แผนยึดครองประเทศของชนมุสลิม ฉบับพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในไฟล์เสียง

ข้อเท็จจริง

เหนื่อยใจกับพระคุณเจ้าเหลือเกิน! วิเคราะห์เอาเองโดยไม่อิงเอกสารแล้วก็อธิบายแบบจับแพะชนแกะ เรื่องจริงที่เขาเขียนไว้ในนโยบายคือการเชื่อมโยงและต่อยอดกับสถาบันการเงินอิสลามประเภทต่างๆ เช่น สหกรณ์อิสลาม ธนาคารอิสลาม เป็นต้น เพื่อให้เป็นระบบทั้งในระดับชุมชน สถาบันการเงินอิสลามที่มีอยู่แล้ว และธนาคารอิสลาม นี่เป็นเรื่องของการวางระบบการเงินแบบอิสลามในทุกระดับที่เชื่อมโยงและทำธุรกรรมระหว่างกันได้ โดยไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนา

ดังนั้น ถ้างบประมาณที่รัฐจะสนับสนุนผ่านระบบธุรกรรมของธนาคารอิสลามลงมาถึงระดับชุมชนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะธนาคารอิสลามไม่ใช่ของมุสลิมเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นของรัฐ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด เข้าใจง่ายๆ ก็คือธนาคารอิสลามมีระบบธุรกรรมประเภทต่างๆ ตามบัญญัติของศาสนาอิสลามแต่รัฐเป็นเจ้าของเป็นผู้กำกับดูแล ไม่ใช่มุสลิมอย่างที่เข้าใจเอาเอง!

เจ้าหน้าที่ของธนาคารอิสลามนับตั้งแต่บอร์ดผู้บริหารลงมาจนถึงฝ่ายบุคคลและคนทำความสะอาดก็ปะปนกันไปทั้งพุทธและมุสลิม ซึ่งมุสลิมอาจจะมีจำนวนน้อยกว่าด้วยซ้ำไปเมื่อดูทุกสาขาและพิจารณาทั้งระบบ ส่วนพวกที่อพยพเข้ามานั้นพระท่านก็  ว่าเองมิใช่หรือว่าเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน แล้วก็กระจายกันตั้งหลักแหล่งทั้งภาคเหนือ กลุ่มจังหวัดที่ถูกกว้านซื้อที่ดิน และแถวเมืองกรุงย่านศิริราช อรุณอัมรินทร์ แล้วก็ข้ามฟากมาที่แถวๆ ทุ่งครุ

ซึ่งหลักแหล่งที่ว่ามาทั้งหมดนั้นอยู่นอกเขตพื้นที่ 4-5 จังหวัดภาคใต้ที่รัฐมีนโยบายสถาบันการเงินชุมชนในระบบอิสลาม ต่อให้พวกอพยพต่างด้าวที่เข้ามารวมตัวกันตั้งชุมชนและเข้าไปเป็นกรรมการชุมชนได้อย่างที่พระคุณเจ้าว่ามาก็ย่อมอยู่นอกพื้นที่ของนโยบายพิเศษนี้อยู่ดี ที่สำคัญพวกนี้มิใช่ราษฎรคนไทยแต่เป็นต่างด้าว พวกนี้จะเข้ามาเป็นกรรมการชุมชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นที่ถามว่า “ถูกมั้ย” ตอบได้เลยว่า ไม่ถูก! และยากส์ที่พวกนี้จะเล็ดรอดจากระบบตรวจสอบคุณสมบัติของฝ่ายปกครองที่ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย อาจจะมีจับพลัดจับผลูหลุดมาได้บ้างนั้นก็คงมี แต่ะเป็นต่างด้าวทั้งชุมชนก็คงยาก ตำรวจในท้องที่ย่อมต้องรู้ส่วนว่ารู้แล้วจะไล่จับและผลักดันออกนอกประเทศหรือว่าจะเก็บค่าหัวกินส่งเบี้ยให้นายหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง

หน่วยธุดงค์ที่พระคุณเจ้ากล่าวถึงนั้นคงหมายถึงกลุ่มดะอฺวะฮิตับลีฆ คนกลุ่มนี้มี 2 ประเภท หนึ่งก็คือเป็นมุสลิมสัญชาติไทยคือเป็นคนไทยที่ออกดะอฺวะฮฺไปตามมัสญิดและชุมชนต่างๆ สองก็คือ เป็นกลุ่มมุสลิมที่มาจากต่างประเทศซึ่งเข้ามาในประเทศไทย มีทั้งอินเดีย ปากีฯ บังคลาเทศ และอาหรับ ทั้งสองกลุ่มมีแนวทางชัดเจนอย่างหนึ่งคือไม่ยุ่งเรื่องการเมือง น้นการปฏิบัติศาสนกิจตามมัสญิดเมื่อไปต่างชุมชนก็จะมีการออกเดินไปเยี่ยมเยียนผู้รู้ทางศาสนาในพื้นที่ หรือไปพบพี่น้องมุสลิมในชุมชนเพื่อชักชวนให้มาละหมาดที่มัสญิด มาฟังเรื่องของศาสนา ครบกำหนดแล้วก็ย้ายไปที่อื่น

ดังนั้นการไปเรียกคนกลุ่มนี้ว่า หน่วยธุดงค์โดยเอาไปเทียบกับพระสงฆ์ซึ่งถือ ธุดงคสมาทาน คือการถือธุดงค์ อันเป็นองค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส หรือเป็นวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของภิกษุซึ่งมี 13 อย่าง เช่น การอยู่ในป่า การอยู่โคนไม้ เป็นต้น จึงเป็นคนละเรื่องกัน และคนกลุ่มนี้ก็ไม่ใช่กลุ่มนักสำรวจที่ดินหรือชุมชนเพื่อไปปักเข็มเอาไว้ตามแต่ละสถานที่เพื่อยึดครองและรวมตัวกันตั้งชุมชนอีกด้วย

ส่วนหน่วยงานที่ว่ามากบดานอยู่ที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความจริงก็คือศูนย์หรือมัรกัซ ของพี่น้องดะอฺวะฮฺตับลีฆตั้งอยู่ที่ จ.ยะลา ส่วนเมื่ออบรมหรือฝึกทุกอย่างที่พระคุณเจ้าว่ามานี่ก็ไม่ทราบว่าท่านหมายถึงสิ่งใด ฝึกการก่อการร้ายหรือฝึกรังวัดที่ดิน หรือฝึกเรื่องการยื่นขอตั้งชุมชน หรือฝึกกินข้าวกับมือ นั่งชันเข่าล้อมวงกินอาหารที่มีข้าวกองหนึ่งแล้วเอาแกงราดลงไปแล้วก็นั่งกินกัน แปรงฟันด้วยไม้ซิว๊าก นอนในสุเหร่า ละหมาดที่สุเหร่า ตั้งวงอ่านคัมภีร์เขียว และก็ฟังบรรยายที่เรียกว่า บะยาน หรือว่าอะไร ดูแล้วน่าจะเป็นฝึกอันหลังนี้เสียมากกว่า

ซึ่งฝึกแล้วจะนำไปเป็นองค์ความรู้ในการเดินเรื่องเอกสารขอตั้งชุมชนกับหน่วยงานของรัฐได้อย่างไร ก็ยังนึกไม่ออก มีพระคุณเจ้านั่นแหล่ะที่นึกออกอยู่เพียงท่านเดียว ส่วนที่ว่าฝึกเสร็จก็มาเก็บตัวต่อที่เพชรบุรีก็ไม่อาจทราบได้ว่าที่เพชรบุรีมีศูนย์เก็บตัวของดะอฺวะฮฺตับลีฆเพื่อกว้านซื้อที่ดินและตั้งชุมชนอะไรทำนองนี้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นจุดลงพักก็คงไม่แปลกเพราะที่เพชรบุรีแถว อ.ท่าแร้ง มีมัสญิดอยู่หลายแห่ง ส่วนลำสมุดอะไรนี่นึกไม่ออก นึกออกก็คือแถวคลองโต๊ะนุ้ย ใกล้ๆ กับวัดพระธรรมกาย ตรงนั้นจะมีการชุมนุมกันทุกปี ส่วนการกว้านซื้อที่ดินแถบนั้น วัดพระธรรมกายก็ทำมาก่อน และเป็นองค์กรทางพุทธศาสนาที่กว้านซื้อที่ดินมากที่สุดก็ว่าได้

เรื่องผ่านงบประมาณมาทางธนาคารอิสลามแล้วไม่สามารถตรวจสอบได้ตามสมมุติฐานที่พระคุณเจ้าตั้งเอาไว้ว่า “อาจจะ” ก็คงเป็นไปได้ยากเพราะธนาคารอิสลามเป็นสถาบันการเงินของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ไม่ใช่โรงรับจำนำเอกชนที่ไม่อาจจะรู้ได้ว่าเถ้าแก่เอาไปเงินไปทำอะไรบ้าง! และที่แน่ๆ ก็คือ ธนาคารอิสลามซึ่งพระคุณเจ้าบอกว่าตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2545 นั่นก็เป็นช่วงก่อนการปฏิวัติและปรากฏขึ้นในช่วงรัฐบาลนายกฯ ทักษิณ ไม่ทราบได้ว่านายกฯ ทักษิณอนุมัติออกมาได้อย่างไร?

ถ้าหากว่านี่เป็นหนึ่งในขั้นตอนของแผนการยึดครองประเทศไทยที่มีการวางเอาไว้เมื่อ 40 ปีที่แล้ว แสดงว่านายกฯ ทักษิณท่านก็เป็นหนึ่งในขบวนการนี้ด้วยหรือเปล่า! เพราะตอนนั้นยังไม่มีการปฏิวัติเกิดขึ้น และเรื่องผลประกอบการที่ธนาคารอิสลามขาดทุนหรือได้กำไรอะไรเนี๊ยะ อันนี้ท่านก็คงต้องสอบถามไปยังฝ่ายบริหารของธนาคารหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ถ้าเจ๊งจริงอย่างที่ว่า มันก็น่าคิดว่าเพราะอะไร?

และผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายจากการผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกมา การบริหารการจัดการที่ไร้คุณภาพ ประสิทธิภาพ ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเป็นใคร? รู้แล้วก็จัดการสะ! มีลู่ทางมากมายที่สามารถจะนำมาใช้ในการจัดการกับแผนอุบาทว์นี้ได้ตามกรอบของรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องเอาไว้ โดยเฉพาะมาตรการควบคุมวินัยการคลังและการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน

สำหรับคนมุสลิมที่เคร่งครัดในบัญญัติของศาสนานั้นจะมีธนาคารอิสลามหรือไม่มี จะมีสถาบันการเงินในระบบอิสลามหรือไม่ก็ตามคนมุสลิมย่อมไม่ข้องแวะกับระบบดอกเบี้ยอยู่ดี ก่อนมี พ.ร.บ. ธนาคารอิสลาม คนมุสลิมที่เคร่งครัดในบัญญัติของศาสนาก็สามารถดำรงชีวิตด้วยการห่างไกลจากเรื่องของดอกเบี้ยได้อยู่แล้วในระดับหนึ่ง ถ้าพระคุณเจ้าและชาวพุทธเห็นว่าธนาคารอิสลามคือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติและเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจการเงินและการคลังของประเทศจริงอย่างที่กล่าวหาแล้วก็ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในการล้มธนาคารแห่งนี้เสีย

ส่วนจะมีขั้นตอนอย่างไรก็ตั้งทีมขึ้นมาศึกษาตัวบทกฎหมายที่จะนำมาใช้ในเรื่องนี้แล้วก็ว่ากันไป แต่ถ้าเรื่องที่ว่ามามันไม่จริงอย่างที่มีข้อกล่าวหา พระคุณเจ้าก็ควรยุติการพูดจาในทำนองนี้เสียเพราะเป็นการเจือสมและสร้างมิจฉาทิฐิให้เกิดขึ้นกับพุทธบริษัท และนี่เป็นเรื่องที่ขัดกับวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์และไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยอีกด้วย ขัดอย่างไรและไม่สอดคล้องอย่างไร พระคุณเจ้าก็คงจะทราบดีกว่ากระผมเป็นแน่แท้