะการไม่รู้สองกรณีนั้นอยู่บนขอบเขตเดียวกัน” (ตัลคีศ อัช-ชาฟียฺ : 4/131 , บิหารุลอันว๊ารฺ : อัล-มัจลิสียฺ 8/368)
 
 
 
จะเห็นได้ว่า ชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ ได้ตัดสินไปแล้วว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺได้ตกศาสนา (มุรตัด) ด้วยเหตุที่พวกเขาปฏิเสธการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) ภายหลังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยตรง และหันไปให้สัตยาบันแก่ท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) อุมัร (ร.ฎ.) และอุษมาน (ร.ฎ.) ตามลำดับ และในคำกล่าวของบรรดานักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ อิมามียะฮฺที่เรายกมาข้างต้นบ่งชี้ว่าเคาะลีฟะฮฺทั้งสามท่าน เป็นผู้ละเมิด ถูกสาปแช่ง ปฏิเสธและหลงผิดเพราะกล่าวอ้างการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ให้แก่ตัวเอง และเหล่าเศาะหาบะฮฺที่เป็นชาวมุฮาญิรีนและอันศ็อรฺ ตลอดจนบรรดาเศาะหาบะฮฺที่เหลือ (นอกจาก 3 – 7 คน) ก็เป็นผู้ละเมิด ถูกสาปแช่ง ปฏิเสธ และหลงผิดเพราะเหล่าเศาะหาบะฮฺได้วางตำแหน่งการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) ในบุคคลที่ไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นอิมาม ถึงแม้ว่าจะยอมรับในการเป็นอิมามของท่านอะลี (ร.ฎ.) และให้สัตยาบันแก่ท่านก็ตาม
 
 
 
และการเป็นผู้ปฏิเสธ (กุฟร์) นี้ก็ย่อมหมายรวมถึงความเป็นผู้กลับกลอก (นิฟาก)  ด้วย ดังกรณีของเคาะลีฟะฮฺทั้งสามท่านนั้น อัล-มัจลิสียฺตั้งหัวข้อบทในตำราของเขาว่า “บทการเป็นผู้ปฏิเสธ (กุฟร์) และการเป็นผู้กลับกลอก (นิฟาก) ของบุคคลทั้งสามตลอดจนพฤติกรรมอันฉาวโฉ่ของพวกเขา” (บิหารุลอันวารฺ 8/208 – 252 สำนักพิมพ์อัล-หะญะรียะฮฺ) และอัล-บะหฺรอนียฺก็ตั้งหัวข้อบทในตำราของเขาเช่นกันว่า “บท 97 : บุคคล 2 คนที่อยู่ก่อนอะมีรุลมุอฺมินีน ทั้งสองย่อมแบกรับบาปของอุมมะฮฺมุฮัมมัด ตราบจนวันกิยามะฮฺ (อัล-มะอาลิม อัซ-ซุลฟา หน้า 324) และ “บท 98 แท้จริงอิบลีสมีสถานะสูงส่งกว่าอุมัรฺในนรก และแท้จริงอิบลีสมีเกียรติเหนือกว่าอุมัรในนรก” (อ้างแล้ว หน้า 325)
 
 
 
และเจ้าของตำรา “อัล-กาฟียฺ” ระบุสายรายงานว่า : สามคนที่อัลลอฮฺจะไม่ทรงดำรัสกับพวกเขาในวันกิยามะฮฺ ไม่ทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์ และสำหรับพวกเขาคือการลงทัณฑ์อันเจ็บแสบ (หนึ่ง) บุคคลที่กล่าวอ้างการเป็นอิมาม (อิมามะฮฺ) จากพระองค์อัลลอฮฺทั้งที่ไม่ใช่สิทธิอันชอบของตน (สอง) บุคคลที่ปฏิเสธอิมามจากอัลลอฮฺคนหนึ่งคนใด และ (สาม) บุคคลที่อ้างว่าแท้จริงสำหรับเขาทั้งสอง (อบูบักรฺ , อุมัรฺ) มีส่วนในศาสนาอิสลาม” (อุศูลุลกาฟียฺ : 1/373 , อัน-นุอฺมานียฺ / อัล-ฆอยบะฮฺ หน้า 70 , ตัฟสีรฺ อัล-อัยยาชียฺ 1/178 , บิหารุลอันว๊ารฺ 25/111)
 
 
 
ซึ่งตัวบทในอัล-กาฟียฺนี้ย่อมชี้ชัดว่าบรรดาเคาะลีฟะฮฺทั้งหมด (ยกเว้นท่านอะลี (ร.ฎ.) และ ท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.)) ของชาวมุสลิมเป็นกาฟิรฺตราบจนถึงวันสิ้นโลก และทุกคนที่ไม่ศรัทธาต่ออิมาม 12 ท่านของชีอะฮฺ อิมามียะฮฺไม่ว่าจะเป็นมุสลิมรุ่นแรกหรือรุ่นหลัง ทั้งหมดเป็นกาฟิรฺ! อินนาลิลละฮ ว่า อินนาอิลัยฮิรอญิอูน
 
 
 
นิอฺมะตุลลอฮฺ อัล-ญะซาอิรียฺ กล่าวว่า “อัล-อิมามียะฮฺ (คือชีอะฮฺ อิมามียะฮฺ อิษนาอะชะรียะฮฺ) กล่าวถึงตัวบทที่ชัดเจนซึ่งบ่งถึงการเป็นอิมามของท่านอะลี และถือว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นกาฟิรฺ….” (อัล-อันวารฺ อัน-นุอฺมานียะฮฺ เล่มที่ 2 หน้า 244 สำนักพิมพ์อัล-อะอฺละมียฺ เบรุต) และกล่าวถึงท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) ว่า : แท้จริงอบูบักรฺเคยทำละหมาดข้างหลังท่าน รสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยมีเจว็ดแขวนอยู่ที่คอของเขา และการสุหญูดของเขานั้นเป็นการสุหญูดเพื่อเจว็ดนั้น” (อ้างแล้ว เล่มที่ 1 หน้า 53)
 
 
 
อัล-ลามะฮฺ ซัยนุดดีน อัน-นะบาฏียฺ กล่าวถึงท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ว่า “อุมัรฺ อิบนุ อัล-คอฏฏอบเป็นกาฟิรฺ ที่อำพรางซ่อนเร้นการปฏิเสธ (กุฟร์) เอาไว้ภายใน และเสแสร้งแสดงความเป็นอิสลามเอาไว้ภายนอก” (อัศ-ศิรอฏุล มุสตะกีม เล่มที่ 3 หน้า 129)
 
 
 
อัส-สัยยิด มุรฺตะฎอ มุอัมมัด อัล-หุสัยนียฺ อัน-นะญะฟียฺ กล่าวว่า “แท้จริงท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้ถูกทดสอบด้วยบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ได้ตกศาสนาในภายหลังยกเว้นจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น” (อัส-สับอะฮฺ มินัสสะลัฟ หน้า 7) 
 
 
 
จากคำกล่าวของนักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ อิมามียะฮฺที่ชัดเจน ไม่แอบแฝง จึงไม่แปลกในการที่อัต-ตีญานียฺจะทำการวิเคราะห์สถานภาพของเหล่าเศาะหาบะฮฺโดยไม่ต้องยั้งปากกาของตน เพราะอย่างไรเสีย การวิเคราะห์หาเหตุผลมายืนยันถึงสิ่งน่าตำหนิ และความเสื่อมเสียของเหล่าเศาะหาบะฮฺที่ตกศาสนาไปแล้วตามความเชื่อของฝ่ายชีอะฮฺก็เป็นเรื่องที่ไม่ต้องยี่หระอยู่แล้ว 
 
 
 
สำหรับคำถามที่ว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นพวกกลับกลอก (มุนาฟิก) กระนั้นหรือ? แน่นอนสำหรับอัต-ตีญานียฺในข้อเขียนของเขามันบ่งเช่นนั้น หรือพยายามสร้างภาพของเหล่าเศาะหาบะฮฺให้เป็นเช่นนั้น เพราะถึงแม้อัต-ตีญานียฺจะย้ำในข้อเขียนของตนว่า
 
 
 
“และการวิเคราะห์สืบค้นของข้าพเจ้าจะไม่เกี่ยวข้องกับประเภทนี้ (ประเภทที่ 1 ซึ่งมีเพียง 7 คนหรือตามชื่อที่อัต-ตีญานียฺกล่าวไว้) จากบรรดาเศาะหาบะฮฺซึ่งพวกเขาเป็นที่ลงของการยกย่องและให้เกียรติจากสุนนะฮฺและชีอะฮฺ ในทำนองนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับประเภทที่รู้กันดีถึงความเป็นผู้กลับกลอก และพวกเขาก็คือบรรดาผู้ที่โดนสาปแช่งจากมุสลิมทั้งหมดไม่ว่าสุนนะฮฺและชีอะฮฺ
 
 
 
แต่การวิเคราะห์สืบค้นของข้าพเจ้าจะเกี่ยวกับประเภทนี้ (ประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่) จากบรรดาเศาะหาบะฮฺซึ่งบรรดามุสลิมมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องของพวกเขา และอัล-กุรอานได้ลงมาตำหนิและเตือนพวกเขาในบางสถานการณ์ และท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้เตือนพวกเขาในหลายๆ โองการหรือเตือนให้ระวังพวกเขา…และการวิเคราะห์สืบค้นของข้าพเจ้าจะเกี่ยวเฉพาะพวกเขาคือประเภทนี้จากเหล่าเศาะหาบะฮฺ เพื่อที่ข้าพเจ้าจะสามารถบรรลุถึงความจริงหรือบางส่วนของความจริงผ่านการวิเคราะห์นั้น” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 111-1112)
 
 
 
อัต-ตีญานียฺอ้างว่าตนไม่ได้วิเคราะห์สืบค้นถึงพวกกลับกลอก (มุนาฟิก) ซึ่งเป็นเศาะหาบะฮฺประเภทที่สามตามการแบ่งของตน แต่เมื่อเขียนบทวิคราะห์ถึงสถานภาพของเศาะหาบะฮฺประเภทที่สอง อัต-ตีญานียฺก็วิเคราะห์ถึงเศาะหาบะฮฺกลุ่มนี้ในฐานะของกลุ่มผู้กลับกลอกโดยเนื้อหาอยู่ดี ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่าเศาะหาบะฮฺจริงๆ คือใคร? และใครคือบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก)? ในเมื่ออัต-ตีญานียฺผนวกกลุ่มผู้กลับกลอกเข้ามาอยู่ในกลุ่มของเศาะหาบะฮฺด้วย เพราะผู้ศรัทธา (มุอฺมิน) ย่อมไม่ใช่ผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) และผู้กลับกลอกก็ย่อมไม่ใช่ผู้ศรัทธาที่แท้จริง
 
 
 
ในขณะที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีเหล่าเศาะหาบะฮฺผู้ศรัทธาอยู่ร่วมกับท่าน ก็ปรากฏกลุ่มผู้กลับกลอกแฝงอยู่ด้วยในหมู่เศาะหาบะฮฺที่ศรัทธาโดยไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร อะไรจะเป็นหลักประกันว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺที่มีเพียงเล็กน้อยกลุ่มนั้นจะไม่ใช่ผู้กลับกลอก เพราะทุกคนก็มีสิทธิที่จะเชื่อว่าเศาะหาบะฮฺคนใดก็เป็นผู้กลับกลอกโดยอ้างเหตุผลว่า เพราะในหมู่เศาะหาบะฮฺมีพวกกลับกลอกปะปนอยู่ด้วยนั่นเอง
 
 
 
แต่ถ้าเราไม่ถือตามทฤษฎีการแบ่งของอัต-ตีญานียฺด้วยการที่เราแยกผู้กลับกลอกออกจากเหล่าเศาะหาบะฮฺและไม่นับว่าพวกนั้นเป็นเศาะหาบะฮฺ ประเด็นการอ้างเหตุผลเช่นนี้ก็ย่อมถูกปิดลง เศาะหาบะฮฺก็คือเศาะหาบะฮฺ มุนาฟิกก็คือมุนาฟิก ไม่ปะปนกัน เป็นคนละกลุ่ม  ถามว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นผู้กลับกลอก
 
 
 
ก็ตอบว่า รู้ได้ด้วยการที่อัล-กุรอานระบุถึงลักษณะและพฤติกรรมของพวกที่กลับกลอกนั่นไง เพราะใช่ว่าพวกกลับกลอกจะเป็นกลุ่มชนนิรนามที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาคือใคร ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็รู้ว่าพวกมุนาฟิกคือใคร และท่านก็บอกเศาะหาบะฮฺของท่านให้ระวังกลุ่มชนนี้ บอกชื่อแซ่และเครื่องหมายของพวกเขาให้เหล่าเศาะหาบะฮฺทราบ ซึ่งแสดงว่าเรื่องราวของพวกมุนาฟิกเป็นที่รู้กันและถูกเปิดโปงด้วยคัมภีร์อัล-กุรอานและท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) อัต-ตีญานียฺก็ยอมรับเองในเรื่องนี้ (ดู ษุมมะฮฺตะดัยตุ หน้า 91)
 
 
 
และนั่นก็ย่อมหมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกเสียจากว่าเศาะหาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ย่อมเป็นคนละกลุ่มกับพวกมุนาฟิก และพวกมุนาฟิกก็ย่อมมิใช่เศาะหาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) 
 
 
 
ในคัมภีร์อัล-กุรอานได้กล่าวถึงลักษณะของกลุ่มบุคคลที่ต่างกัน 3 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่มผู้ศรัทธาที่มีคุณลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะ 2) กลุ่มผู้ปฏิเสธและตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ  3) กลุ่มผู้ปฏิเสธที่เป็นชาวคัมภีรฺในนครมะดีนะฮฺซึ่งแสร้งเข้ารับอิสลามแต่อำพรางการปฏิเสธไว้ในใจรู้กันในนามว่า อะฮฺลุนนิฟาก หรือ มุนาฟิกูน มีอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุบัยฺ อิบนิ สะลูลเป็นหัวหน้ากลุ่ม
 
 
 
ชนกลุ่มนี้ถูกเปิดโปงธาตุแท้ของพวกเขาด้วยคัมภีรฺอัล-กุรอานและวจนะของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และถูกแยกแยะด้วยลักษณะพฤติกรรมและเครื่องหมายเฉพาะ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมาคล้ายกับผู้ศรัทธา แต่พวกเขาหาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่ และพวกเขาก็มิใช่ผู้ศรัทธาที่เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) อย่างแน่นอนเพราะผู้ที่เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีลักษณะและคุณสมบัติที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากลักษณะและคุณสมบัติของพวกกลับกลอก
 
 
 
ดังตัวอย่างที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าชน 2 กลุ่มนี้เป็นคนละพวกกัน
 
1. บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นผู้ศรัทธานับตั้งแต่การเริ่มประกาศศาสนาอิสลามในนครมักกะฮฺ ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการเป็นผู้กลับกลอก (นิฟาก) เกิดขึ้น คือการเสแสร้งเข้ารับอิสลามและแอบแฝงการปฏิเสธเอาไว้ภายในและนี่คือลักษณะของผู้กลับกลอกที่อัต-ตีญานียฺก็ยอมรับ (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 91) เศาะหาบะฮฺบางส่วนที่เป็นผู้อ่อนแอ (อัล-มุสตัฎอะฟูน) ในนครมักกะฮฺคือผู้ที่ยอมรับอิสลามด้วยศรัทธา แต่ถูกพวกปฏิเสธชาวมักกะฮฺกดขี่และทารุณจึงทำให้เศาะหาบะฮฺส่วนนี้ต้องปกปิดความเป็นอิสลามเอาไว้ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการเป็นผู้กลับกลอกที่ยอมรับอิสลามเพียงลิ้นและพฤติกรรมภายนอกแต่ปกปิดการปฏิเสธเอาไว้ในใจ
 
 
 
2. ภายหลังการอพยพสู่นครมะดีนะฮฺ เศาะหาบะฮฺที่ละทิ้งนครมักกะฮฺถูกเรียกว่า บรรดามุฮาญิรีน (ผู้อพยพ) และการอพยพนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้ศรัทธาที่ไม่ปรากฏในกลุ่มของผู้ที่กลับกลอก ส่วนเศาะหาบะฮฺที่ศรัทธาและเป็นพลเมืองมะดีนะฮฺถูกเรียกว่า บรรดาอันศ็อรฺ (ผู้ให้การช่วยเหลือ) ซึ่งการให้ความช่วยเหลือนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษของผู้ศรัทธาที่ไม่มีปรากฏในกลุ่มของผู้ที่กลับกลอก เหตุนี้อัล-กุรอานจึงรับรองสถานภาพความเป็นศรัทธาที่แท้จริงแก่เหล่าเศาะหาบะฮฺที่เป็นมุฮาญิรีนและอันศ็อรฺ ในอายะฮฺที่ว่า
 
وَالَّذِينَ آمَنُوا وَهَاجَرُوا وَجَاهَدُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ وَالَّذِينَ آوَوا وَّنَصَرُوا أُولَٰئِكَ هُمُ الْمُؤْمِنُونَ حَقًّا ۚ لَّهُم مَّغْفِرَةٌ وَرِزْقٌ كَرِيمٌ
 
“และบรรดาผู้ซึ่งพวกเขาศรัทธา และพวกเขาไดอพยพตลอดจนพวกเขาได้ต่อสู้ในวิถีทางของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่พวกเขาได้ให้ที่พักพิง และให้การช่วยเหลือ พวกเขาเหล่านี้คือ บรรดาผู้ศรัทธาที่แท้จริง สำหรับพวกเขาคือการอภัยโทษ (จากอัลลอฮฺ) และโภคทรัพย์ที่มีเกียรติ” (อัล-อัมฟาล : 74) 
 
 
 
อายะฮฺนี้ถือเป็นหลักฐานที่ชัดเจนสำหรับฝ่ายอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺในการยืนยันสถานภาพความเป็นผู้ศรัทธาและความเป็นเศาะหาบะฮฺที่แท้จริงของชาวมุฮาญิรีนและอันศอรฺ ประโยคที่ว่า  (أولئك هم المؤمون حقا) “พวกเขาเหล่านี้แหล่ะคือ บรรดาผู้ศรัทธาจริงๆ” ไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นได้ และไม่อาจกล่าว “ส่วนหนึ่งจากพวกเขา” ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างที่อัต-ตีญานียฺพยายามอธิบายให้เป็นเช่นนั้นในอายะฮฺที่ 29 จากสูเราะฮฺอัล-ฟัตหฺ (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 113)  เพราะอายะฮฺที่ 74 สูเราะฮฺอัล-อัมฟาลที่เรากล่าวถึงอยู่นี้ไม่มีสำนวนหรือคำที่เปิดช่องว่างสำหรับการตีความหมายถึง ส่วนหนึ่งจากชาวมุฮาญิรีนและอันศอรฺแต่อย่างใด หากแต่หมายรวมมุฮาญิรีนและอันศอรฺทั้งหมด และมุฮาญิรีนในอายะฮฺนี้ก็หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อพยพ (ฮิจญ์เราะฮฺ) จากนครมักกะฮฺสู่มาดีนะฮฺชุดแรกๆ ส่วนบรรดาเศาะหาบะฮฺที่อพยพสู่นครมะดีนะฮฺในภายหลังจะไม่ได้สิทธิพิเศษอันสูงส่งเฉกเช่นบรรดาผู้อพยพชุดแรกๆ
 
 
 
กระนั้นอัล-กุรอานก็รับรองว่าเศาะหาบะฮฺที่อพยพสู่นครมะดีนะฮฺในภายหลังเป็นส่วนหนึ่งจากเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เช่นกัน ดังปรากฏในอายะฮฺถัดมาว่า : 
 
وَالَّذِينَ آمَنُوا مِن بَعْدُ وَهَاجَرُوا وَجَاهَدُوا مَعَكُمْ فَأُولَٰئِكَ مِنكُمْ  ….الآية
 
“และบรรดาผู้ที่พวกเขาศรัทธาในภายหลัง และพวกเขาได้อพยพ และพวกเขาได้ทำการต่อสู้ (ญิฮาด) ร่วมกับพวกท่าน พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งจากพวกท่าน”  (อัล-อัมฟาล : 75)
 
 
 
จะเห็นได้ว่า ในอายะฮฺนี้ได้ยืนยันและรับรองความเป็นผู้ศรัทธาให้แก่บรรดาผู้อพยพในรุ่นถัดมาซึ่งร่วมทำการศึกในวิถีทางของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) พร้อมกับบรรดามุฮาญิรีนรุ่นแรกและชาวอันศอรฺซึ่งอัล-กุรอานใช้สรรพนามบุรุษที่ 2 กับเหล่ามุฮาญิรีนและอันศอรฺในการโต้ตอบโดยตรงว่า  (مَعَكُمْ) และ (منكم) ซึ่งคำว่า (مِنكم) เป็นคำขยายความว่า พวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งจากพวกท่าน เมื่อพวกท่าน (คือมุฮาญิรีนและอันศอรฺ) เป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง พวกเขาเหล่านี้ก็เป็นผู้ศรัทธาเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยันรับรองเฉกเช่นพวกท่านว่า เป็นผู้ศรัทธาโดยแท้ซึ่งเป็นสถานภาพและระดับของความศรัทธาในขั้นสูงสุด แต่พวกเขาก็เป็นผู้ศรัทธาเช่นกัน และเป็นส่วนหนึ่งจากพวกท่าน มิใช่เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ปฏิเสธหรือบรรดาผู้กลับกลอกแต่อย่างใด
 
 
 
การกล่าวอ้างว่าเศาะหาบะฮฺที่มีความประเสริฐรองลงมาจากเศาะหาบะฮฺรุ่นแรกเป็นผู้กลับกลอกก็ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะอายะฮฺนี้เรียกพวกเขาว่า บรรดาผู้ที่พวกเขาศรัทธา  ส่วนผู้ที่กลับกลอกนั้นมิใช่ผู้ศรัทธา และอายะฮฺนี้กล่าวถึงการอพยพ (ฮิจญ์เราะฮฺ) และการญิฮาดของเศาะหาบะฮฺกลุ่มนี้ร่วมกับเศาะหาบะฮฺรุ่นแรก จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาก็จะเป็นกลุ่มชนที่กลับกลอก เพราะกลุ่ทชนที่กลับกลอกไม่เคยอพยพไปไหนแต่พวกเขาอยู่ที่นครมะดีนะฮฺ และพวกเขาก็ไม่เข้าร่วมในการญิฮาดพร้อมกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่าน
 
 
 
เหตุนี้จึงเป็นที่ทราบกันว่า ผู้ที่ไม่ออกศึกในการญิฮาดและอ้างเหตุขัดข้องต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยมุสาและอ้างพระนามของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ในการสาบานเท็จ ยินดีในยามที่ฝ่ายมุสลิมเพลี่ยงพล้ำ และอ้างว่าเป็นพวกเพื่อขอส่วนแบ่งจากทรัพย์สงครามในยามที่มุสลิมชนะศึก เป็นไส้ศึกและลอบติดต่อกับพวกที่ปฏิเสธ พวกที่มีพฤติกรรมข้างต้นคือ กลุ่มชนผู้กลับกลอก ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งจากบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แต่อย่างใด
 
 
 
หากอัต-ตีญานียฺจะเฉไฉและอ้างว่า อายะฮฺทั้ง 2 จากสูเราะฮฺอัล-อัมฟาลมุ่งหมายเฉพาะบางส่วนของเศาะหาบะฮฺเท่านั้น มิใช่ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่โดยมุ่งหมายเฉพาะ 7 คน หรือ 3 คนที่ได้รับการยกเว้นตามรายงานของชีอะฮฺ  อิมามียะฮฺ ก็ค้านได้ว่า ตรงไหนเล่า? ที่อายะฮฺทั้ง 2 ระบุว่าเป็นคนส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด โดยเฉพาะอายะฮฺแรกที่ระบุชัดถึงมุฮาญิรีนและอันศอรฺนั้นไม่ได้มีระบุไว้เลยว่าหมายถึงบางส่วน หรือเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นหรือเฉพาะเศาะหาบะฮฺที่อัต-ตีญานียฺได้เอ่ยชื่อไว้
 
 
3. ในสูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “สูเราะฮฺอัล-ฟาฏิหะฮฺ” หมายถึงสูเราะฮฺที่เปิดโปงธาตุแท้ของพวกกลับกลอกในหลายอายะฮฺด้วยกัน เช่น ในอายะฮฺที่ 42 กล่าวถึงความมุสาในการสาบานของพวกกลับกลอก ถ้าหากพวกเขามีความสามารถก็จะออกศึกทำญิฮาดพร้อมกับบรรดาผู้ศรัทธา
 
 
 
อายะฮฺที่ 44 ระบุชัดว่าผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย พวกเขาจะไม่ขออนุญาตจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในการญิฮาดด้วยการสละทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา กล่าวคือ จะไม่อ้างเหตุผลใดๆ มาเป็นอุปสรรคในการที่จะออกญิฮาด อายะฮฺนี้กล่าวถึงคุณลักษณะของผู้ศรัทธา
 
 
 
อายะฮฺที่ 45 ระบุถึงพวกกลับกลอกที่มาขออนุญาตต่อท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นาๆ ว่าตนไม่พร้อมออกศึกทำการญิฮาด โดยอายะฮฺระบุชัดว่าพวกกลับกลอกไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสุดท้าย และหัวใจของพวกเขามีแต่ความสงสัย
 
 
 
อายะฮฺที่ 47 ระบุว่า ถ้าหากพวกกลับกลอกออกศึกอยู่ในกองทัพของพวกท่าน อัล-กุรอานใช้คำว่า “พวกท่าน” ซึ่งหมายถึงบรรดาผู้ศรัทธาและพวกที่ออกศึกตามสมมุติฐานที่ว่า หากว่าพวกเขาออกไปในหมู่พวกท่าน ก็คือพวกกลับกลอกที่จะสร้างความเสียหาย บ่อนทำลาย และทำให้กองทัพของผู้ศรัทธาอ่อนแอ สร้างความแตกแยกในกองทัพเพราะในกองทัพของพวกท่านมีคนที่ฟังคำพูดของพวกกลับกลอก
 
 
 
ในอายะฮฺที่ 50 ระบุว่า หากว่ามีความดีมาประสบกับพวกท่าน (หมายถึงผู้ศรัทธา) คือ ชัยชนะในการศึก ก็จะกลายเป็นเรื่องร้ายสำหรับพวกเขา (คือผู้กลับกลอก) แต่ถ้าหากมีการทดสอบ (คือความปราชัย) มาประสบกับพวกท่าน พวกกลับกลอกก็จะกล่าวว่า เราเตรียมพร้อมและหลีกห่างจากภัยร้ายนั้นเอาไว้แล้ว และพวกเขาก็จะผินออกในสภาพที่ลิงโลดใจว่าพวกตนไม่ต้องพบกับความสูญเสียในการศึกและยินดีที่ฝ่ายผู้ศรัทธาประสบความพ่ายแพ้
 
 
 
ในอายะฮฺที่ 54 ระบุว่าพวกกลับกลอกจะละหมาดด้วยความเกียจคร้าน และไม่ยินดีในการบริจาคทาน เป็นต้น
 
 
 
จะเห็นได้ว่าอัล-กุรอานในอายะฮฺดังกล่าวได้เผยให้เห็นถึงธาตุแท้ของพวกกลับกลอกและแจ้งให้ผู้ศรัทธาทราบถึงธาตุแท้ของพวกเขาโดยแยกชัดเจนว่า พวกท่านคือผู้ศรัทธาและพวกเขาคือผู้กลับกลอกในสำนวนของการโต้ตอบ ดังนั้นถ้าหากบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ศรัทธาเป็นผู้กลับกลอกอย่างที่อัต-ตีญานียฺกล่าวอ้าง ก็ย่อมกลายเป็นว่าอัล-กุรอานในอายะฮฺข้างต้นกล่าวถึงธาตุแท้ของพวกกลับกลอก และแฉพฤติกรรมของพวกนั้นให้แก่พวกกลับกลอกด้วยกันเองกระนั้นหรือ ทั้งๆ ที่อัล-กุรอานใช้สรรพนามว่า “พวกเขา” และ “พวกท่าน” แยกแยะคน 2 กลุ่มออกจากกันอย่างชัดเจน
 
 
 
4. ผู้ที่อ่านข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺในกรณีพาดพิงถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺที่เขียนในทำนองเดียวกัน ทั้งในษุมมะฮฺตะดัยตุ้ , ฟัสอะลู อะฮฺลัซซิกร์ และอัช-ชีอะฮฺ ฮุม อะฮฺลุสสุนนะฮฺ ย่อมจะได้ข้อสรุปตามที่อัต-ตีญานียฺพยายามให้เป็นไปตามการวิเคราะห์ของตนว่า พวกกลับกลอก (มุนาฟิกูน) ที่แฝงอยู่ในหมู่เศาะหาบะฮฺนั้นมีจำนวนมากกว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ศรัทธาอย่างแท้จริงซึ่งมีจำนวนส่วนน้อยและทั้งสองกลุ่มก็เป็นผู้ที่ห้อมล้อมท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และพวกกลับกลอกก็สามารถเข้าควบคุมศูนย์กลางในการบัญชาการได้อย่างเบ็ดเสร็จ
 
 
 
อัต-ตีญานียฺเองได้กล่าวถึงประเภทที่สามของเศาะหาบะฮฺตามการแบ่งประเภทของเขาว่า บรรดาพวกกลับกลอก (คือเศาะหาบะฮฺประเภทที่สาม) ได้แสดงออกว่าพวกเขายอมรับอิสลามภายนอก แต่ในหัวใจของพวกเขาห่อหุ้มการปฏิเสธเอาไว้ และพวกเขาก็สร้างความใกล้ชิดและห้อมล้อมท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เพื่อบ่อนทำลายอิสลามและประชาคมมุสลิม ถ้าหากสิ่งนี้คือเป้าหมายของพวกกลับกลอกและพวกเขาก็มีจำนวนมากที่อยู่ในบรรดาเศาะหาบะฮฺ
 
 
 
หรือจะกล่าวอีกอย่างว่า เศาะหาบะฮฺส่วนมากเป็นผู้กลับกลอกแล้วเหตุไฉนพวกกลับกลอกในภาพของเศาะหาบะฮฺที่มีจำนวนมากนั้นจึงไม่ล้อมกรอบท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเศาะหาบะฮฺที่แท้จริงซึ่งมีไม่ถึง 10 คน เอาไว้และกำจัดท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และผู้ศรัทธาที่มีเพียงหยิบมือนั้นเสียตั้งแต่ครานั้น เพื่อทำให้แผนการบ่อนทำลายรัฐอิสลามที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในนครมะดีนะฮฺสำเร็จเสร็จสิ้นเลยแต่เนิ่นๆ เล่า เพราะเหตุใดพวกเขาจึงปล่อยโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของพวกตนให้หลุดลอยไป
 
 
 
ที่สำคัญก็คือ หากเศาะหาบะฮฺที่เป็นมุฮาญิรีนซึ่งเป็นชาวกุรอยชฺโดยเชื้อสายได้ชื่อว่า เป็นผู้กลับกลอก และชาวอันศอรฺซึ่งเป็นชาวเมืองมะดีนะฮฺได้ชื่อว่าเป็นผู้กลับกลอก เพราะเหตุใดเศาะหาบะฮฺทั้งสองกลุ่มจึงไม่ร่วมมือในการวางแผนทำลายอิสลามกับพวกกลับกลอก ชาวยิวที่เข้าร่วมสมทบด้วยการแสร้งเข้ารับอิสลามเล่า ทำไมเครือข่ายผู้กลับกลอกจึงปล่อยโอกาสนั้นไปเสีย และในขณะที่มีการรบพุ่งกับพวกกุรอยชฺ พวกกลับกลอกในนครมะดีนะฮฺจึงไม่ตีตลบหลังไปพร้อมกับการที่เศาะหาบะฮฺกลับกลอกในกองทัพหันดาบและธนูของพวกเขาพุ่งเป้าไปยังตัวท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเศาะหาบะฮฺที่มีเพียงหยิบมือนั้นและบดขยี้ให้สิ้นซาก
 
 
 
ในเมื่อเศาะหาบะฮฺในกองทัพของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นพวกเดียวกับกุรอยชฺ คือปฏิเสธศรัทธาแต่ทำทีว่าเข้ารับอิสลามเพื่อบ่อนทำลาย ทำไมพวกเขาจึงต้องสู้รบกับกุรอยชฺ และเอาชีวิตเข้าเสี่ยงในหลายๆ สมรภูมิ จนกระทั่งพวกกุรอยชฺได้พ่ายแพ้ต่อฝ่ายของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และนครมักกะฮฺฐานที่มั่นของพวกเขาก็ถูกพิชิต
 
 
 
เรื่องจึงกลับกลายเป็นว่า พวกกลับกลอกที่เป็นเศาะหาบะฮฺของรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตามทฤษฎีมโนภาพของอัต-ตีญานียฺหรือพวกกุรอยชฺที่เข้ารับอิสลามโดยมีอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และอุมัรฺ (ร.ฎ.) เป็นสองหัวเรือใหญ่เพื่อตีสนิทกับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และอาศัยพรรคพวกจากมุฮาญิรีนเป็นขุนกำลังในการบ่อนทำลายอิสลามกลับไม่ใช้โอกาสในการกำจัดอิสลามเสียแต่เนิ่นๆ แต่เพิ่งจะมาใช้แผนการดังกล่าวหลังการสิ้นชีวิตของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทำไมพวกเขาเพิ่งจะคิดได้และปล่อยเวลาให้เนิ่นนานมาถึงเพียงนั้น ในเมื่อเป้าหมายใหญ่ของพวกเขาคือการทำลายอิสลามนับตั้งแต่แรกเริ่ม 
 
 
 
มิหนำซ้ำสถานการณ์กลับกลายเป็นว่าพวกเขามีส่วนทำให้อิสลามเข้มแข็งและแพร่สะพัดออกไปทั่วคาบสมุทรอาหรับเสียเอง
นี่คือสิ่งที่หักล้างคำกล่าวอ้างว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺคือผู้กลับกลอกหรือไม่เคยจริงใจต่ออิสลาม เพราะข้อเท็จจริงตามทฤษฎีบ่อนทำลายและสมคบคิดน่าจะเป็นไปตามสิ่งที่ตั้งคำถามมา หากเราเชื่อว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเป็นผู้กลับกลอกและมีแผนการทำลายอิสลามอย่างที่อัต-ตีญานียฺว่า และเมื่อสิ่งที่น่าจะเป็นตามทฤษฎีบ่อนทำลายและสมคบคิดไม่เกิดขึ้นหรือไม่เป็นไปตามนั้น มิหนำซ้ำยังมีผลลัพธ์ในทางตรงกันข้ามก็คือ บรรดาเศาะหาบะฮฺเหล่านั้นยอมสละชีพเพื่อปกป้องอิสลามและท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็ย่อมแสดงว่าพวกท่านเหล่านั้นมิใช่ผู้กลับกลอกหรือมีประสงค์ร้ายต่ออิสลามแต่อย่างใด
 
 
 
5. หากบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยส่วนใหญ่เป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกและกลับกลอกหรือกลายเป็นผู้ตกศาสนาที่ยอมแลกอาคิเราะฮฺกับดุนยา และอำนาจด้วยการตระบัดสัตย์ที่ให้ไว้กับท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ภายหลังการสิ้นชีวิตของท่านและมีเศาะหาบะฮฺเพียงแค่ไม่ถึง 10 คน ที่มั่นคงในศรัทธา นั่นจะหมายถึงสิ่งใด?
 
 
 
อัต-ตีญานียฺไม่เคยฉุกคิดถึงประเด็นนี้ ก่อนที่เราจะบอกว่านั่นจะหมายถึงสิ่งใด? ลองพิจารณาข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺดูก่อนสักนิดก็คงจะดี อัต-ตีญานียฺเขียนว่า
 
 
 
“…และถึงแม้ในทุกวันนี้ก็ตามจำนวนของชีอะฮฺ ญะอฺฟะรียะฮฺได้ทวีจำนวนมากขึ้นถึงเกือบ 250 ล้านคน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วโลก ทั้งหมดล้วนตามแนวทางของสิบสองอิหม่าม…” (ชีอะฮฺคือซุนนะฮฺที่แท้จริง (ฉบับแปล) หน้า 168)
 
 
 
“แน่แท้ ข้าพเจ้าได้สัมผัสในระหว่างการเดินทาง (เพื่อเยือนอีรัก) ซึ่งข้าพเจ้าได้ไปกับเขา (เพื่อนชาวชีอะฮฺ) ถึงความมีมารยาทอันงดงามของเขา ความสูงส่งทางจิตใจทั้งในด้านความมีเกียรติ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และความสำรวมตนที่ฉันไม่เคยพบมาก่อนเลย…”  (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 33)
 
 
 
“ทว่าข้าพเจ้าได้มองดูบรรดาคนชราผู้สูงอายุ (ชาวชีอะฮฺ) ที่บนศีรษะของพวเขามีผ้าโพกศีรษะสีขาวสีดำ ที่หน้าผากของพวกเขาที่ร่องรอยกับการก้มสุหญูด และเคราที่พวกเขาเลี้ยงไว้ได้เพิ่มความน่าเกรงขามให้แก่พวกเขา มันมีกลิ่นหอมโชยออกมาและพวกเขามีสายตาที่เฉียบคมดุน่าเกรงขาม คนหนึ่งจากพวกเขายังไม่ทันได้เข้าไป (ยังมะกอมของอิมามมูซา อัล-กาซิม) กระทั่งว่าเขาได้สะอื้นด้วยการร่ำไห้ ข้าพเจ้าถามส่วนลึกของตัวเองว่า เป็นไปได้หรือที่น้ำตานี้จะเป็นน้ำตาแห่งความเท็จ? เป็นไปได้หรือที่บรรดาผู้สูงอายุเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ผิดพลาด?….” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 37)
 
 
 
“แต่ทว่า ข้าพเจ้าจะเชื่อการร่ำลือเช่นนี้ (การกล่าวชาวชีอะฮฺด้วยข้อหาต่างๆ นาๆ) ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้าพเข้าได้เห็นสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นด้วย 2 ตา ได้ยินสิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินด้วย 2 หู ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา (ชาวชีอะฮฺ) มากกว่า 1 สัปดาห์ โดยที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นไม่เคยได้ฟังจากพวกเขานอกจากคำพูดที่มีเหตุผล ซึ่งมันเข้าสู่ปัญญาโดยไม่ต้องขออนุญาต ทว่าการทำอิบาดะฮฺ การละหมาด การขอดุอาอฺ จรรยามารยาท และการให้เกียรติต่อบรรดาอุละมาอฺของพวกเขาได้ทำให้ข้าพเจ้าต้องหลงใหล จนกระทั่งข้าพเจ้าเกิดความปรารถนาว่าจะได้เป็นเหมือนพวกเขา และข้าพเจ้าก็ยังคงตั้งคำถามอยู่เสมอว่า จริงหรือที่พวกเขา (ชาวชีอะฮฺ) เกลียดชังท่านรสูลลุลลอฮฺ….” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 43)
 
 
 
“เวลาละหมาดได้มาถึง พวกเราจึงออกไปยังมัสญิดที่อยู่ข้างๆ บ้านหลังนั้น ท่านสัยยิด มุฮัมมัด บากิรฺ อัศ-ศอดร์ได้นำพวกเราละหมาดซุฮฺริและอัศริ และข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้ากำลังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางบรรดาเศาะหาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ…” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 62)
 
 
 
“พวกเราได้กลับมาอยู่ร่วมกับท่านสัยยิดซึ่งท่านได้ดูแลเอาใจใส่และต้อนรับข้าพเจ้าในฐานะแขกเป็นอย่างดี ทำให้ข้าพเจ้าถึงกับลืมครอบครัวและญาติพี่น้องของข้าพเจ้าไปเลยทีเดียว และข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่า ถ้าหากข้าพเจ้าอยู่กับท่านเพียง 1 เดือน ข้าพเจ้าต้องเป็นชีอะฮฺแน่แล้ว เพราะมารยาทอันงดงาม ความถ่อมตัว และการปฏิบัติอย่างให้เกียรติของท่าน…” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 62)
 
 
 
จากตัวอย่างในข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺที่ชื่นชมกับการเพิ่มจำนวนของชาวชีอะฮฺ อิมามียะฮฺทั่วโลก ชื่นชมชีอะฮฺทั่วไปและนักวิชาการของชีอะฮฺอิมามียะฮฺที่พวกเขามีภาพลักษณ์และการแสดงออกที่น่าชื่นชม จนกระทั่งอัต-ตีญานียฺต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า คนเหล่านี้จะเป็นอย่างที่เขาว่ากันได้หรือ สิ่งที่ตนพบมันแตกต่างจากที่เคยรับรู้มาโดยสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะอะไร?
 
 
 
นั่นเป็นเพราะชาวชีอะฮฺได้รับการสั่งสอนและอบรมมาอย่างดี วิถีปฏิบัติของพวกเขาน่าชื่นชมตามความคิดของอัต-ตีญานียฺ หากชีอะฮฺอิมามียะฮฺดีขนาดนั้น งดงามปานนั้น แล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) เล่า ไฉนพวกท่านจึงมีพฤติกรรมที่เลวทรามอย่างที่อัต-ตีญานียฺสาธยายเอาไว้ในหนังสือของเขา เศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) ไม่ได้รับการสั่งสอน  ขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงสภาพโดยท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) สู่ความเป็นเลิศในด้านจรรยามารยาทเชียวหรือ?
 
 
 
ในขณะที่ชาวชีอะฮฺ อิมามียะฮฺเป็นที่ชื่นชมในสายตาและความรู้สึกของอัต-ตีญานียฺ เหตุใดเศาะหาบะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) ส่วนใหญ่จึงไม่ได้เป็นเช่นนั้น น้ำตาของเศาะหาบะฮฺเป็นน้ำตาที่มุสามดเท็จและเป็นเพียงความกลับกลอกกระนั้นหรือ? บรรดาเศาะหาบะฮฺผู้อาวุโสที่ห้อมล้อมท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) ทำไมพวกท่านจึงไม่ได้ซืมซับแบบฉบับของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) ทั้งๆ ที่พวกท่านละหมาดตามหลังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และการละหมาดของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวสะลัลลัม) ไม่มีผลอันใดเลยหรือในการสร้างความรู้สึกที่ดีให้แก่เหล่าเศาะหาบะฮฺ ทั้งๆ ที่การละหมาดของสัยยิดที่เป็นอิมามนำละหมาด 2 เวลานั้นยังสร้างความตราตรึงและความรู้สึกเช่นนั้นแก่อัต-ตีญานียฺที่ละหมาดตามอยู่ข้างหลังได้ถึงเพียงนั้น
 
 
 
อัต-ตีญานียฺชื่นชมกับจำนวนตัวเลขของชาวชีอะฮฺ ญะอฺฟะรียะฮฺนั่นคือผลมาจากความพิเศษของพวกเขาที่ปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ แล้วความพิเศษของผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในขณะที่อะฮฺลุลบัยตฺยังไม่ได้สืบทอดภารกิจของท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตลอดช่วงเวลากว่า 2 ทศวรรษ ทำไมจึงเป็นไปในทางตรงกันข้าม คือได้ผลสัมฤทธิ์ของจำนวนคนที่เป็นเศาะหาบะฮฺอย่างแท้จริงเพียงแค่หยิบมือเดียว
 
 
 
สถาบันอิสลามอย่างท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ที่มีท่านเป็นผู้อบรมสั่งสอนและชี้แนะทำไมจึงผลิตบุคคลากรชั้นยอดได้เพียงแค่ไม่เกิน 10 คน ที่เหลือซึ่งมีจำนวนมากกว่าหลายเท่ากลับกลายเป็นลูกศิษย์ที่ไม่เอาไหน และซ้ำร้ายยังเป็นศิษย์ที่ทำลายคำสอนของบรมครูและสร้างความเสื่อมให้แก่สถาบันอิสลามในภายหลัง สถาบันทางการศึกษาของชีอะฮฺยังสามารถผลิตนักวิชาการที่เยี่ยมยอด อบรมสั่งสอนผู้ถือในแนวทางชีอะฮฺ อิมามียะฮฺได้ดีกว่าอย่างที่อัต-ตีญานียฺการันตีไว้
 
 
 
ทั้งหมดย่อมหมายความว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) สัมฤทธิ์ผลในการปฏิบัติภารกิจของท่านกระนั้นหรือ ความสูงส่งของท่านในฐานะศาสนทูตผู้สถาปนาอิสลามในยุคสุดท้ายให้มีความสูงส่งเหนือทุกศาสนา หล่อหลอมประชาคมผู้ศรัทธาให้เป็นประชาคมที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยรู้จักมาไปอยู่เสียตรงไหน? ในเมื่อว่าเศาะหาบะฮฺของท่านเป็นอย่างที่อัต-ตีญานียฺต้องการให้เป็น และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากวิเคราะห์ของอัต-ตีญานียฺ โดยที่อัต-ตีญานียฺไม่ได้ฉุกคิดว่า ผลลัพธ์ที่ตนได้ไม่ได้มุ่งเป้าไปสู่การรู้ถึงข้อเท็จจริงของเหล่าเศาะหาบะฮฺว่าเป็นคนเลว แต่มันมุ่งเป้าไปสู่สถานภาพความเป็นเลิศของท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โดยตรง เพราะเมื่อศิษย์เป็นเช่นใด ก็ย่อมชี้ถึงผลสัมฤทธิ์ในการสั่งสอนของครูฉันนั้น
 
 
 
เหมือนอย่างกรณีที่ว่า หากศิษย์ของบรรดาสัยยิดชาวอีรักที่อัต-ตีญานียฺได้พบปะเป็นศิษย์ที่ดี น่าชื่นชม นั่นย่อมแสดงว่าบรรดาสัยยิดเหล่านั้นเป็นครูที่ดีและมีผลสัมฤทธิ์ในการอบรมสั่งสอน แล้วถ้าเหล่าเศาะหาบะฮฺซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นคนกลับกลอกหรือตกศาสนาอย่างที่อัต-ตีญานียฺว่า นั่นยอ่มแสดงว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นครูประเภทใดและได้รับผลสัมฤทธิ์ในการอบรมสั่งสอนในระดับใดเล่า!
 
 
 
เราไม่ต้องการกล่าวถึงคำตอบในสมมุติฐานว่าคืออะไร? เพราะเราไม่เคยคิดว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านเป็นอย่างที่อัต-ตีญานียฺวิเคราะห์และได้ผลลัพธ์แต่อย่างใด หากผู้ที่ต้องตอบก็คือ อัต-ตีญานียฺเอง! 
 
 
 
ดูเอาเถิด อัต-ตีญานียฺได้เขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยซอร์บอน ที่ปารีส ขณะที่ตนกำลังพูดถึงเรื่องจริยธรรมของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วอัต-ตีญานียฺก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้สมรสกับท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ทั้งๆ ที่ท่านมีอายุได้ 54 ปีและท่านหญิงยังเป็นเด็กผู้หญิงที่มีอายุเพียงแค่ 6 ขวบ มีการซักถามกันจนกระทั่งอัต-ตีญานียฺต้องเสียท่า อัต-ตีญานียฺเขียนว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกโกรธนักปราชญ์มุสลิม (หมายถึงอิมาม อัล-บุคอรียฺและชาวอะฮฺลิสสุนนะฮฺ) ที่ได้เปิดช่องทางให้คนเหล่านี้และศัตรูของอิสลามและศัตรูศาสดามุฮัมมัด ด้วยอาวุธที่ได้ผลซึ่งพวกเขานำมาใช้ต่อสู้กับเรา…” (จงถามผู้รู้ (ฉบับแปล) หน้า 456)
 
 
 
แน่นอน หากเราเปลี่ยนหัวข้อการบรรยายให้กับผู้คนที่เป็นฝรั่งคริสเตียนได้รับฟังทีมหาวิทยาลัยแห่งนั้นไปเป็นหัวข้อที่ว่าด้วย “ความสัมฤทธิ์ผลของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในการนำพามนุษยชาติออกจากความมืดมนสู่รัศมีแห่งสัจธรรม” โดยมีอัต-ตีญานียฺเป็นองค์บรรยาย คนคริสเตียนเหล่านั้นไม่ต้องอ้างตำราเศาะหิหฺของอัล-บุคอรียฺเพื่อซักค้านอัต-ตีญานียฺแต่อย่างใด หากพวกเขาได้เคยอ่านงานเขียนชิ้นโบว์ดำของอัต-ตีญานียฺกับเหล่าเศาะหาบะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็ถือว่าเกินพอที่จะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้กับอัต-ตีญานียฺที่ได้เปิดช่องทางให้คนเหล่านั้นและศัตรูของอิสลามในการหักล้างภาพลักษณ์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)
 
 
 
และความสัมฤทธิ์ผลในการประกาศศาสนาของท่านว่าเกือบจะเป็นศูนย์ และแย่ยิ่งกว่าท่านนบีอีซา (อ.ล.) หรือพระเยซูคริสของพวกเขาที่อย่างน้อยพระองค์ก็ยังมีอัครสาวกถึง 12 ท่าน ซึ่งยังไม่รวมคริสเตียนที่ศรัทธาในคำสอนของพระองค์จากผู้คนทั่วไป ทั้งๆ ที่พระเยซูคริสต์ใช้เวลาในการประกาศศาสนาเพียงไม่กี่ปี อัต-ตีญานียฺจะโกรธเคืองผู้ใดได้เล่า ในเมื่อตนเป็นผู้สร้างอาวุธนั้นและส่งถึงมือของคนเหล่านั้นด้วยตัวเอง! 
Default image
อาลี เสือสมิง