แผนยึดครองประเทศของชนมุสลิม ฉบับพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในไฟล์เสียง

“ข้อที่ห้า ให้รัฐบาลจัดงบเพิ่มตามจำนวนสมาชิก เห็นหรือยังเขาเอาตรงนี้แหล่ะ เพื่อจะมาเอาเงินเราไปต่อ”

ข้อเท็จจริง

จำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินชุมชน ซึ่งมี 3 ประการ

1) มีสมาชิกเพิ่มขึ้น (สมาชิกเข้ามากกว่าสมาชิกออก 

2) สมาชิกต้องการเพิ่มทุนหรือเพิ่มหุ้น 

3) มีการจัดสวัสดิการให้สมาชิกและสวัสดิการภายในชุมชนด้านต่างๆ นี่คือสิ่งที่เขาเขียนเอาไว้ ตรงไหนล่ะที่ว่าให้รัฐบาลจัดงบเพิ่มตามจำนวนสมาชิก

พระคุณเจ้าสรุปเอาเองทั้งเพ เห็นหรือยังล่ะว่าท่านเจือสมข้อมูลเอาเองแล้วก็ยังติดอยู่กับอุปาทาน อยู่ที่ว่านี้เงินเรา ของเรา ทั้งๆ ที่งบประมาณของรัฐบาลนั้นจัดเก็บจากภาษีของราษฎรซึ่งมิได้หมายถึงชาวพุทธเพียงอย่างเดียว คนมุสลิมก็เสียภาษีเช่นกันและอาจจะเสียมากกว่าชาวพุทธด้วยซ้ำไป โต๊ะอิหม่าม  คอเต็บ บิหลั่น คณะกรรมการมัสยิดก็ต้องเสียภาษีจิปาถะ ว่าแต่ว่าผู้ที่พูดอยู่นั้นเสียภาษีให้แก่รัฐหรือเปล่า? 

ชาวพุทธอาจจะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศแต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เสียภาษีให้แก่รัฐคือชาวพุทธทั้งหมด คนที่ไม่ใช่ชาวพุทธไม่ต้องเสียภาษี จำนวนประชากรเรื่องหนึ่ง จำนวนผู้เสียภาษีในวงเงินที่จัดเก็บก็อีกเรื่องหนึ่ง ชาวพุทธอาจจะมีจำนวนประชากร 95% ก็จริงแต่ใช่ว่าทั้ง 95% นั้นจะเสียภาษีกันทุกคน เพราะอะไร? ก็เพราะฐานการวัดเก็บภาษีเขาดูที่การประกอบอาชีพ รายได้ส่วนบุคคล ธุรกิจที่ดินและโรงเรือน และอื่นๆ

คนที่มีรายได้น้อยไม่ถึงอัตราที่รัฐกำหนดก็ไม่ต้องเสียภาษี พระคุณเจ้าเคยคำนวณหรือไม่ว่าชาวพุทธที่เสียภาษีให้แก่รัฐจริงๆ มีจำนวนเท่าใด 50% จากจำนวนประชากร 95% ถึงหรือไม่? และมุสลิม 3% นั้นคิดอัตราส่วนผู้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลนั้นมีจำนวนเท่าใด? อย่างไรก็ตามเมื่อสมาชิกสถาบันการเงินที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ส่วนหนึ่งเขาเสียภาษีให้แก่รัฐเขาก็ย่อมมีสิทธิในงบประมาณที่รัฐจัดให้อยู่แล้ว ดังนั้นการไปพูดว่า เขาเอาเงินของเราไปต่อ จึงไม่ค่อยจะสนิทนัก ไม่นำพากับข้อเท็จจริงเพราะมันมีเงินของเขาอยู่ด้วย จะเหมาเป็นของเราทั้งหมดได้อย่างไร? ที่แน่ๆ มันมีส่วนของผมรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือภาษีโรงเรือน แล้วท่านจะเหมาเอาส่วนของผมไปเป็นของพวกท่านทั้งหมดได้ยังไงกัน

นี่ยังไม่รวมของพี่น้องมุสลิมในแถบที่ผมอาศัยอยู่อีกด้วยน่ะ เขามีที่ดินที่ตกมาแต่บรรพบุรุษไม่ได้ไปกว้านซื้อใครมา มีตึกมีหอพักให้เช่าอีกมากมาย เขาก็ต้องเสียภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน แล้วก็ ภ.ง.ด. อีก ในขณะที่คนจากที่อื่นซึ่งเข้ามาอยู่และเดินกันเต็มซอยนั้นเป็นพุทธสะมากด้วยอาจจะไม่เคยเสียภาษีสักสลึงเดียวด้วยซ้ำไป แล้วอย่างนี้พวกเขาไม่มีสิทธิเลยกระนั้นหรือ?

มิหนำซ้ำ งบประมาณที่รัฐจัดให้แก่พวกเขาก็อาจจะเทียบกันไม่ได้เลยกับจำนวนวงเงินที่พวกเขาเสียภาษีให้แก่รัฐ เรียกว่า จ่ายมากได้คืนน้อย ด้วยซ้ำไป! เพราะกว่าจะผ่านมาถึงพวกเขาก็เจอพวกเหลือบ พวกเห็บ หมัด มันดูดไปสะจนปลิ้นแล้ว พระคุณเจ้าเคยได้ยินเรื่องไอติมหรือไม่ขอรับ กว่าจะตกมาถึงคนเสียภาษีหรือประชาชนมันก็เลียกันจนแทบจะเหลือแค่ไม้ไอติมแล้วล่ะขอรับ! และไอ้พวกที่เลียมาตลอดทางเนี๊ยะ นึกออกไหมล่ะว่ามันเป็นพวกไหน ถือศาสนาอะไร? พระคุณเจ้าคงรู้คำตอบดีเป็นแน่แท้ เพราะขนาดแผนการที่สลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อนยังสามารถวิเคราะห์ได้เป็นฉากๆ กับเรื่องแค่นี้คงจิ๊บจิ๊บกระมัง!