แผนยึดครองประเทศของชนมุสลิม ฉบับพระสงฆ์ตามที่ปรากฏในไฟล์เสียง

ข้อเท็จจริง

นโยบายสถาบันการเงินระดับชุมชนในระบบอิสลามไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายของรัฐบาลในการใช้แก้ปัญหาในพื้นที่พิเศษของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบว่าสมควรให้การสนับสนุน กระทรวงมหาดไทยโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงจะประกาศเป็นกฎทรวงได้ต้องอาศัยอำนาจพระราชบัญญัติ หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีฐานะเท่าพระราชบัญญัติ เป็นต้นว่า ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด เป็นต้น

แล้วพระราชบัญญัติที่เจ้ากระทรวงมหาดไทยจะอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัตินั้นคือ พระราชบัญญัติใด ฉบับไหน? ในเมื่อสถาบันการเงินระดับชุมชนในระบบอิสลามมิใช่พระราชบัญญัติหรือว่าจะอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติธนาคารอิสลาม รายละเอียดความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ ผู้สันทัดกรณีและนักกฎหมายก็คงจะมีความเข้าใจและวิเคราะห์ได้ดีกว่ากระผม ประเด็นอยู่ที่ว่า หากเมื่อชาวพุทธมากู้เงินจากสถาบันการเงินนี้แล้ว และไม่มีเงินต้นจ่ายคืนสถาบัน ก็จะต้องมาละหมาดวันละกี่ครั้งหรือต้องส่งลูกหลานให้มาเรียนศาสนาเหมือนเป็นการประกันหนี้สูญ อะไรในทำนองนี้

กระผมมิทราบว่าพระคุณเจ้าคิดขั้นตอนเหล่านี้มาได้อย่างไร? การดึงชนต่างศาสนิกให้มาเป็นมุสลิมและกลืนพวกเขาด้วยการกำหนดว่าถ้าไม่ส่งเงินต้นคืนก็ให้ทดแทนด้วยการเปลี่ยนศาสนาแล้วก็ไม่ต้องคืนเงินกับสถาบันการเงินหรือธนาคารอิสลามทำได้อย่างไร? มีกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เกิดขึ้นหรือไม่? เช่น ลูกค้าของธนาคารอิสลามที่ไม่ใช่มุสลิมเมื่อไม่สามารถชำระหนี้เงินต้นจากการกู้ยืมได้เปลี่ยนศาสนามาเป็นมุสลิมแล้วกี่คน! แล้วใครเป็นผู้ประกันหนี้ให้กับบุคคลเหล่านี้ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องมีเงินต้นส่งคืนให้กับธนาคารอยู่ดี

นี่คือธนาคารที่มีระบบการทำบัญชีและมีระเบียบขั้นตอนในการทำธุรกรรม มิใช่กองทุนการกุศลหรือสถาบันเผยแพร่ศาสนาแบบโปรปะกันดาที่เอาเรื่องวัตถุมาเป็นเครื่องชักจูงให้ผู้คนเปลี่ยนศาสนา ขนาดโรงรับจำนำและพวกธุรกิจเงินกู้จำพวกเครดิตทั้งหลายเขายังไม่ทำกันแล้วธนาคารจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? เพราะนี่มิใช่ธนาคารหรือสถาบันการเงินของเอกชนแต่เป็นของรัฐ!

และถ้าเป็นเช่นที่พระคุณเจ้าว่ามา ป่านนี้พนักงานและเจ้าหน้าที่ของธนาคารอิสลามจะไม่กลายเป็นมุสลิมไปหมดแล้วกระนั้นหรือ? เพราะทุกวันนี้บุคลากรของธนาคารตั้งแต่ระดับบอร์ดบริหารไล่ลงมาจนถึงพนักงานทำความสะอาดทุกสาขามีอยู่ 30 กว่าสาขาเท่านั้นเป็นพุทธศาสนิกชนเสียครึ่งต่อครึ่ง หรืออาจจะมากกว่าบุคลากรที่เป็นมุสลิมด้วยซ้ำไป!

เรื่องเปลี่ยนชื่อประเทศไทยเป็น “สยามมุสลิม” แล้วโยงกับกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนทางภาคใต้นั้น แม้คนมุสลิมเชื้อสายมลายูที่เป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับอุดมการณ์ของกลุ่มขบวนการได้ฟังแล้วก็คงอดขำกับชื่อนี้เอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่แท้ เพราะความคิด ความเชื่อ และความเข้าใจของคนมลายูในพื้นที่เขายังฝังใจอยู่กับมายาคติ เรื่อง สยาม หรือ สิแย ที่หมายถึงชาวพุทธ และ นายู ที่หมายถึง มุสลิม

เอาคำที่ตรงกันข้ามแบบขมิ้นกับปูน น้ำกับน้ำมันมาผสมกันว่า สยามมุสลิม ขาก็หัวเราะกันร่วนแล้วล่ะพระคุณเจ้า! ทุกขบวนการที่มุ่งหมายต่อสู้กับรัฐบาลสยามตามอุดมการณ์และความเชื่อของพวกเขา บอกได้เลยว่าไม่มีขบวนการหรือกลุ่มใดจะตั้งชื่อประเทศใหม่ของพวกเขาด้วยชื่อประหลาดเช่นนี้ดอกท่าน “รัฐอิสลามมลายูปัตตานี” “ปัตตานีดารุสลาม” ชื่อพวกนี้เสียมากกว่าที่เขาจะตั้ง ส่วนชื่อที่ท่านตั้งให้นั้นคงไม่มีกลุ่มไหนเขาเอาด้วยหรอกขอรับ! ท่านจับแพะชนแกะจนสับสนไปหมดแล้ว! และโรงเรียนที่ว่าร้องเพลงชาติปัตตานีนั้นตอนนี้ไม่มีแล้ว ถึงมีก็ต้องแอบร้อง และนั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยจะเอามาตีขลุมและกล่าวหาคนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า!

ที่สำคัญก็คือ  “เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี”  ร้องเพลงชาติแล้วเข้าใจความหมายของประโยคข้างต้นหรือไม่ และมองคนอื่นที่ร่วมไผท คือผืนแผ่นดินเดียวกันว่าเป็นคนไทยเหมือนกันหรือไม่? การร้องเพลงชาติแบบนกขุนทอง นกแก้ว แต่ไม่เข้าใจหรือว่าเข้าใจคลาดเคลื่อนจากเนื้อหาของเพลงที่ร้อง เช่น เข้าใจว่า “ประชารัฐ” หมายถึงรัฐไทยหรือประเทศไทยเป็นของประชาชนคนพุทธเพียงอย่างเดียว คนศาสนาอื่นไม่เกี่ยว คำว่า “ไทย” หมายถึงคนที่มีชาติพันธุ์ “ไต” เพียงอย่างเดียว ชาติพันธุ์อื่นไม่เกี่ยว ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง คนไทยทุกวันนี้มีทั้ง จีน แขก ไทย ฝรั่ง มอญ เขมร และอีกสารพัน

มองอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้อย่างที่พระคุณเจ้าทั้งหลายกำลังพยายามชี้นำชาวพุทธให้มีมุมมองและทัศนคติเช่นนี้ ก็อย่าร้องเพลงชาติเสียดีกว่า เพราะร้องไปก็ไม่ทำให้คนร้องได้คิด ได้มองเห็นข้อเท็จจริง กลายเป็นความคิดตกค้างที่มีมาแต่ยุค “คลั่งชาติ” คนมุสลิมที่เขาร้องเพลงชาติด้วยความภาคภูมิใจนั้นเพราะเขามีสำนึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินนี้ บรรพบุรุษของพวกเขาก็หลั่งเลือดชโลมทาแผ่นดินมาไม่น้อยเช่นกัน

แต่ถ้ามีทัศนคติคับแคบในเรื่องที่ว่านี้แล้วจะไปบังคับให้เขาร้องเพลงที่เขาไม่มีส่วนร่วมในเกียรติภูมินั้นทำไม? เพราะการอธิบายนัยของเนื้อเพลงแบบใจแคบนี่เอง คนกลุ่มหนึ่งจึงย้อนกลับไปมองอดีตในแผ่นดินและชาติพันธุ์ของตนแล้วเขาก็ถือเอาสิ่งนี้ซึ่งเขามีส่วนร่วมเพราะบรรพบุรุษของเขาอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ก่อนมีประเทศไทยหลายร้อยปีนำเอามาสอนลูกหลานของพวกเขาให้มีความภาคภูมิใจในอดีตนั้น เราจะไปว่าเขาแต่ฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะเราเองก็มีส่วนในการผลักไสให้เขามีความคิดเช่นนั้นด้วยความใจแคบของเราเอง! สิ่งที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้พูดมาย่อมเป็นการตอกย้ำว่า อุปาทาน และ มิจฉาทิฐิเคยมีมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงครามและหลวงวิจิตรวาทการ (ซึ่งเป็นลูกจีนด้วยซ้ำ) เคยมีมาอย่างไร? ทุกวันนี้ก็ยังคงมีอยู่ในห้วงความคิดของคนบางคนโดยไม่สร่างซาไปเลยแม้แต่น้อย

ความคลั่งชาติ หรือ ชาตินิยมในเวลานั้นเป็นเครื่องมือเอาไว้สู้กับพวกต่างชาติทั้งญี่ปุ่นและฝรั่ง แต่ที่พระคุณเจ้านำมาพูดเพื่อปลุกระดมเป็นการต่อสู้และสร้างความเข้าใจผิดให้กับคนไทยร่วมแผ่นดินด้วยกัน กระผมมองว่ามันแย่ยิ่งกว่าเมื่อครั้งอดีตหลายเท่านัก เพราะท้ายที่สุดก็คือการสร้างอคติให้เกิดขึ้นในใจของคนในชาติเดียวกัน คนมุสลิมไทยไม่ใช่ฝรั่งล่าอาณานิคมที่ฮุบเอาผืนแผ่นดินของบรรพบุรุษไปเป็นเมืองขึ้นของพวกตน คนมุสลิมไทยเชื้อสายมลายูก็โดนเหมือนกับพี่น้องคนไทยเชื้อสายลาว ญวน เขมร โดนเช่นกัน แผ่นดินไทยที่สูญเสียไปนั้นคนมุสลิมไทยที่เป็นทหารหาญก็เคยสละเลือดเนื้อปกป้องมาเช่นกัน

ดังนั้นถ้าจะร้องเพลงชาติได้อย่างเต็มปากและสมภาคภูมิก็ต้องเปิดใจและยอมรับคนที่ร่วมแผ่นดินนี้ด้วยถึงแม้พวกเขาจะไม่ใช่ชาวพุทธก็ตาม คนมุสลิมตายในสมรภูมิเมื่อครั้งกรุงแตก เมื่อครั้งกู้ชาติ เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพาก็มีมาก คนคริสต์ก็มิใช่น้อยที่อาสาออกศึก ปกป้องบ้านเมือง ในขณะที่พวกตั้งตนเป็นใหญ่ ตั้งชุมนุมต่างๆ ไม่มีปรากฏในประวัติศาสตร์ว่าเป็นมุสลิมหรือคริสต์ คนจีนก็ร่วมกู้ชาติ คนมอญก็มี ไม่เว้นแต่คนญวน คำว่าไทย จึงไม่ใช่ชนชาติไต อีกต่อไปแต่เป็นคนไท ที่รักอิสระและเป็นเสรีชน เพราะไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใครเราจึงเป็นไท คือเสรีชน! เมื่อเป็นเสรีชนก็ย่อมมีเสรีในการเลือกนับถือศาสนาที่ตนเลื่อมใส ใครก็มาบังคับไม่ได้! และใครจะลบลู่ความเป็นเสรีชนของเราก็ไม่ได้เช่นกัน

พระคุณเจ้าพูดถึงพรรคเกิดใหม่ ซึ่งน่าจะหมายถึงพรรคมาตุภูมิ แล้วก็พูดถึงนโยบายของพรรคการเมืองนี้ในการให้เงินกู้ (ตกลงเป็นพรรคการเมืองหรือสถาบันการเงินหรือเป็นสถานธนานุเคราะห์กันแน่) แล้วก็พูดถึงเสียงของมุสลิมที่น่าจะสนับสนุนพรรคเกิดใหม่นี้น่ามีถึง 10 ล้านเสียง (พอเอาเข้าจริง 10 ล้านเสียงมันมีคนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง เช่น เด็ก เป็นต้นรวมอยู่ด้วย 10ล้านเสียงจึงเป็นการพูดเองเออเองโดยไม่คิดถึงข้อเท็จจริง)

เพราะฉะนั้นโอกาสที่พรรคเกิดใหม่จะเป็นรัฐบาลเป็นผู้นำและน่าจะเป็นนายกด้วย (ความจริงหัวหน้าพรรคมาตุภูมิเป็นถึง องค์รัฐฐาธิปัตย์ คือ ใหญ่กว่านายกเสียอีก ทำไมจะต้องลงมาเลือกตั้งให้เมื่อยตุ้ม เสียสตางค์ไปทำไมอีก ถ้าจะยึดประเทศ เขาก็ยึดไปแล้วและเวลานั้นก็น่าจะประกาศตั้งประเทศสยามมุสลิมไปแล้ว ถ้าเขาหวังจะเปลี่ยนประเทศนี้ตามแผนอุบาทว์ที่พระคุณเจ้าสาธยายมานั่นเอง และสิ่งหนึ่งที่ลืมคิดไปก็คือ จำนวนคนที่จะลงคะแนนให้กับพรรคเกิดใหม่นั้นจะมีสักกี่คนในเมื่อมุสลิมจำนวนมิใช่น้อยเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใหญ่ในหลายพรรคอยู่แล้ว ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน มุสลิมเสื้อเหลืองก็ย่อมต้องเลือกพรรคการเมืองใหม่ของเขา สนธิ ลิ้มฯ มุสลิมเสื้อแดงก็ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย มุสลิมที่ไม่เข้าด้วยทั้ง 2 สี เป็นแฟนคลับประชาธิปัตย์ก็เยอะ แล้วจะเหลือมุสลิมถึง 10 ล้านคนไปเลือกมาตุภูมิได้อย่างไร?)

พระคุณเจ้าพูดพาดพิงถึง ดร.ปณิธาน ว่าเป็นคนของเขา เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเป็นคนไทยแท้ๆ (หมายความว่า ดร. รูปหล่อหน้าเด็กคนนี้เป็นมุสลิมมาก่อนหรืออย่างไร? และเดิมท่านชื่อว่าอะไร ชื่อ ดอรอแม นามสกุล เลาะซาและฮฺ หรือว่าอะไร? คนที่เปลี่ยนชื่อแซ่เป็นภาษาแขก (อินตะระเดีย) ที่ไม่ใช่ภาษาไทยแท้ๆ น่าจะเป็นชาวจีนโพ้นทะเลเสียมากกว่า) แล้วก็กล่าวหา ดร.ปณิธานหมกเม็ดประกาศกฎหมายแค่ 8 ฉบับ ฉบับนี้คือเรื่องสถาบันการเงินไม่ประกาศ สื่อมวลชนและคนไทยจึงไม่รู้! แต่พระดันรู้ (ก็เขาจะไปประกาศเป็นกฎหมายทำไม เพราะไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นนโยบายของรัฐบาล บอกแล้วก็ไม่จำ)

เสร็จจากฉบับนั้นก็เลยมาฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องเก่า คือพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ซึ่งผ่านออกมาในสมัยพลเอก เชาวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี พ.ร.บ. ฉบับนี้ยกเลิก พระราชบัญญัติมัสยิดอิสลาม พ.ศ. 2489 พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ. 2488 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2491 โดย พ.ร.บ. 2540 นี้เป็นเรื่องของการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม เช่น กรรมการกลางกรรมการจังหวัด และกรรมการประจำมัสยิด

แต่พอจะเล่าสาธยายพระคุณเจ้ากลับไปเอาร่างกฎหมายชะรีอะฮฺว่าด้วยครอบครัวและมรดกเอามาวิจารณ์ ซึ่งร่างนี้ตกไปแล้ว ฉบับที่ใช้กันอยู่ก็คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 ตั้งแต่สมัย พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกฎหมายอิสลามที่ตราเอาไว้ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ คดีแพ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัว และมรดก ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พระคุณเจ้าเอามาโยงกับคดีลักษณะอาญาเรื่องฆ่าตัดคอ วางระเบิด ไปโน่น!

แล้วก็บอกว่า “แล้วมาตราต่อมาก็ว่า ไม่ว่าโจทย์ โจทย์และจำเลยเป็นมุสลิมให้ใช้กฎหมายฉบับนี้… ถ้าเขาผ่านตรงนี้ไปได้แค่คำเดียวจากและเปลี่ยนเป็นหรือ พวกเราเป็นประชาชนชั้นสองทันทีเลยนะ เราห้ามทะเลาะกับเขาโดยเด็ดขาดนะ เขามาเขกกะบาลเรา เราต้องยอมให้เขาเขกนะ เพราะขึ้นศาลนี่ ขึ้นศาลอิสลามนะ ไม่ใช่ขึ้นของเราน่ะ….”

(อะไรมันจะมั่วได้ขนาดนี้! มาตราที่ 3 เขาเขียนไว้โทนโท่ว่า เป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้นในจังหวัดทั้ง 4 ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทย์และจำเลย หรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ก็ให้ใช้กฎหมายฉบับนี้ มันเกี่ยวกับเรื่องทำร้ายร่างกายตรงไหน นี่มันเรื่องครอบครัว เช่น สมรส หย่า การเลี้ยงดูบุตร ฯลฯ และเรื่องมรดก ท่านไปพูดถึงเรื่องเขกกะบาล เรื่องทะเลาะ ประทุษร้ายร่างกายหรือต่อชีวิต และทรัพย์สินได้อย่างไร? ตกลงท่านอ่านกฎหมายเป็นหรือไม่? อ่านไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด ว่าเป็นคุ้งเป็นแคว ออกอ่าวออกทะเลไปไกลแล้วละพระคุณเจ้า!)

“มาตราที่หก (น่าจะเป็นฉบับร่างที่ตกไป) ให้กอรีศาลเป็นผู้ชี้ขาด (“กอรี” นะแปลว่าผู้อ่าน นักอ่าน คำๆ นี้ที่ถูกคือ “กอฎี” หรือ ดะโต๊ะยุติธรรมเดิมนั่นเอง)  กอรีที่เขาเรียนจบมาปุ๊บ จบนิติปุ๊บก็สามารถรับตำแหน่งได้เลย แต่พวกเราชาวพุทธจะสอบมาเป็นผู้พิพากษาได้ขนาดไหน แข่งแล้วแข่งอีก (ต้องสอบเหมือนกันขอรับ! พระคุณเจ้า เป็นดะโต๊ะยุติธรรมก็ต้องสอบ เป็นกอฎีก็ต้องสอบ

ส่วนที่ว่าไม่ต้องสอบก็เห็นจะมีแต่ “กอรี” นั่นแหล่ะ ต้องแข่งถึงจะเข้ารอบงานเมาลิดกลาง พระคุณเจ้า! ตำแหน่งกอฎีคือผู้พิพากษาต้องสอบแข่งขันเหมือนกัน) เพราะฉะนั้นเขาพร้อมที่จะมีเรื่องกับเรา ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาไม่กลัว เงินเขาก็ไม่ต้องเสีย โอกาสผิดก็น้อย เรากลายเป็นประชาชนชั้นสองหรือยัง (พร้อมจะมีเรื่องอะไร เรื่องครอบครัวและมรดกนี่นะหรือ และบอกได้เลยว่าพวกท่านก็ยังคงเป็นประชาชนชั้นหนึ่งอยู่ดี คนที่เป็นประชาชนชั้นสองคือคนมุสลิมนอกพื้นที่ 4 จังหวัดนั่นต่างหากเล่าที่ไม่มีสิทธิใช้กฎหมายฉบับนี้!)


แล้วก็มาถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจญ์ หลวงพี่แกก็ไม่เว้น ตั้งคำถามว่า : ทำไมไม่มีการยอมรับพวกเราไปอินเดีย ไม่มีการยอมรับคริสต์ไปวาติกัน ไม่มี!… นี่เป็นการตบหน้าชาวพุทธเราอย่างแรง………” (ก็ใครเขาไปห้ามพวกท่านไม่ให้ไปอินเดียละขอรับ ที่ว่า “ไม่มี” การยอมรับในเรื่องนี้ก็คงไม่ใช่ แต่เรื่องมันอยู่ที่ว่า ชาวพุทธให้ความสำคัญกับการเดินทางไปเยือนสังเวชนียสถานทั้ง 4 ในอินเดียมากน้อยเพียงใด มีพุทธบัญญัติที่บังคับในเรื่องนี้หรือไม่?  แต่สำหรับชาวมุสลิม ต่อให้ไม่มี พ.ร.บ. ฉบับนี้เขาก็ไปมักกะฮฺเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์กันอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเริ่มไปกันเมื่อมี พ.ร.บ. ฉบับนี้

เขาไปกันมาเป็นพันปีแล้วพระคุณเจ้า! เพราะนี่เป็นบัญญัติในศาสนาเป็นหนึ่งในหลักบัญญัติ 5 ประการที่มุสลิมผู้มีความสามารถจะต้องไปอย่างน้อย 1 ครั้งในชั่วชีวิต หากชาวพุทธจะไปอินเดียและเนปาลอย่างที่ชาวมุสลิมทั่วโลกไปมักกะฮฺ ใครที่ไหนจะไปห้ามพวกท่าน ใครตบหน้าใครกันแน่ ตบหน้ากันเองหรือเปล่าพระคุณเจ้า ตบหน้ากันเองแล้วดันมาโทษคนอื่น

และที่มุสลิมไปมักกะฮฺก็ไม่ใช่ไปฟรี ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นหมื่นเป็นแสนบาท พระคุณเจ้าไม่รู้ตัวหรือว่า ทำไมคนที่นั่งฟังจึงต้องทำหน้าเครียดและซีเรียส กระผมว่าคนที่นั่งฟังท่านเล่าเรื่องที่ว่ามาก็คงมีสาเหตุ หนึ่ง ก็คงจะงงและสับสนกับคำอธิบายของท่าน สอง นึกไม่ถึงว่าท่านจะมั่วได้ขนาดนี้ สาม เพิ่งจะนึกออกว่า เออ แล้วพวกกูอยู่กันทำไม ทำไมไม่คิดจะไปอย่างที่เขาไปกันบ้าง จะได้ไปเห็นพุทธภูมิที่เกี่ยวข้องพุทธประวัติจริงๆ เสียที

สี่ ก็คือนึกขึ้นได้ว่าพวกที่ตบหน้าชาวพุทธก็ไม่ใช่ใครเลย ก็คือ นักการเมืองชาวพุทธด้วยกันและสถาบันองค์กรทางพุทธศาสนานี่แหล่ะที่ไม่รณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง กลายเป็นว่า พวกที่เคยไปก็ไปแบบท่องเที่ยวเป็นคณะทัวร์มากกว่าจะไปแบบจาริกแสวงบุญจริงๆ ส่วนที่เหลือก็เข้าเขมร หรือ ไปฮ่องกง มาเก๊าเพื่อไปเล่นพนันเสี่ยงโชคเสียมากกว่า หรือไม่งั้นก็ไปอเมริกาโน้น โก้กว่ากันเยอะเลย

ส่วนชาวคริสต์ที่เขาไม่ไปวาติกันก็เพราะวาติกันเป็นเรื่องของโรมันคาทอลิก พวกคริสตชนที่เป็นโปแตสแตนท์เขาไม่ไปวาติกันอยู่แล้ว ถ้าเขาจะไปทั้งที ไปดินแดนปาเลสไตน์ที่เป็นนิวาสถานของพระเยซูคริสต์ไม่ดีกว่าดอกหรือ! เรื่องเงินอุดหนุนกิจการฮัจญ์ที่รัฐบาลสำรองจ่ายให้ ทั้งจองโรงแรม จ่ายค่าเหยียบเมือง และเรื่องพยาบาลและหมอนั้น พระคุณเจ้าก็พูดเองมิใช่หรือว่ารัฐบาลมีกองทุนให้กู้ยืม 300 ล้าน

คำว่ากู้ยืมน่ะไม่ใช่เบิกเอาใช้ฟรีๆ นะขอรับ ต้องส่งคืนและภาครัฐก็จัดเก็บจากผู้ประกอบการซึ่งเก็บจากบรรดาผู้เดินทางไปทำฮัจญ์อีกทอดหนึ่ง เรื่องฟรีไม่มีหรอกขอรับ แล้วเรื่องนี้มันมีผลประโยชน์ที่ภาครัฐได้เต็มๆ แค่ส่วนต่าง แค่เก็บเงินใส่ธนาคารก็ฟาดดอกเบี้ยกินกันอิ่มแปล้แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่อัฐยายซื้อขนมยาย แต่เป็นเรื่องของการบริหารการจัดการที่คนของรัฐได้ประโยชน์และมีช่องทางหากินอยู่แล้ว อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ห้อยโตงเตงแล้วล่ะขอรับ

แล้วที่ว่าข้าราชการต้องทำตาม ไม่ทำตามถือเป็นคดีอาญาอะไรที่ว่ามาเทือกนั้น บอกได้เลยว่าไม่ได้เป็นอย่างที่พระคุณเจ้าคิดหรอกขอรับ ข้าราชการเขาไม่ได้ทำตามคำสั่งของอมีรุลฮัจญ์ซึงเป็นมุสลิม หรือคณะผู้แทนแต่อย่างใด พวกนี้เหมือนยักษ์ไม่มีกระบอง ข้าราชการเขาทำตามบอร์ดบริหารกิจการฮัจญ์ ซึ่งเป็นนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลต่างหากเล่า! ใครเป็นมาเฟียใหญ่ในเรื่อง คนวงในเขารู้ดี

มุสลิมที่ไปทำฮัจญ์เป็นชาวบ้านธรรมดา จะไปสั่งคนพวกนี้ได้อย่างไร? สมัยก่อนบรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจญ์เดินทางไปมักกะฮฺ เรื่องตกค้าง เรื่องจองตึกแล้วไม่ได้ ปัญหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลัง พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้งสิ้น หากกระทรวงสาธารณสุขไม่ส่งคณะแพทย์ไทยไปให้บริการ ทางประเทศซาอุดิอารเบียเขาก็ต้องดูแลบรรดาฮุจญ๊าดอยู่แล้ว แต่มันจะดีหรือไม่เล่าในเมื่อผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ไม่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐเลย

ทั้งๆ ที่พวกเขาไปในนามของประเทศไทย มีธงชาติโบกสะบัดนำ มีแถบธงชาติติดหน้าอก คนมุสลิมชาติอื่นเขาจะมองว่าฮุจญ๊าดจากประเทศไทยว่าไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของตนเอง ทั้งๆ ที่เสียภาษีให้แก่รัฐบาลและที่สำคัญคือเป็นคนไทย ถือพาสปอร์ตตราครุฑ ว่า THAILAND  แล้วเขาก็อาจจะสรุปว่า อ๋อ! ก็เพราะประเทศไทยเป็นประเทศของชาวพุทธ มุสลิมเป็นชนส่วนน้อย ระบอบประชาธิปไตยก็เป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อเท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากประเทศคอมมิวนิสต์

แล้วพระคุณเจ้าก็วกกลับมาวิจารณ์พระราชบัญญัติบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 เรื่องมัสญิดเกี่ยวกับคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด มาตราที่ 22 จังหวัดใดมีราษฎรนับถือศาสนาอิสลามและมีมัสญิดตามมาตรา 13 ไม่น้อยกว่า 3 มัสญิด ให้คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยประกาศให้จังหวัดนั้นมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสามสิบคน

(แต่พระคุณเจ้ากลับบอกว่าให้ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องแต่งตั้งคนของเขามาเป็นคณะกรรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็บอกว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาด ซึ่งความจริงเรื่องประหลาดมันอยู่ที่คำอธิบายแบบประหลาดของพระคุณเจ้าเอง

ประหลาดอย่างไร? ก็เขาเขียนไว้ชัดเจนว่าให้คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเป็นผู้ประกาศให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดขึ้นมาคณะหนึ่ง โดยการคัดเลือกมิใช่แต่งตั้ง และผู้ดำเนินการคือกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่ผู้ว่าราชการจังหวัด และในมาตราที่ 26 (1) คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด

การให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นนั้นต้องเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และการให้คำปรึกษาก็ไม่ใช่คำสั่งที่จะไปบังคับบัญชาผู้ว่าราชการจังหวัด และพระคุณเจ้าไม่อ่านกฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. 2540 ว่าด้วยการสร้างและจัดตั้งมัสญิดในแบบคำขอนั้นเขาระบุไว้ด้วยว่าจะมีสัปปุรุษประจำมัสญิดจำนวนเท่าใดเพื่อประกอบการพิจารณาในการเห็นชอบ

ไอ้เรื่องสมมุตที่พระคุณเจ้าว่ามาเป็นทฤษฎีที่พระคุณเจ้าคิดขึ้นเองและพระคุณเจ้าก็ไม่เข้าใจว่ามัสญิดที่จะจดทะเบียนได้นั้นเขาต้องพิจารณาด้วยว่ามีสัปปุรุษสามารถประกอบศาสนกิจในวันศุกร์ไม่น้อยกว่า 40 คนที่เป็นผู้ชาย ไม่นับรวมสัปปุรุษที่เป็นผู้หญิง เพราะฉะนั้น 1 มัสญิดจะต้องมีคนไม่น้อยกว่า 40 คนที่เป็นผู้ชายมาละหมาดวันศุกร์ ไม่เหมือนกับวัดหรือสำนักสงฆ์

แล้วท่านก็บ่นเรื่อง “เงินเดือนครูพระว่าได้เดือนหนึ่ง 2,500 บาท แต่ของเขา 7,000 บาท ดูเห็นมั้ย ทำหน้าที่เหมือนกัน” (ตกลงพระคุณเจ้าติดใจเรื่องวัตถุปัจจัยที่ได้รับน้อยกว่า! ว่างั้นเถอะ… ทั้งๆ ที่สอนและทำหน้าที่เหมือนกัน คำถามก็คือว่า พระสงฆ์ที่รับนิมนต์มาสอนวิชาศีลธรรมหรือพระพุทธศาสนาให้กับนักเรียนในโรงเรียนท่านสอนกี่คาบ และต้องเขียนแผนการสอนและอะไรจิปาถะอย่างที่รู้กันหรือไม่ เพราะครูที่สอนอิสลามศึกษาต้องเขียนแผน ต้องอยู่ประจำโรงเรียน

แต่พระคุณเจ้าก็ลืมข้อเท็จจริงบางอย่างไปเสียสนิท โยมมุสลิมที่เป็นครูสอนอิสลามศึกษาเป็นฆราวาสหรือคฤหัสถ์มิใช่พระสงฆ์  โยมมุสลิมที่สอนได้เงินเดือน 7,000 บาท ทั้งๆ ที่อาจจะจบปริญญาตรีทางสายศาสนา มีค่าใช้จ่ายจิปาถะ ทั้งในส่วนตัวต้องกินต้องใช้ ต้องเสียค่ารถ หรือค่าน้ำมัน ต้องเลี้ยงครอบครัวทั้งลูกและภรรยา บางรายต้องเสียค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟไฟ ค่าโทรศัพท์

และครูที่เป็นพระสงฆ์เล่าต้องจ่ายอะไรบ้าง บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ แล้วท่านจะเอาเงิน 2,500 บาทไปทำอะไร? จะออกจากวัดก็มีรถไปรับไปส่ง ถึงเวลาฉันก็มีคนประเคนให้ ลูกเมียไม่ต้องพูดถึงเพราะท่านเป็นบรรพชิตถือเพศพรหมจรรย์ อัฐบริขารญาติโยมก็ถวาย แล้วที่ท่านสอนศีลธรรมให้แก่เยาวชนเนี๊ยะ ท่านไม่หวังในทานบารมีบ้างเลยหรือ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

“เอตทคฺคํ ภิกฺขเว ทานานํ ยทิทิ ธมฺมทานํ”

“ภิกษุทั้งหลาย! การให้ธรรม เป็นยอดแห่งทาน”

(พระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ข้อ 209)

“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”

“การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง”

(พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 ข้อ 34)

โยมมุสลิมย่อมมีภาระใช้สอยตามหน้าที่ของตนในฐานะสามีและผู้นำครอบครัว พระคุณเจ้าทั้งหลายก็ย่อมมีหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ถึงแม้จะมีหน้าที่เป็นครูผู้สอนเหมือนกันแต่ภาระต่างกัน ความจำเป็นต่างกัน ลางที 7,000 บาทสำหรับคนที่มีครอบครัวเนี๊ยะไม่พอหรอกพระคุณเจ้า! กว่าจะตกเบิกจะได้ รับเงินเดือนบางทีก็ปาไป 3 เดือน 4  เดือน แล้วเขาจะเอาอะไรกินละขอรับ!

คนมุสลิมที่เป็นครูสอนศาสนานั้น ถ้าหากเขาไม่ได้สอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนของรัฐ เขาก็จะสอนตามปอเนาะที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลหรือกระทรวงศึกษาธิการเรื่องเงินเดือนไม่ต้องพูดถึง บางแห่งไม่มีให้ ถึงมีให้ก็น้อยเต็มทีได้เท่ากับพระที่สอนศีลธรรมนั่นแหล่ะ หรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำไป มิหนำซ้ำไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนศาสนาเพียงอย่างเดียว ต้องมีภาระทั้งงานหลวงงานราษฎร์เพิ่มเข้ามาอีก

แต่พวกเขาทำด้วยใจรักและมุ่งสืบสานศาสนา ไม่ได้หวังอามิสสินจ้างจากผู้ใด และเมื่อสอนศาสนา คนที่เป็นมุสลิมใจบุญก็อาจจะบริจาคเงินให้บ้างตามสมควรแต่เขาจะไม่พูด ไม่บอกว่าเท่านั้นเท่านี้ หรือเท่านี้น้อยไป เพราะเขาทำเพราะหวังกุศลและพลานิสงค์จากพระผู้เป็นเจ้า ไม่ให้ก็ไม่ว่าไม่เรียกร้องสิ่งใด คนมุสลิมที่สอนศาสนาเขาเคร่งครัดในเรื่องนี้ พระคุณเจ้า!

ไปๆ มาๆ พระคุณเจ้าก็วกมาวิจารณ์ จุฬาราชมนตรี ตาม พ.ร.บ. 2540 พูดทำนองว่าถ้ามุสลิมหมกเม็ดแก้ไขเพิ่มเติม จุฬาราชมนตรีก็จะกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพล เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง หากนายกฯ สั่งการผิดยังฟ้องเป็นอาญาติดคุกหัวโตเลย (พระคุณเจ้าไม่ทราบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ เหตุที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นความเห็นและข้อวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรีให้เป็นที่สิ้นสุดนั้นเป็นเรื่องของการบริหารกิจการองค์กรศาสนาอิสลามตาม พ.ร.บ. 2540 ไม่ได้เลยเถิดไปถึงขั้นที่ว่ามานั้นเลย

ที่เขาจะแก้ไขเพิ่มเติมก็เพราะมันเกิดปัญหาในองค์กรศาสนาอิสลามเองที่บ่อยครั้งไม่ฟังเสียงจุฬาราชมนตรีในฐานะประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยโดยตำแหน่ง อันนี้เป็นปัญหาภายในองค์กร และจุฬาราชมนตรีมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 8 ในการให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม ดังนั้น คำปรึกษาและความเห็นของจุฬาราชมนตรีจะเป็นที่สิ้นสุดหรือไม่ก็ตามก็ไม่ถือเป็นคำสั่งที่จะมีผลบังคับใดๆ ที่นำไปสู่ความผิดในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาแต่อย่างใด

เพราะความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งซึ่งได้สั่งเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันหรือขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมายหรือคำสั่งนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” ในเมื่อคำปรึกษาและการเสนอความเห็นไม่ใช่คำสั่งและพ.ร.บ. 2540 ก็เป็นกฎหมายที่ไม่มีบทลงโทษตามคดีลักษณะอาญาหากไม่มีการปฏิบัติตาม แล้วนายกฯ จะติดคุกหัวโตได้อย่างไร? ถ้าจะฟ้องด้วยมาตรา 165 แล้วศาลตัดสินก็จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับหรือไม่ก็รอลงอาญาแล้วจะเรียกว่าติดคุกหัวโตได้อย่างไร?

“แล้วพระคุณเจ้าก็เลยลงไป 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วกเข้าเรื่องภาษายาวีว่ากำลังจะขอแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นภาษาราชการ ข้าราชการเป็นมุสลิม 80%  ไม่จำเป็นต้องแต่งเครื่องแบบทางราชการ และให้หยุดวันศุกร์เพิ่มอีก 1 วัน แล้วก็สรุปว่า ถ้าผ่านไปได้เมื่อไร ของเราทั้งหมดสี่จังหวัดภาคใต้ก็เป็นของเขา 100% เลย” (ก็ทุกวันนี้ก็เป็นของเขาอยู่แล้วนี่ เขาอยู่กันมาหลายศตวรรษแล้วพระคุณเจ้า! ถ้าเขาต้องการแยกประเทศแล้วเขาจะขอเป็นข้าราชการไทยทำไม? ภาษายาวีจะเป็นภาษาราชการหรือไม่ ไม่สำคัญเพราะเขาพูดภาษายาวีในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว และข้าราชการที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ทางราชการเขาก็ส่งเสริมให้เรียนภาษายาวีเพื่อจะได้สื่อสารกับราษฎรในพื้นที่ และในคำพูดของท่านก็สะท้อนความคิดในใจของท่านว่าติดอยู่กับอุปทานและอคติเหมือนเดิม

พระพุทธองค์ตรัสว่า :

“หทยสฺส สทิสี วาจา”

“วาจาเช่นเดียวกับใจ”

(พระไตรปิฎก เล่มที่ 27 ข้อ 560)

“สิโวหาเสน โสเจยฺยํ เวทิตพฺพํ”

“ความสะอาด พึงทราบด้วยถ้อยสำนวน”

“แล้วท่านก็นำเอาคลิปที่เป็นภาพพระสงฆ์เข้าไปยังสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล นั่งฉันอาหารพร้อมกับโยม แล้วก็ร่วมละหมาดทั้งๆ ที่ครองจีวรอยู่ ภาพตอนที่พระสงฆ์ 2-3 รูปนั้นก้มลงสุหญูดก็คงจะสะเทือนใจพี่น้องชาวพุทธที่นั่งร่วมฟังอยู่จนถึงกับร้องฮือ! แล้วท่านก็บอกว่ารูปของเหตุการณ์นี้ติดไว้ที่มัสญิดในสี่จังหวัดชายแดนใต้”

พระจริงพระปลอมพระคุณเจ้าไม่ยืนยัน ความจริงเรื่องนี้ตรวจสอบได้ พระสงฆ์องค์เจ้าในจังหวัดสตูลเห็นหน้าค่าตาพระสงฆ์กลุ่มดังกล่าวก็พอจะจำได้ว่าเป็นพระลูกวัดใด จริงๆ แล้วภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นมีปรากฏอยู่ในสื่ออินเตอร์เน็ตเช่นกัน กระผมเองเห็นภาพแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะถ้าเป็นพระสงฆ์จริงที่ประสงค์จะเรียนรู้เรื่องศาสนาอิสลามจากชาวมุสลิมโดยตรงก็ไม่ควรนำออกมาเผยแพร่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนที่เห็นภาพโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชน

หากมีภาพคนมุสลิมใส่ชุดยาว สวมหมวก โพกสะระบั่น มีเครายาวกำลังก้มกราบพระพุทธรูปแล้วก็มีข้อความอธิบายว่า มุสลิมคนหนึ่งประกาศตนเป็นพุทธมามกะและเปลี่ยนศาสนาแล้ว คนมุสลิมที่เห็นภาพก็ต้องสะเทือนใจเช่นกัน กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับพี่น้องมุสลิมที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ที่จังหวัดสตูลที่ไม่พิจารณาให้รอบคอบเพราะนี่เป็นภาพพระสงฆ์กำลังร่วมละหมาดกับพี่น้องมุสลิม ซึ่งตามหลักการของศาสนาจะให้บุคคลต่างศาสนิกมาร่วมปฏิบัติศาสนกิจด้วยไม่ได้ เพราะเป็นการละหมาดญามาอะฮฺ

แต่ถ้าประสงค์จะทดลองศึกษาท่าทางการละหมาดก็ควรเป็นกรณีเฉพาะต่างหากที่ไม่ใช่เวลาการละหมาดจริงร่วมกับคนที่ละหมาดจริง! การรับประทานอาหารหรือการฉันอาหารของพระสงฆ์ก็ควรแยกเป็นกรณีพิเศษ เมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วก็ให้ถือเป็นบทเรียนสำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือพระสงฆ์เองก็ตาม

ข้อความที่เหลืออยู่ในตอนท้ายพระคุณเจ้าพูดปลุกจิตสำนึกชาวพุทธให้เห็นถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา ให้ดูตัวอย่างประเทศไต้หวันที่องค์กรพุทธมีความเข้มแข็ง แล้วก็ลงท้ายเรื่อง สถานีโทรทัศน์ของมหาเถรสมาคม ซึ่งถ้ามีสถานีนี้แล้วพระสงฆ์ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจะได้รับข้อมูลข่าวสารเหมือนๆ กัน แล้วก็จะสามารถบีบพรรคการเมืองให้ออกนโยบายที่เอื้อต่อชาวพุทธ และสรุปประโยคสุดท้ายว่า เพราะเราชาวพุทธไม่เคยเบียดเบียนใคร ไม่เคยคิดฆ่าใคร ไม่คิดทำร้ายใคร! (ก็ฟังดูดีน่ะ! แต่ที่ท่านเล่าสาธยายมาทั้งหมดตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งก่อนหน้านี้ไม่กี่นาทีเนี๊ยะ เราจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ พระคุณเจ้า!

เพราะผมเชื่อว่าพระสงฆ์องค์เจ้าในประเทศไทยของเรานี้ เกือบทั้งหมดท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ได้ตั้งใจในทางโลกกุตรธรรม…  ละฆราวาสวิสัย ทิ้งบ้านเรือนและสมบัติเพื่อจะได้กระทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ เป็นผู้ตั้งใจอุตส่าห์เล่าเรียนพระธรรมวินัย เพื่อให้ยืนยงคงอยู่ได้ มิให้เสื่อมทราม เป็นผู้สั่งสอนชักจูงใจประชาชน ให้ประพฤติสัมมาจารี ตั้งอยู่ในศีลธรรม รักษาความสุจริต ละเว้นทุกจรติ เพื่อจะได้ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นผู้ที่ประพฤติตนดีงาม เป็นตัวอย่างแก่สามัญชน เป็นผู้ที่ไม่เอาเปรียบเพื่อนบ้าน

ไม่ใช่คอยแต่นั่งรับความบำรุงเปล่าๆ แล้วไม่ทำประโยชน์ตอบแทนเขา พระภิกษุผู้ประพฤติพร้อมด้วยองค์ 5 เช่นนี้คงมีอยู่อีกมาก และเป็นหวังได้สำหรับอุบาสก อุบาสิกาในการดำรงพระพุทธศาสนาเอาไว้ แต่ในคนหมู่มากก็ย่อมมีคนบางจำนวนที่ไม่นำพาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาหรือในทุกศาสนานั้นแล ย่อมมีลักษณะเช่นนี้ สิ่งที่กระผมได้เขียนมามีจุดประสงค์เพียงอธิบายถึงข้อเท็จจริงที่พระคุณเจ้าทั้งหลายได้นำเสนอต่อสาธุชนซึ่งคลาดเคลื่อนไปมากโขอยู่

เมื่อข้อมูลอันเกิดจากความเข้าใจของพระคุณเจ้าเป็นข้อมูลที่เจือสมด้วยกับข้อเท็จและข้อจริงโดยมุ่งพาดพิงศาสนาของกระผมและพี่น้องร่วมศาสนาของพระผม กระผมก็จำเป็นต้องเขียนบทความทั้ง 3 บทความนี้เพื่อให้พี่น้องพุทธศาสนิกชนที่อาจจะไม่รู้ถึงความคลาดเคลื่อนนั้นให้ได้รับรู้หรืออย่างน้อยก็จะได้ใช้สติตรึกตรองให้แน่ชัดเสียก่อน มิใช่ฟังแล้วก็เชื่อด้วยผู้พูดเป็นสมณสงฆ์ แล้วในที่สุดก็เกิดอคติและวิจิกิจฉาระหว่างพี่น้องร่วมชาติด้วยกันเอง ขอได้โปรดเข้าใจเถิดว่ากระผมมิได้มีเจตนาเป็นอื่น นอกจากการพยายามบอกกล่าวด้วยลายลักษณ์อักษรว่า เรื่องที่ควรจะเป็นและสมเหตุสมผลสอดคล้องด้วยปัญญานั้นคืออะไร? 

แต่ถ้าอ่านบทความทั้ง 3 นี้แล้วมีความคลาดเคลื่อนอันใดจากฝ่ายผู้เขียนเอง ผู้เขียนก็ขอน้อมรับโดยดุษฎี ด้วยว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นได้สำหรับปุถุชน แต่กระนั้นก็ขอยืนยันว่าผู้เขียนพยายามรักษากรอบและข้อควรปฏิบัติเอาไว้อย่างที่สุดแล้วในการแสดงความคิดเห็นต่างและการนำเสนอข้อเท็จจริง โดยดำเนินตามวิธีการที่พอสรุปได้ดังนี้

1. ฟังถ้อยความที่พระเดชพระคุณทั้ง 2 รูปและสิ่งที่พระคุณเจ้าได้กล่าวแก่พี่น้องศาสนิกชนในคลิปวิดีโอทั้ง 2 ชุดและไฟล์เสียงโดยครบถ้วน

2 อาศัยเธอผู้เป็นศิษย์ได้เป็นธุระในการถอดข้อความเสียงเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียดแล้วิเคราะห์หาข้อมูลที่นำเสนอมีประเด็นใดที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง

3. นำข้อมูลที่ถ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรมาอ้างอิงประกอบ โดยพยายามรักษาถ้อยคำและสำนวนให้ตรงกับพระคุณเจ้าทั้ง 3 รูป ได้เอื้อนเอ่ยเอาไว้ ในบางช่วงบางตอนใช้สรุปความที่ไม่เสียเนื้อความและสารัตถะ สำคัญ

4. นำเสนอความเห็นต่างและข้อเท็จจริงเพื่อหักล้างข้อมูลที่คลาดเคลื่อนโดยอาศัยการค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่ปรากฏทั้งจากสื่ออินเตอร์เน็ต ตำราคู่มือและการสอบถามผู้สันทัดกรณี โดยความเห็นต่างบางส่วนเป็นการใช้เหตุผลง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อนแต่เป็นสิ่งที่ผู้พูดไม่ได้ฉุกคิดถึงความเป็นไปได้ตามสมมติฐานที่นำมาประกอบคำบรรยาย

5. การอ้าง  “พุทธศาสนสุภาษิต” โดยมีภาษาบาลี กำกับและอ้างที่ในการประกอบบทความมีเจตนาให้ผู้อ่านบทความที่เป็นพุทธศาสนิกได้เกิดสติว่า คำพูดของสมณสงฆ์ในบางเรื่องอาจจะไม่สอดคล้องกับหลักธรรมคำสอนของพุทธองค์และหากศาสนิกยึดมั่นในหลักธรรมที่แท้จริงแล้ว ความมีอคติ มิจฉาทิฐิ และวิจิกิจฉาย่อมไม่เกิดขึ้น และหากพระสงฆ์เป็น ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ  เป็นพระสุปฏิปันโน แล้วก็จะไม่พูดออกมาอย่างที่ปรากฏ

6. เจตนาของผู้เขียนคือการปกป้องหลักคำสอนในศาสนาอิสลามและเหล่าพี่น้องมุสลิมผู้ร่วมศรัทธาซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มีความคิดวิปริตหรือวิตถารอย่างที่กล่าวหา และผู้เขียนก็ไม่ได้มีเจตนาโจมตีพระพุทธศาสนา และสมณสงฆ์ที่มิได้ยึดอุปาทาน และมิจฉาในเรื่องนี้หากมีบางส่วนที่พาดพิงไปบ้างก็เป็นปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น และทั้งหมดได้กระทำไปด้วยความสุจริตและมุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจระหว่างชาวมุสลิมกับชาวพุทธศาสนิกชน ไม่มุ่งหวังให้เกิดสามัคคีเภทอันเป็นภัยของชาติซึ่งในยามนี้กำลังแพร่ระบาดไปทุกภาคส่วนแล้ว

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนขอนำเอาพระดำรัสของเอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งปรากฏอยู่ในบท อัล-อิสรออฺ พระบัญญัติที่ 81 มากล่าวทิ้งท้ายบทความทั้ง 3 บทความนี้ว่า

وَقُلۡ جَآءَ ٱلۡحَقُّ وَزَهَقَ ٱلۡبَـٰطِلُ‌ۚ إِنَّ ٱلۡبَـٰطِلَ كَانَ زَهُوقً۬ا

ความว่า : และ (โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ) จงกล่าวเถิดว่า ความจริงได้มาแล้ว และความเท็จได้วิปลาสแล้ว แท้จริงความเท็จนั้นย่อมวิปลาสนการ”

ขอพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตาและผู้ทรงกรุณา ได้โปรดดลบันดาลใจให้สัจธรรมและความจริงเป็นสิ่งสูงล้ำและเด่นชัด และได้โปรดดลบันดาลใจให้ความเท็จ

และสิ่งโมฆะทั้งปวงตกต่ำและสูญสลายไป ขอพระองค์ทรงประทานความเห็นถูกเป็นถูก เห็นผิดเป็นผิด และเพิ่มพูนปัญญาแก่เราทั้งปวง

ศานติจงมีแด่ผู้ปฏิบัติตามทางนำ