เหตุการณ์สำคัญในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีที่  8  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงส่งบรรดาแม่ทัพนายกองไปยัง  “มุอฺตะฮฺ”  อันเป็นส่วนหนึ่งจากแผ่นดินชาม  (ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้อยู่ในประเทศจอร์แดน  ทางตอนใต้ของเมือง  “ก้ารอก”  ฝั่งตะวันออกของทะเลแดง)  และท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงแต่งตั้งให้ท่านซัยด์  อิบนุ  ฮาริษะห์  (รฎ.)  เป็นแม่ทัพคุมธงรบของกองทัพและท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงมีคำสั่งว่า  “หากว่าซัยด์ เป็นอะไรไป ก็ให้ญะอฺฟัร อิบนุ อบีตอลิบ (รฎ.)  หากว่าญะอฺฟัรเป็นอะไรไปก็ให้อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ร่อวาหะฮฺ  (รฎ.)  (เป็นแม่ทัพคุมธงรบตามลำดับ) สมรภูมิ  “มุอฺตะฮฺ” เป็นการศึกที่ท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้ทรงส่งท่านซัยด์ อิบนุ ฮาริษะฮฺ (รฎ.)  พร้อมด้วยกำลังพลประมาณ  3,000  นายสู่ดินแดนที่เรียกกันว่า  อัลบัลกออฺ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากผืนแผ่นดินชาม 

                อนึ่ง  เหตุการณ์การส่งทัพสู่  “มุอฺตะฮฺ”  นั้นตำราอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ระบุว่าเกิดขึ้นในช่วงเดือนญุมาดั้ลอูลา  ปีที่  8  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  ดังเช่นที่ท่านมุฮัมมัด  อิบนุ  อิสหากได้รายงานว่า  หลังการประกอบพิธีอุมเราะห์ชดใช้  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงพำนักอยู่ที่นครม่าดีนะห์ในช่วงเดือนซุ้ลฮิจยะห์ที่เหลือ  มุฮัรรอม, ซ่อฟัร, ร่อบีอุ้ลทั้งสองและในเดือนญุมาดั้ลอูลา  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงส่งกำลังทหารสู่แคว้นชาม  และรายงานจากมุฮัมมัด  อิบนิ  ญะอฺฟัร  อิบนิ  ซุบัยร์  จากท่านอุรวะฮฺ  อิบนิ  ซุบัยร์เล่าว่าท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงส่งกำลังทหารสู่มุอฺตะฮฺในเดือนญุมาดั้ลอูลา  จากปีที่  8  และทรงแต่งตั้งให้ท่านชัยด์  อิบนุ  ฮาริษะห์  เป็นแม่ทัพและท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงกล่าวว่า  “หากว่าชัยด์เป็นอะไรไปก็ให้ญะอฺฟัร  อิบนิ  อบีตอลิบเป็นผู้นำทัพ  และหากว่าญะอฺฟัรเป็นอะไรไปก็ให้อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ร่อวาหะฮฺเป็นผู้นำทัพ” 

                ผู้คนทั้งหลายก็เตรียมเคลื่อนกำลังพลซึ่งมีจำนวนกำลังพล  3,000  นาย  ในอีกสายรายงานหนึ่งเพิ่มเติมว่า  “ถ้าหากว่าอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ร่อวาหะฮฺ  ถูกสังหารก็ให้มวลมุสลิมพอใจที่จะเลือกใครคนหนึ่งระหว่างพวกเขาและตั้งให้เป็นผู้นำทัพ”    ท่านอิบนุ  อิสหากได้รายงานเล่าว่า  หลังจากนั้นกำลังพลของมุสลิมก็เคลื่อนพลจนกระทั่งลงพักที่ตำบล  “ม่าอาน” จากผืนแผ่นดินชามและทราบข่าวว่า  เฮราคลีอุส  จักรพรรดิโรมันได้ตั้งค่ายที่อัลบัลกออฺ  ตำบลม่าอาน  โดยมีกำลังพล  100,000  นายและมีเผ่าอาหรับหลายเผ่าเข้าร่วมสมทบกับฝ่ายโรมัน  เช่นเผ่าลัคม์เป็นต้นจำนวน  100,000  นาย

                ครั้นเมื่อฝ่ายกำลังพลมุสลิมทราบข่าวกำลังพลฝ่ายโรมันก็ลงพักที่ตำบลม่าอาน  เป็นเวลาสองวันเพื่อดูสถานการณ์และก็พูดถึงเรื่องการส่งสาส์นรายงานสถานการณ์ให้ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ทราบถึงจำนวนกำลังพลฝ่ายศัตรู  ซึ่งพระองค์อาจจะส่งกำลังพลสนับสนุนมาเสริมหรือไม่ก็จะทรงมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง  ท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ร่อวาหะฮฺ  (รฎ.)  ได้กล่าวปลุกขวัญกำลังใจแก่กองทหารมุสลิมว่า  เรามิได้สู้รบกับผู้คนด้วยกำลังพลหรือพลังอันแข็งแกร่งหรือด้วยกับความมากกว่า  แต่เราสู้รบด้วยอิสลามที่พระผู้เป็นเจ้าทรงให้เกียรติพวกเราด้วยอิสลาม  ผู้คนก็พากันกล่าวรับขานว่าท่านอับดุลลอฮฺพูดสัจจริงแล้ว 

                ครั้นต่อมากองทัพโรมันและพันธมิตรอาหรับที่เข้าร่วมก็เคลื่อนพลเข้ามาใกล้และประจันบาญกับฝ่ายกองทัพอิสลามที่ตำบล  “มุอฺตะฮฺ”    ฝ่ายกองทัพมุสลิมตั้งให้ท่านกุตบะฮฺ  อิบนุ  ก้อตาดะฮฺจากเผ่า  “อุซฺเราะฮฺ”  คุมทัพปีกขวา  และให้ท่านอะบายะฮฺ  อิบนุ  มาลิก  คุมทัพปีกซ้าย  ท่านอิบนุ  อิสหากเล่าว่า  หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็รบพุ่งตะลุมบอน  ท่านซัยดฺ  อิบนุ  ฮาริษะฮฺนำธงศึกของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  เข้าต่อตีกับศัตรูจนกระทั่งท่านได้รับการชะฮีด  ต่อมาท่านญะอฟัรก็รับธงศึกเข้านำทัพสู้เป็นสามารถจนกระทั่งได้รับการชะฮีด  ท่านญะอฺฟัรนั้นเป็นมุสลิมคนแรกที่ปลิดชีพม้าศึกของท่านที่ชื่อ  ”ชักรออฺ”  เพื่อมิให้ตกไปเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายศัตรู 

                ท่านอิบนุ  ฮิชามได้รายงานเล่าว่าท่านญะอฺฟัรรับธงศึกต่อจากท่านซัยด์ด้วยมือขวา  และในที่สุดมือขวาของท่านก็ถูกตัดขาดท่านก็จับธงด้วยมือซ้าย  และมือซ้ายของท่านก็ถูกฟันขาดอีก  ท่านก็กอดธงรบเอาไว้ด้วยต้นแขนที่ยังเหลืออยู่จวบจนกระทั่งท่านได้รับการชะฮีดในที่สุดขณะที่ท่านมีอายุ  33  ปีและอัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  จะทรงตอบแทนท่านด้วยกับปีกสองข้างในสวนสวรรค์  เล่ากันว่าทหารโรมันคนหนึ่งได้ฟันท่านญะอฺฟัรขาดสะพายแล่งและมีรายงานจากท่านอิบนุ  อุมัร  ว่าท่านได้นับแผลที่ร่างท่านญะอฺฟัรหลังการชะฮีดว่ามีถึง  50  แผลและในอีกรายงานหนึ่งบอกว่ามีมากกว่า  90  แผลทั้งแผลที่ถูกฟันและถูกธนูยิง  ครั้นเมื่อท่านญะอฺฟัรชะฮีดแล้วท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  รอวาหะฮฺ  ก็รับธงรบนำทัพสู้ศึกจนกระทั่งได้รับชะฮีด 

                ในที่สุดท่านซาบิต  อิบนุ  อักรอมก็รับธงรบต่อมาและพลางตะโกนกล่าวว่า  โอ้พี่น้องมุสลิมจงเลือกคนหนึ่งเป็นผู้นำเถิด  ผู้คนก็กล่าวตอบว่า  ท่านนั่นแหละ  ท่านซาบิตก็ตอบว่าฉันคงไม่ทำเช่นนั้นแน่  ผู้คนจึงได้เลือกให้ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลวะลีดเป็นผู้ถือธงรบนำทัพจนกระทั่งฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะ  ท่าน อนัส  อิบนุ  มาลิกได้รายงานว่า  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงแจ้งข่าวการพลีชีพในสนามรบของท่านซัยดฺ  ท่านญะอฺฟัร  และท่านอิบนุร่อวาหะฮฺแก่ผู้คนทั่งหลายก่อนที่จะข่าวจะมาถึงพวกเขาท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้กล่าวว่า  ซัยด์ได้เอาธงรบไว้และก็โดนสังหาร  ต่อมาญะอฺฟัรก็เอาธงรบไว้และก็โดนสังหาร  ต่อมาอิบนุ  ร่อวาหะฮฺ  ก็ได้เอาธงรบไว้และก็โดนสังหาร  และดวงตาทั้งสองของพระองค์ก็มีน้ำตาพรั่งพรูจนกระทั่งในที่สุดพระแสงดาบหนึ่งจากบรรดาพระแสงดาบแห่งพระผู้เป็นเจ้าได้เอาธงนั้นไว้(หมายถึงท่านค่อลีด อิบนุ อัลวะลีด)และที่สุดพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงปราบพวกนั้น

                วันที่  16  ญุมาดั้ลอาคิเราะหฺ  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                เกิดสงคราม  “มัรจฺ อัซซอฟรออฺ” ในแผ่นดินชามระหว่างกองทัพของมุสลิมกับกองทัพโรมันในช่วงสมัยของค่อลีฟะห์อบูบักร อัซซิดดิ๊ก (รฎ.)  และเป็นสงครามย่อยก่อนการเกิดสมรภูมิ  “อัลยัรมู๊ก”  ที่ยิ่งใหญ่และในสงคราม  “มัรจฺ  อัซซอฟรออฺ”  นี้นั้นท่านคอลิด  อิบนุ  สะอิ๊ด  อิบนิ  อัลอ๊าศและมุสลิมจำนวนหนึ่งได้พลีชีพในสนามรบ  แต่บางสายรายงานก็รายงานว่าผู้ที่พลีชีพนั้นคือบุตรชายของท่านคอลิด  อิบนุ  สะอิ๊ดหาใช่ตัวของท่านเองไม่

                วันที่  21  ญุมาดั้ลอาคิเราะหฺ  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                ท่านค่อลีฟะห์อบูบักร  อัซซิดดิ๊ก  (รฎ.)  ได้เสียชีวิต  ในบางกระแสรายงานระบุว่าท่านอบูบักรได้เสียชีวิตในปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  คืนวันอังคารที่  23  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ขณะที่ท่านมีอายุได้  63  ปีและช่วงระยะเวลาการดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ของท่านนั้นคือ  2  ปี  3  เดือน  3  วัน  และศพของท่านได้ถูกฝังภายในบ้านของพระนางอาอิชะฮฺ  (รฎ.)  บุตรีของท่านเคียงข้างกับหลุมศพของท่านศาสดา  (ซ.ล.)

                บรรดามุสลิมได้รวมตัวกันที่ซะกีฟะห์  (กระโจม)  ของตระกูลซาอีดะฮฺ  ภายหลังการเสียชีวิตของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  และได้ทำการปรึกษาหารือถึงบุคคลที่มีความเหมาะสมในการเป็นค่อลีฟะห์ภายหลังจากท่านศาสดา  (ซ.ล.)  หลังจากที่ได้กล่าวถึงความมีคุณสมบัติอันเหมาะควรและการแลกเปลี่ยนทัศนะตลอดจนข้อเสนอของแต่ละฝ่ายอันประกอบด้วยชาวอันซอรและมุฮาญีรีน  บุคคลทั้งหมดก็ได้ลงมติเห็นชอบต่อท่านอบูบักรให้เป็นค่อลีฟะห์ภายหลังจากท่านศาสดา  (ซ.ล.) 

                บรรดามหาชนชาวอะห์ลิสซุนนะห์  กลุ่มมัวะอฺตะซิละห์และกลุ่มค่อวาริจยึดทัศนะที่ว่าท่านศาสดา  (ซ.ล.)  มิได้ทำการระบุถึงบุคคลหนึ่งใดให้เป็นค่อลีฟะห์ภายหลังจากพระองค์ท่าน  แต่ถ้าหากได้ทำการพิจารณาถึงบรรดาหะดีษที่รายงานจากท่านศาสดา  (ซ.ล.)  เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบว่ามีตัวบทระบุถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักรอย่างชัดเจนซึ่งบรรดานักวิชาการหะดีษโดยส่วนใหญ่ได้ยึดตามทัศนะนี้

                ท่านอิบนุ  ตัยมียะฮฺได้กล่าวว่า  ที่ถูกต้องแล้วคือท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงบ่งชี้ถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของอบูบักรและยังได้ทรงชี้นำถึงท่านอบูบักรด้วยเรื่องราวหลากหลายทั้งที่เป็นคำพูดและการปฏิบัติของพระองค์ท่านทั้งนี้พระองค์ได้ทรงบอกถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักรอันเป็นการบอกของผู้ที่พึงพอใจต่อสิ่งดังกล่าวอีกทั้งยังได้ทรงสรรเสริญต่อท่านอบูบักร นอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้ทรงมีความตั้งพระทัยที่จะทรงเขียนเป็นพันธสัญญาที่มีลายลักษณ์อักษร  ครั้นต่อมาพระองค์ทรงทราบว่าเหล่าอิสลามิกชนได้เห็นพ้องเป็นมติถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักร  พระองค์จึงได้ทรงละวางการเขียนระบุเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งเป็นการเพียงพอแล้ว 

                ครั้นต่อมาพระองค์ท่านก็ได้ทรงมีความตั้งพระทัยอีกครั้งหนึ่งถึงการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อคราวที่พระองค์ได้ทรงเจ็บหนักในวันพฤหัสบดีต่อมาครั้นเมื่อเกิดความสงสัยของสาวกบางท่านว่าคำพูดระดบุดังกล่าวนั้นเกิดจากอาการความเจ็บป่วยหรือเป็นคำกล่าว ที่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติตามอันมิอาจที่จะฝ่าฝืนได้พระองค์จึงได้ทรงละวางการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการเพียงพอแล้วด้วยสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทราบดีว่าพระองค์อัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  และเหล่าบรรดามวลมุสลิมจะเลือกท่านอบูบักรในการเป็นค่อลีฟะห์ต่อจากท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ฉนั้นถ้าหากว่าการระบุเจาะจงบุคคลแน่นอนเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดความคลุมเครือต่อประชาชาติของพระองค์ท่านแล้วไซร้แน่นอนพระองค์ท่านย่อมจะทรงแจกแจงอย่างกระจ่างชัดอันเป็นการตัดปัญหาทั้งปวง   (มินฮาญุซซุนนะห์  เล่มที่  1  หน้า  139)

                ท่านอัลบัยหะกีย์ได้รายงานจากท่านอัซซะอฺฟะรอนีย์ว่า  “ข้าพเจ้าเคยได้ยินท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์กล่าวว่าปวงชนทั้งหลายได้เห็นพ้องเป็นมติถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักร ดังกล่าวนั้นคือผู้คนได้เกิดความสับสนภายหลังการเสียชีวิตของท่านศาสดา (ซ.ล.) และพวกเขาเหล่านั้นก็มิพบว่ามีผู้ใดที่อยู่ภายใต้แผ่นฟ้านี้ว่ามีผู้ใดประเสริฐกว่าท่านอบูบักรดังนั้นปวงชนเหล่านั้นจึงได้ให้พันธสัญญาต่อท่านอบูบักร (รฎ.)”  ท่านนาวาวีย์ได้กล่าวว่า  “ประชาชาติอิสลามได้เห็นพ้องเป็นมติถึงความถูกต้องในการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักรและเหล่าอัครสาวกได้ให้ท่านเป็นผู้นำก็เนื่องด้วยที่ท่านเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุดในหมู่มวลสาวกด้วยกันและท่านเป็นผู้ที่มีสิทธิสมควรที่สุดมากกว่าผู้อื่นและหะดีษเกี่ยวกับการแสดงสัตยาบันต่อท่านนั้นเป็นที่ทราบกันดีในหนังสือซ่อเฮียะห์บุคอรีและมุสลิม”

                ท่านอะลี  (รฎ.)  ได้กล่าวว่า  “ท่านศาสนทูตแห่งพระองค์อัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ได้ให้ท่านอบูบักรนำผู้คนทั้งหลายในการละหมาดทั้ง  ๆ  ที่ข้าพเจ้าก็ยังอยู่ทั้งคนข้าพเจ้ามิได้หายไปไหนและข้าพเจ้าก็มีสุขภาพสมบูรณ์มิได้เจ็บไข้ได้ป่วยอันใด  ถ้าหากว่าพระองค์ท่านทรงมีความประสงค์ที่จะให้ข้าพเจ้าได้นำละหมาดแล้วไซร้แน่นอนพระองค์ท่านย่อมจะให้ข้าพเจ้าได้นำละหมาดเป็นแน่แท้  ฉนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้เราจึงมีความพึงพอใจต่อบุคคลที่ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ทรงพึงพอใจต่อการกิจทางศาสนาของเราต่อกิจการทางโลกของเรา”  (จากหนังสือตะฮฺซีบุ้ลอัสมาอฺ  เล่มที่  3  หน้า  191) 

                และตามรายงานที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแสดงสัตยาบันต่อท่านอะลี  (รฎ.)  นั้นคือท่านอะลี  (รฎ.)  ได้แสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักรในวันแรกหรือวันที่สองหลังการเสียชีวิตของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ทั้งนี้เพราะท่านอะลีได้อยู่ร่วมกับท่านอบูบักรตลอดเวลา  ท่านมิเคยขาดจากการร่วมละหมาดตามหลังท่านอบูบักรและท่านยังได้ออกไปยัง  “ซิ้ลกิซเซาะฮฺ”  พร้อมกับท่านอบูบักรเมื่อคราที่ท่านอบูบักรได้ทำการประกาศสงครามกับบรรดากลุ่มคนที่ตกศาสนา  (อัลบิดายะห์  วันนีฮายะห์  เล่มที่  5/249, 6/302, 7/226)  ท่านอิบนุ  ฮะญัร  อัลฮัยตะมีย์ได้กล่าวว่า  “แต่ทว่าหะดีษที่ถูกรายงานจากท่านอบีสะอีดถึงการไม่ล่าช้าในการแสดงสัตยาบันของท่านอะลี  (รฎ.)  นั้นท่านอิบนุ  ฮิบบานและท่านอื่น ๆ   ถือว่าเป็นหะดีษที่ซอเฮียะห์ 

                ท่านอัลบัยฮ่ากีย์ได้กล่าวว่า  ส่วนหะดีษที่มีอยู่ในซอเฮียะห์มุสลิมอันมีรายงานจากอบีสะอีด  ระบุถึงการล่าช้าในการแสดงสัตยาบันของท่านอะลี  (รฎ.)  และบุคคลในตระกูลฮาชิมจวบจนกระทั่งการเสียชีวิตของท่านหญิงฟาติมะห์  (รฎ.)  นั้นเป็นหะดีษที่อ่อน  (ฎ่ออีฟ)  ทั้งนี้เพราะท่านอัซซุฮฺรีย์มิได้กล่าวสายรายงานของหะดีษนี้ไว้  (หมายถึงท่านซุฮฺรีย์มิได้ระบุสายรายงานอย่างต่อเนื่องจนถึงท่านอบี  สะอีดจึงทำให้หะดีษขาดคุณสมบัติของการเป็นหะดีษมุสนัด)  และทั้งนี้เพราะว่าในสายรายงานแรกที่รายงานจากท่านอบี  สะอีดนั้นเป็นหะดีษที่ระบุสายรายงานต่อเนื่องจึงมีความถูกต้องกว่า” (อนึ่งสายรายงานแรกที่รายงานจากอบีสะอีด นั้นรายงานโดยอิบนุ สะอฺด์, อัลฮากิม และท่านอัลบัยหะกีย์ซึ่งหะดีษจากสายรายงานนี้นั้นได้ระบุถึงท่านอะลี (รฎ.)  ว่าท่านได้แสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักรในช่วงแรกโดยมิได้ล่าช้าแต่อย่างใด) 

                ท่านอัลบัยหะกีย์ยังได้กล่าวอีกว่า  “ตามกรณีเช่นนี้จึงปรากฏว่าระหว่างหะดีษที่ระบุว่าท่านอะลี (รฎ.)  มิได้ล่าช้าจึงขัดแย้งกับหะดีษที่รายงานจากท่านหญิงอาอิชะห์ ในซ่อเฮียะห์บุคอรีที่ระบุว่าท่านล่าช้า  แต่ทว่านักวิชาการบางท่านได้รวมระหว่างสองรายงานดังกล่าวว่าท่านอะลี  (รฎ.)  ได้แสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักรในตอนแรก  ครั้นต่อมาท่านขาดการติดต่อกับท่าน อบูบักรในช่วงระยะหนึ่งเมื่อเกิดกรณีระหว่างท่านอบูบักรและท่านหญิงฟาติมะห์ในเรื่องมรดก  ต่อมาหลังจากท่านหญิงฟาติมะห์ได้เสียชีวิตท่านอะลีก็ได้แสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักรอีกครั้งหนึ่ง  ดังนั้นบุคคลที่มิทราบเบื้องลึกของกรณีดังกล่าวจึงเข้าใจว่าการล่าช้าในการแสดงสัตยาบันของท่านอะลี  (รฎ.)  นั้นเกิดจากการที่   ท่านอะลีไม่พึงพอใจต่อการสัตยาบันบุคคลที่เข้าใจผิดเช่นนั้นจึงกล่าวความเช่นนั้น  และในท้ายที่สุดท่านอะลี  (รฎ.)  จึงแสดงออกอย่างเปิดเผยถึงการแสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักรเป็นครั้งที่สองภายหลังการเสียชีวิตของท่านหญิงฟาติมะห์บนมิมบัรเพื่อขจัดข้อคลุมเครือที่เกิดขึ้น” 

                อนึ่งอิบนุ  อบีดาวูดได้รายงานจากท่านอิบนุ  ซีรีน  ว่า  “ครั้นเมื่อท่านอะลีได้ล่าช้าจากการแสดงสัตยาบันต่อท่านอบูบักร  ท่านอบูบักรก็ได้พบกับท่านอะลีและกล่าวว่า  ท่านรังเกียจการเป็นผู้นำของฉันกระนั้นหรือ…  ท่านอะลีตอบว่า  ไม่เลย  หากแต่ว่าฉันได้สาบานไว้ว่าฉันจะไม่สวมใส่เสื้อนอกจากเวลาไปละหมาดจนกว่าฉันจะรวบรวมอัลกุรอ่านทั้งหมด  (ท่องจำ)  …”  และนี่ก็คืออีกเหตุผลหนึ่งของท่านอะลีหากจะกล่าวตามรายงานที่ระบุว่าท่านล่าช้า  ท่านอิบนุ  ฮะญัรได้กล่าวว่า  “ฉนั้นจึงเป็นที่ทราบกันดีถึงสิ่งที่เราได้ยืนยันไว้จากการอิจมาอฺของบรรดาสาวกและชนรุ่นหลังจากพวกท่านต่อการมีสิทธิสมควรที่สุดในการเป็นค่อลีฟะห์ของท่านอบูบักรและกรณีดังกล่าวก็ย่อมพอเพียงแล้วถึงแม้ว่าจะไม่มีตัวบทระบุถึงการแต่งตั้งท่าน  ยิ่งไปกว่านั้นการอิจมาอฺของเหล่าสาวกยังมีน้ำหนักมากกว่าบรรดาตัวบททั้งหลายที่มิใช่มุตะวาติรอีกด้วยทั้งนี้เพราะการมีผลของอิจมาอฺนั้นมีความแน่นอนส่วนการมีผลของบรรดาตัวบทที่มิใช่มุตะวาติรนั้นเป็นเพียงการคาดคะเนที่มิแน่นอน”

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  126
                ค่อลีฟะห์อัลว่าลีด  อิบนุ  ยะซีด  อิบนิ  อับดิลม่าลิกแห่งราชวงศ์อุมาวียะห์ได้ถูกลอบสังหาร  ณ  ตำบลหนึ่งใกล้กรุงดามัสกัสด้วยน้ำมือของยะซีด  อิบนุ  อัลวะลีด  เหตุในการลอบสังหารค่อลีฟะห์ท่านนี้มาจากการปฏิบัติตัวของพระองค์ในทางมิดีเป็นต้นว่ามีความหมกมุ่นเอาแต่ความสำราญ  เอาแต่ใจตน  ตลอดจนไม่ใส่ใจต่อราชกิจการบ้านการเมืองของจักรวรรดิ  หลังการลอบสังหารค่อลีฟะฮฺสัมฤทธิผลเจ้าชายยะซีด  อิบนุ  อัลวะลีดผู้เป็นมือสังหารก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์สืบต่อมาเป็นองค์ที่  12  แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์เฉลิมพระนามว่ายะซีดที่  3  (ฮ.ศ.86/ฮ.ศ.126/คศ.705/คศ.744)  ค่อลีฟะห์ยะซีดที่  3  ได้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์อยู่เพียงไม่กี่เดือนก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคอหิวาตกโรค  พระองค์ทรงได้รับฉายาว่า  “อันนากิช”  (ผู้ลด,ผู้ทำให้พร่องลง)  อันเนื่องมาจากการที่พระองค์ได้ทรงลดเบี้ยเลี้ยงของเหล่าทหารในกองทัพ

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  132
                เจ้าชายอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อะลี  (ตายฮ.ศ.147/คศ.764)  ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของค่อลีฟะห์อบุลอับบาส  อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  มุฮำมัด  อัซซัฟฟาฮฺปฐมราชวงศ์อับบาซียะห์และ  (เป็นลุงของค่อลีฟะห์อัลมันซูรเช่นกันได้ทำการสังหารบรรดาผู้สวามิภักดิ์ต่อราชวงศ์อุมาวียะห์จำนวน  300  คน  ณ  สมรภูมิอัซฺซาบ  (อันเป็นนามชื่อของแม่น้ำสองสายที่เป็นสาขาของแม่น้ำไทกริสทางตอนเหนือของอิรัก)  สมรภูมิและการสังหารหมู่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการล้างแค้นให้แก่อิหม่ามอิบรอฮีม  อิบนุ  มุฮัมมัด  อดีตผู้นำของพวกอับบาซียะห์ซึ่งถูกพวกราชวงศ์อุม่าวียะห์จับตัวไปคุมขังและสังหาร  ณ  เมืองฮัรรอม  ในครั้งรัชสมัยของมัรวาน  อิบนุ  มุฮัมมัดค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายของราชวงศ์อุมาวียะห์

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  136
                กองทัพของค่อลีฟะห์อบู  ญะอฺฟัร  อัลมันซูรแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ภายใต้การนำของอบู  มุสลิม  อัลคุรอซานีย์ได้สร้างความปราชัยแก่กองทหารของเจ้าชายอับดุลลอฮฺ  อิบนิ  มุฮัมมัดผู้เป็นลุงของพระองค์ได้  ณ  แคว้นชาม  เจ้าชายอับดุลลอฮฺผู้นี้ได้ก่อการกบฎต่อค่อลีฟะห์อัลมันซูร  โดยละเมิดสัตยาบันและเรียกร้องการเป็นค่อลีฟะห์ให้แก่ตัวเองด้วยการอ้างถึงคำกล่าวของค่อลีฟะห์อบุลอับบาสที่ว่าจะมอบการสืบตำแหน่งค่อลีฟะห์แก่ผู้ที่สามารถฆ่ามัรวาน  อิบนุ  มุฮัมมัด  ค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อุมาวียะห์

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  193
                ค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีด  แห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ผู้เป็นค่อลีฟะห์ที่เลื่องลือที่สุดในราชวงศ์อับบาซียะห์ได้ทรงสิ้นพระชนม์  ค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดทรงอยู่ในพระราชอำนาจ  23  ปี  6  เดือนและทรงสิ้นพระชนม์ขณะมีพระชนมายุได้  44  ปี  4  เดือน  ค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดเป็นพระราชโอรสของมุฮัมมัด  อัลมะฮฺดีย์  พระมารดาของพระองค์คืออุมมุลฮาดีย์  พระองค์ทรงถือกำเนิด  ณ  เมืองอัรรอยอันเป็นเมืองหนึ่งทางตอนเหนือของอิหร่านใกล้กรุงเตหะรานเมื่อปีฮิจเราะห์ศักราชที่  145  ครั้นเมื่อพระองค์ทรงเจริญวัยพระบิดาของพระองค์ได้ทรงตั้งเป็นพระอุปราชและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองอัซซออิฟะห์เมื่อปี  163,165  และในปี  164  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอุปราชครองแคว้นตะวันตกตั้งแต่เมืองอัลอันบารจรดหัวเมืองแอฟริกาโดยบรรดาข้าหลวงปกครองแคว้นตะวันตกจะได้รับการแต่งตั้งจากทางพระอุปราชฮารูน 

                และในปี  166  พระบิดาของพระองค์ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบราชอำนาจต่อจากอัลฮาดีย์  ฮารูน  อัรร่อชีดได้รับการให้สัตยาบันในการดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ในวันที่ค่อลีฟะห์อัลฮาดีย์ผู้เป็นพระเชษฐาทรงสิ้นพระชนม์ตรงกับวันที่  14  ร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  170  (14  กันยายน  คศ.786)  ขณะมีพระชนมายุได้  25  ปี  พระองค์ทรงครองอำนาจร่วมสมัยเดียวกับเจ้าชายอับดุรเราะห์มาน  อัดดาคิ้ล  (138/172)  ฮิชาม  อิบนุ  อับดิรเราะห์มาน  (172/180)  และอัลฮะกัม  อิบนุ  ฮิชาม  (180/206)  ในสเปน  (เอ็นดาลูเซีย)  และร่วมสมัยเดียวกับอิหม่ามอิดรีส  อิบนุ  อับดิลลาฮฺ  อิบนิ  อัลฮะซัน  อิบนิ  อะลี  อิบนิ  อบีตอเล็บ  (172/177)  และอิดรีสที่  2  (177/213)  ในมอรอคโค 

                และรัชสมัยของพระองค์ตรงกับรัชสมัยของกษัตริย์ชาร์ลมาน  (767/814)  แห่งฝรั่งเศส  และตรงกับรัชสมัยของคอนสแตนตินที่  6  แห่งจักรวรรดิโรมันไบแซนไทน์  ในรัชสมัยของค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดนั้นจักรวรรดิอิสลามมีความรุ่งโรจน์ถึงขีดสุดทั้งทางด้านวิชาการและศิลปวิทยาการแขนงต่าง  ๆ  กรุงแบกแดดกลายเป็นราชธานีที่มีความเจริญของโลกในยุคนั้น  ในปีที่  192  ค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดได้ทรงนำทัพออกจากกรุงแบกแดดสู่แคว้นคุรอซานแต่พระองค์ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในระหว่างการเดินทัพ  ณ  เมืองตูซ  ศพของพระองค์ถูกฝังอยู่  ณ  ที่นั่น  ค่อลีฟะห์ฮารูนทรงมีพระโอรส  12  ท่านและธิดา  4  พระองค์และทรงอภิเษกกับพระมเหสี  6  พระองค์  (โดยต่างวาระกัน)

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  194
                อบู  อับดิลลาฮฺ  มุฮัมมัด  อัลอะมีน  อิบนุ  ฮารูน  อัรร่อชีดได้ขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์หลังการสิ้นพระชนม์ของค่อลีฟะห์ฮารูน  พระราชบิดา  พระมารดาของค่อลีฟะห์อัลอะมีนคือพระนางซุไบดะห์  บินตุ  ญะอฺฟัร  อัลมันซูร  ดังนั้นค่อลีฟะห์อัลอะมีนจึงมีทั้งพระราชบิดาและพระมารดาจากตระกูลอัลฮาชิมีย์ซึ่งในบรรดาค่อลีฟะห์นั้นนอกจากพระองค์แล้วก็เห็นจะมีแต่ท่านค่อลีฟะห์อะลี  อิบนุ  อบีตอเล็บและท่านอัลฮะซัน  อิบนุ  อะลี  (รฎ.)  เท่านั้นที่สืบเชื้อสายจากวงศ์ตระกูลของท่านศาสดาทั้งฝ่ายบิดาและมารดา 

                ค่อลีฟะห์อัลอะมีนประสูติเมื่อปีฮ.ศ.170  และได้รับการแต่งตั้งจากพระราชบิดาให้ดำรงตำแหน่งพระอุปราชเมื่อปี  175  และได้เป็นผู้สำเร็จราชการแห่งราชธานีแบกแดดขณะที่ท่านค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดทรงนำทัพสู่แคว้นคุรอซานและเมื่อค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดได้สิ้นพระชนม์  ณ  เมืองอัตตูซ  ท่านก็ได้รับการให้สัตยาบันในกองทัพหลวงให้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์และเมื่อข่าวการให้สัตยาบันต่อท่านรู้ถึงราชธานีแบกแดดเหล่าพระราชวงศ์และพสกนิกรก็ได้แสดงสัตยาบันแก่ท่านในการเป็นค่อลีฟะห์  พระองค์ทรงอยู่ในพระราชอำนาจเป็นระยะเวลา  4  ปี  8  เดือน  5  วัน  (บ้างก็ว่าเกือบ  ๆ  4  ปี)  จวบจนกระทั่งได้ถูกลอบปลงพระชนม์ในเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีฮิจเราะห์ศักราช  198  (บ้างก็ว่าในเดือนมุฮัรรอม  ปีที่  198  ตรงกับ  5  กันยายน  คศ.813)

                ในเดือนญุมาดิ้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  196
                หัวเมืองอียิปต์ได้กบฎแข็งเมืองและละเมิดสัตยาบันต่อค่อลีฟะห์อัลอะมีนและหันไปสวามิภักดิ์และให้สัตยาบันแก่อัลมะมูน  ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมพระบิดาของอัลอะมีน  (อัลมะมูนเกิดแต่พระสนมชาวเปอร์เซียนามว่า  ม่ารอญิล  ส่วนอัลอะมีนเกิดแต่พระมเหสีซุไบดะห์)  ให้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์  การแข็งเมืองของอียิปต์เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการพิพาทและสงครามกลางเมืองระหว่างอัลอะมีนและอัลมะมูนในภายหลัง

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  213
                อิหม่ามอิดรีสที่  2  กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลอิดรีซียะห์ในมอรอคโคได้สิ้นพระชนม์และเจ้าชายมุฮัมมัด  อิบนุ  อิดรีสได้ครองราชย์สืบต่อมา อิหม่ามอิดรีสที่  2  (เสียชีวิต ฮ.ศ.213/คศ.828)  เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรอัลอิดรีซียะห์ในมอรอคโคองค์ที่  2  ทรงเป็นพระโอรสของอิหม่ามอิดรีส  อิบนุ  อับดิลลาฮฺ  (เสียชีวิตฮ.ศ.177/คศ.793)  ซึ่งสิ้นพระชนม์ขณะที่อิดรีสที่  2  ยังไม่ได้ประสูติ  ต่อมาในภายหลังพวกเบอร์เบอร์ก็ได้ให้สัตยาบันแก่อิดรีสที่  2  เมื่อมีพระชนมายุได้  11  พรรษา  กษัตริย์อิดรีสที่  2  ได้ทรงสร้าง  “นครฟาส”  ขึ้นเป็นราชธานี อิหม่ามอิดรีส  อิบนุ  อับดิล   ลาฮฺ  (อิดรีสที่  1)  ได้ทรงสิ้นพระชนม์โดยไม่มีรัชทายาท  จะมีก็แต่พระสนมซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้  7  เดือนนามว่า  “กันซะฮฺ”  (บ้างก็เรียกกันว่า  “กุนัยซะห์”) 

                เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้นำเผ่าต่าง  ๆ  ของเบอร์เบอร์จึงได้เรียกชุมนุมเผ่าเบอร์เบอร์และหารือถึงเรื่องนี้  พวกเบอร์เบอร์จึงเสนอว่า  “โอ้ท่านผู้อาวุโส  พวกเราจะจัดการเรื่องราวของพวกเราเฉกเช่นที่อิดรีสได้ปฏิบัติกับพวกเราจนกว่าสนมผู้นี้จะคลอดทารกในครรภ์ของนาง  ดังนั้นถ้าหากว่านางได้คลอดทารกเพศชาย  พวกเราก็จะอุ้มชูและให้สัตยาบันแก่เขาเพื่อเป็นการเอาสิริมงคลต่อวงศ์วานของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  และถ้าหากนางได้คลอดทารกเพศหญิง  พวกเราก็จะจัดการเรื่องราวของพวกเรา 

                ผู้นำเผ่าเบอร์เบอร์จึงได้ปฏิบัติตามข้อเสนอนั้นจนกระทั่งพระสนมกันซะฮฺได้ให้กำเนิดทารกในเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  175  เป็นเด็กชายที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับอิดรีสเป็นอย่างมาก  ดังนั้นผู้นำเผ่าเบอร์เบอร์จึงได้นำเด็กน้อยผู้นั้นออกมายังเหล่าหัวหน้าเผ่าทั้งหลายให้ได้ชม  หัวหน้าเผ่าเหล่านั้นมีความแปลกประหลาดใจเป็นอย่างมากเมื่อได้เห็นหน้าตาของเด็กน้อยคนนี้จึงพากันกล่าวว่า  “นี่คืออิดรีสนี่นาประหนึ่งว่าเขายังไม่ตาย”  เด็กน้อยผู้นี้จึงได้รับการขนานนามตามผู้เป็นบิดาว่า  “อิดรีส”  ด้วยเหตุดังกล่าว

                ท่านผูอาวุโสรอชิดได้เป็นผู้อภิบาลอิดรีสเป็นอย่างดีจนกระทั่งอิดรีสเจริญวัยขึ้น  รอชิดได้ฝึกฝนและสั่งสอนมารยาทแก่อิดรีส  สอนอัลกรุอ่านและท่องจำขณะที่อิดรีสมีอายุยังไม่ถึง  8  ปี  ต่อมาก็ได้สอนซุนนะฮฺและนิติศาสตร์ตลอดจนวรรณคดีของอาหรับและประวัติศาสตร์และได้สอนให้ขี่ม้า  ยิงธนู  ครั้นเมื่ออายุของอิดรีสได้  10  ปี  ท่านรอชิดก็ได้รื้อฟื้นการให้สัตยาบันใหม่อีกครั้งหนึ่ง  ณ  มัสยิดหลวงว่าลัยลา  ต้นเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ในปีฮ.ศ.186  ต่อมารอชิดได้ถูกลอบสังหารด้วยการวางแผนของอิบรอฮีม  อิบนุ  อัลอัฆลับ  ดังนั้นท่านอัลอบูคอลิด  อิบนุ  ยะซีด  อิบนิ  อิลยาส  อัลอับดีย์ก็ได้เป็นผู้อภิบาลอิดรีสสืบต่อมาและได้ทำการสัตยาบันอีกครั้งหนึ่งแก่อิดรีสในเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีฮ.ศ.187  เมื่ออิดรีสมีพระชนมายุได้  11  พรรษา  และเผ่าเบอร์เบอร์ทั้งซาน่าตะฮฺ,  อุรบะฮฺ,  ซอนฮาญะฮฺ,  ฆุมาเราะฮฺและเผ่าต่าง  ๆ  ก็ได้ให้สัตยาบันแก่อิดรีส

 

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  215
                กองทหารมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของซิยาดะตุ้ลลอฮฺ  อิบนุ  อัลอัฆลับได้เริ่มทำการปิดล้อมเมืองบาเลอร์โม  (Palermo)  ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญของเกาะซิซิลี ทางตอนใต้ของอิตาลีในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและสามารถพิชิตเมืองบาเลอร์โม ได้ในปี ฮ.ศ.216 เมืองบาเลอร์โม  เป็นเมืองเอกของเกาะซิซิลี  (Sicilia)  และเป็นราชานีสำคัญตลอดช่วงศตวรรษที่  9/11  ชาวอาหรับได้มีอำนาจอยู่ในเกาะแห่งนี้เป็นเวลาถึง  263  ปีนับตั้งแต่ศตวรรษที่  9  จวบจนกระทั่งถูกพวกนอร์แมนเข้าพิชิตในปีคศ.1091  

                อนึ่งช่องแคบระหว่างตูนิเซียทางฝั่งแอฟริกาเหนือกับเกาะซิซิลีมีความกว้าง  140  ก.ม.และยาว  125  ก.ม.มีความลึกอยู่ระหว่าง  88-510  เมตรซิยาดะตุ้ลลอฮฺ  อิบนุ  อิบรอฮีม  อัลอัฆลับ  (ฮ.ศ.201/223)  หรือซิยาดะตุ้ลลอฮฺที่  1  เป็นเจ้าครองรัฐอิสระที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์อัลอัฆลับ  หรืออะฆอลิบะฮฺทางแอฟริการเหนือ  (ตูนิเซียในปัจจุบัน)

                อัลอัฆลับ  หรือ  พวกอะฆอลิบะฮฺมีอำนาจปกครองแอฟริกาเหนือ  ส่วนใหญ่มีอาณาเขตอยู่ในประเทศตูนิเซียระหว่างปี  ฮ.ศ.184/ฮ.ศ.296,  คศ.800/คศ.909  มีนครกอยร่อวานเป็นราชธานี  รัฐของพวกอะฆอลิบะฮฺเป็นรัฐอิสระที่แยกตัวออกจากจักรวรรดิอับบาซียะห์โดยมีอิบรอฮีม  อัลอัฆลับที่  1  ผู้เป็นข้าหลวงของค่อลีฟะห์ฮารูน  อัรร่อชีดแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์เป็นเจ้าครองรัฐอิสระแห่งนี้คนแรก ซิยาดุ้ลลอฮฺ  อิบนุ  อิบรอฮีมได้ให้ความสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกองทัพเรือและได้ส่งกองทัพเรือเข้าตีเกาะต่าง ๆ  ที่อยู่ใกล้กับตูนิเซีย  ดังเช่นในปี  206  แห่งฮิจเราะห์ศักราชได้ให้มุฮัมมัด  อิบนุ  อับดิลลาฮฺ  อัตตะมีมีย์เป็นแม่ทัพเรือเข้าตีเกาะ  “ซาร์ติเนีย” ส่วนการเข้าพิชิตเกาะซิซิลีนั้นมีสาเหตุคร่าว ๆ ดังนี้ 

                1. การทำสงครามกับเกาะซิซิลีในปี  212  แห่งฮิจเราะห์ศักราชเป็นการตอบโต้ต่อการรุกรานของฝ่ายโรมันและเป็นการนำเอานโยบายเก่าของสมัยอุมาวียะห์ในการทำศึกกับโรมันมาใช้อีกครั้งหนึ่ง


                2. สำหรับมุสลิมแล้วเกาะซิซิลีมีความอุดมสมบูรณ์และมั่งคั่งในขณะที่หัวเมืองทางฝั่งแอฟริกานั้นขาดความมั่งคั่ง  ทางด้านนี้นอกเหนือจากกรณีที่เกาะแห่งนี้เป็นดินแดนใหม่ที่มุสลิมสามารถทำการพิชิตได้


                3. นอกจากนี้ยังมีตัวแปรทางด้านศาสนาอีกประการหนึ่งนั่นคือการญิฮาดต่อสู้ในวิถีทางของพระเจ้า  ทั้งนี้เพราะชาวแอฟริกาใต้ได้เรียนรู้และศึกษาวิชาการทางศาสนาจนมีนักปราชญ์ที่มีความรู้ความเข้าใจในวิชาการทางศาสนาและการออกไปทำศึกเพื่อตอบโต้การรุกรานของโรมันนั้นคือสิ่งที่เหล่านักวิชาการปรารถนา


                ฉนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยถึงการที่ซิยาดะตุ้ลลอฮฺได้เห็นชอบต่อการคัดเลือกท่านกอฎีอะสัด  อิบนุ  อัลฟุรอตซึ่งเป็นผู้ประพันธ์หนังสืออัลอะสะดี้ยะฮฺในวิชานิติศาสตร์อิสลามตามมัซฮับมาลิกีย์ให้เป็นแม่ทัพใหญ่ซึ่งนั่นย่อมบ่งถึงจิตวิญญาณในการต่อสู้ในวิถีทางของพระเจ้า  ดังนั้นซิยาดะตุ้ลลอฮฺจึงได้แต่งตั้งท่านอะสัดให้เป็นแม่ทัพและเป็นกอฎีตัดสินปัญหาในกองทัพอีกด้วยและในการศึกครั้งนี้มีบรรดาบุคคลที่สำคัญจากชาวอาหรับในแอฟริกา  เหล่าทหารหาญ  ชาวเผ่าเบอร์เบอร์  ชาวเอ็นดาลูเซียและบรรดานักวิชาการได้เข้าร่วมในกองทัพเป็นอันมาก


                4. ท่านซิยาดะตุ้ลลอฮฺมีความประสงค์ที่จะแสดงออกให้บรรดาประชาชนรับรู้ถึงการเป็นนักรบที่มุ่งรักษาอธิปไตยของเขตชายแดนของอาณาจักรอิสลาม  การแสดงออกเช่นนี้ก็เพื่อแสวงหาแนวร่วมจากประชาชนและสร้างฐานอำนาจของตนให้มั่นคงในหมู่ประชาชน


                5. ซิยาดะตุ้ลลอฮฺต้องพบกับความลำบากใจในการก่อการลุกฮือของเหล่าทหารอยู่เนือง ๆ  เขาจึงต้องการตัดเสี้ยนหนามและลดทอนความรุนแรงของปัญหาความยุ่งยากดังกล่าว  ดังนั้นทางออกที่ดีประการหนึ่งก็คือการให้เหล่าทหารพวกนี้เข้าร่วมในการทำสงคราม


                6. อิบนุ  อัลอะซีรได้กล่าวว่า  แม่ทัพเรือของโรมันนามว่า  ฟีมีย์  (อิยูฟีมิอูส)  ได้ก่อการกบฎต่อจักรพรรดิมีคาเอลที่  2  และเข้ายึดครองหัวเมืองซาราโกซ่า  (ซิราคัส)  และประกาศตัวเองเป็นกษัตริย์แห่งเกาะซิซิลี  แต่ทว่าบรรดาผู้ให้การสนับสนุนต่อฟีมีย์ได้ตีตนออกห่างและลุกฮือคัดค้านต่อการกระทำของฟีมีย์  ดังนั้นเจ้าเมืองบาร์โลโมจึงสามารถสร้างความปราชัยแก่ฟีมีย์ได้และเข้ายึดครองเมืองซาราโกซ่าคืนมา 


                ฟีมีย์และกองทหารที่สวามิภักดิ์จึงได้ออกเรือมุ่งสู่แอฟริกาเหนือและส่งคนไปติดต่อกับซิยาดะตุ้ลลอฮฺเพื่อขอความช่วยเหลือโดยมีสัญญาที่จะให้ซิยาดะตุ้ลลอฮฺเป็นกษัตริย์แห่งซิซิลี  ฉนั้นการขอความช่วยเหลือทางการทหารของฟีมีย์ต่อซิยาดะตุ้ลลอฮฺจึงเป็นสาเหตุจูงใจให้ซิยาดะตุ้ลลอฮฺเข้าพิชิตเกาะนี้  การเข้าพิชิตเกาะซิซิลีตามกรณีนี้จึงคล้ายคลึงกับการพิชิตสเปน  (เอ็นดาลูเซีย)  เพราะฟีมีย์ในกรณีนี้ก็เหมือนกับจูลิอัน  (จูเลี่ยน)  ที่มีส่วนช่วยให้มุสลิมเข้าพิชิตเอ็นดาลูเซีย 


                นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่า  ซิยาดะตุ้ลลอฮฺได้จัดงานเฉลิมฉลองในการทำศึกของมุสลิมกับเกาะซิซิลีอย่างเอิกเกริกในเดือนร่อบีอุ้ลเอาวั้ล  ปีฮ.ศ.ที่  212  กองทัพเรือของพวกอะฆอลี่บะฮฺประกอบด้วยกองเรือรบจำนวน  100  ลำนอกเหนือจากกองเรือของฟีมีย์  กองทัพเรือของอาหรับได้ยกพลขึ้นบกที่เมือง  “มาซิร”  (มาซ่าร่า)  และเคลื่อนทัพเข้าสู้รบกับโรมันและสามารถสร้างความปราชัยอย่างย่อยยับแก่โรมัน 

                พลาโต้ซึ่งเป็นคู่แข่งของฟีมีย์ในซิซิลีได้หลบหนีไปยังเมืองกลอเรียและถูกสังหารที่นั่น  กองทัพของมุสลิมได้ตีป้อมปราการหลายแห่งของซิซิลีแตก  ต่อมาท่านอะสัด  อิบนุ  อัลฟุรอตก็ได้เข้าปิดล้อมเมืองซาราโกซ่าทั้งทัพเรือและทัพบกโดยได้กำลังสนับสนุนมาจากชาวมุสลิมในแอฟริกาเหนือแต่ทว่าเจ้าเมืองบาร์เลอร์โมได้เคลื่อนทัพเข้าตีกองทัพมุสลิมที่เมืองซาราโกซ่า 

                มุสลิมจึงได้ขุดคูสนามเพลาะรอบเมือง  ครั้นเมื่อพวกโรมันได้เคลื่อนทัพเข้าตีก็ต้องตกลงไปในสนามเพลาะเป็นจำนวนมากและยังถูกฝ่ายมุสลิมสังหารเป็นอีกจำนวนมาก  ฝ่ายมุสลิมได้ทำการปิดล้อมเมืองซาราโกซ่าอย่างหนักแต่ทว่าได้เกิดโรคระบาดในกองทัพของมุสลิมท่านอะสัดและทหารเป็นจำนวนมากได้เสียชีวิตในเดือนร่อญับปีฮ.ศ.ที่  213  ทหารมุสลิมได้ฝังศพของท่านอะสัดไว้ในเมือง  “กอซรียานะห์”  (คาสโตรจิโอวานนีย์) 

                ครั้นต่อมาท่านมุฮัมมัด  อิบนุ  อบีอัลญุรอวีย์ก็ได้เสียชีวิตในปีฮ.ศ.ที่  213  ท่านฮุซัยน์  อิบนุ  เฆาซ์จึงได้เป็นแม่ทัพบัญชาการรบ  ในช่วงนี้เองกองลาดตระเวนของฝ่ายมุสลิมได้ประจันบาญกับทหารโรมันขณะออกหาเสบียงศึกแต่มุสลิมสามารถสร้างความปราชัยแก่พวกโรมันได้  แต่เมื่อเกิดการปะทะกันในครั้งที่สองฝ่ายมุสลิมเสียทีและถูกสังหารไปหลายพันนาย  กำลังพลที่เหลือของฝ่ายมุสลิมจึงได้เดินทัพกลับสู่ค่ายที่เมืองกอซรียานะฮฺและได้ขุดคูสนามเพลาะรอบเมือง 

                ฝ่ายทหารโรมันก็ได้เคลื่อนทัพเข้าปิดล้อมซึ่งกินเวลานาน  เสบียงอาหารของมุสลิมก็ร่อยหรอดังนั้นทหารมุสลิมจึงทิ้งเมืองหลบหนีเอาตัวรอดแต่ทว่าพวกโรมันล่วงรู้จึงดักโจมตีมุสลิมจากทุกด้านฝ่ายมุสลิมจึงล้มตายเป็นอันมากพวกที่รอดมาได้ก็ได้หนีไปสมทบกันที่เมือง  “มินิโอ”  ในขณะที่พวกโรมันสามารถตีหักเอาเมืองกอซรียานะฮฺได้และส่งกำลังพลมาปิดล้อมมุสลิมเสบียงอาหารฝ่ายมุสลิมในเมืองมินิโอก็หมดลงจนถึงขั้นต้องกินสัตว์เลื้อยคลานและสุนัขประทังชีวิต

 

                ครั้นเมื่อมุสลิมที่อยู่ในเมืองเจอร์จิ้นทราบข่าวชะตากรรมพี่น้องมุสลิมในเมืองมินิโอพวกเขาจึงได้ทำลายเมืองเจอร์จิ้นและพากันเคลื่อนทัพสู่เมืองมาซาโร่และได้พยายามติดต่อกับพี่น้องมุสลิมที่ถูกปิดล้อมอย่างหนักเพื่อให้การช่วยเหลือแต่ก็มิสามารถกระทำการอันใดได้มุสลิมในเมืองมินิโอก็เกือบต้องถึงกาลวิบัติ  ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี่เองก็เกิดเรื่องมิคาดฝันขึ้น 

                นั่นก็คือกองทัพเรือจากเอ็นดาลูเซียที่มีกำลังพลของเหล่าทหารหาญที่ออกเดินเรือเพื่อต่อสู้ในวิถีทางของพระเจ้าภายใต้การนำของแม่ทัพเรือ  อิสบัฆ  อิบนุ  ว่ากิ้ลหรือที่รู้จักกันในนามว่าฟัรฆ่อลูซได้นำทัพเรือมุ่งหน้ามายังเกาะซิซิลีในปี  ฮ.ศ.ที่  214  ประจวบกับในเวลาเดียวกันกองทัพเรือซึ่งเป็นทัพหนุนจากแอฟริกาได้เดินทางมาถึงจำนวน  300  ลำกองทหารมุสลิมก็ได้ยกพลขึ้นบกและตีการปิดล้อมเมืองมินิโอของโรมันแตกไป  ต่อมากองทหารมุสลิมก็ได้เดินทัพสู่เมืองบาร์เลอร์โมและได้ทำการปิดล้อมอย่างแข็งขันและสามารถพิชิตเมืองนี้ได้โดยละม่อมในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์หรือต้นเดือนร่อญับ  ปีฮ.ศ.ที่  216

                วันที่  16  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  339
                เกิดการจลาจลวุ่นวายครั้งใหญ่ในนคร  “กุรตุบะห์”  (โคโดบาฮ์)  ราชธานีแห่งราชวงศ์อุมาวียะห์ในเอ็นดาลูเซียโดยมุฮัมมัด  อิบนุ  ฮิชาม  อิบนิ  อับดิ้ลญับบาร  อัลมะฮฺดีย์ได้กบฎแย่งชิงอำนาจจากค่อลีฟะห์ฮิชามที่  2  อัลมุอัยยิด  บิลลาฮฺ  การกบฎของมุฮัมมัดได้รับการสนับสนุนจากบรรดาวงศ์ญาติและบรรดาสมุนไพร่พลที่มีทั้งชนสามัญและพวกป่าเถื่อน  ค่อลีฟะห์ฮิชามจึงจำต้องยอมสละราชสมบัติให้แก่มุฮัมมัด  อัลมะฮฺดีย์  ความวุ่นวายทางการเมืองในเอ็นดาลูเซียครั้งนี้เป็นชนวนนำไปสู่การล่มสลายของการปกครองโดยมีค่อลีฟะห์เป็นประมุขในราชวงศ์อุมาวียะห์ซึ่งได้สิ้นสุดลงในวันที่  12  เดือนซุ้ลฮิจยะห์  ฮ.ศ.ที่  422 

                อนึ่งค่อลีฟะห์ฮิชามได้ถูกจับกุมตัวและสำเร็จโทษโดยอัลมะฮฺดีย์  และเอ็นดาลูเซียในยุคต่อมาก็มีแต่ความวุ่นวายระหว่างปี   ฮ.ศ.399  ถึงปี  422  มีบรรดาค่อลีฟะห์ในราชวงศ์อุมาวียะห์ที่ล้วนแต่อ่อนแอผลัดเปลี่ยนกันขึ้นครองราชย์หลายองค์  อาณาจักรอิสลามในเอ็นดาลูเซียก็เริ่มแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า  การพิพาทระหว่างพวกเบอร์เบอร์  พวกซ่อกอลิบะห์และพวกอาหรับก็ถึงขั้นแตกหักแต่ละฝ่ายก็ขอความช่วยเหลือทางการทหารจากพวกคริสเตียนทางตอนเหนือ  เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งค่อลีฟะห์อัลมุอฺตะมิด  บิลลาฮฺได้สิ้นพระชนม์  มหาเสนาบดี  อบุลฮัซฺมิ  อิบนุ  ญะฮฺวัรก็ได้ประกาศยกเลิกระบบการปกครองค่อลีฟะห์แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์ในเอ็นดาลูเซีย

                วันที่  21  เดือนญุมาดิ้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  414
                ชาวเมืองกุรตุบะฮฺ  (คอร์โดบาฮฺ)  ได้ลุกฮือก่อการกบฎต่อค่อลีฟะห์อัลกอซิม  อิบนุ  ฮัมมูด  (เสียชีวิตคศ.1036)  ซึ่งเป็นค่อลีฟะห์องค์ที่  2  แห่งราชวงศ์ฮัมมูดในเอ็นดาลูเซีย  พวกกบฎได้ร่วมกันถอดอัลกอ    เซ็มออกจากพระราชอำนาจและขับพระองค์ออกจากพระราชวัง  เหตุการณ์กบฎดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังจากการมีกรณีพิพาทอย่างรุนแรงระหว่างอัลกอซิมกับผู้สวามิภักดิ์ชาวผิวดำจากซูดานฝ่ายหนึ่งกับยะฮฺยา  อิบนุ  ฮัมมูดผู้เป็นหลานชายกับพรรคพวกจากเผ่าเบอร์เบอร์อีกฝ่ายหนึ่งและยังมีชาวเมืองกุรตุบะฮฺอีกจำนวนหลายพันคนที่ต่างก็เรียกร้องให้นำเอาการปกครองในราชวงศ์อุมาวียะห์กับมาอีกครั้งหนึ่ง

                ราชวงศ์ฮัมมูด  เป็นสายตระกูลที่เกี่ยวพันกับราชวงศ์อัลอิดรีซียะห์ในมอรอคโคและแอฟริกาเหนือ  ราชวงศ์ฮัมมูดได้สถาปนารัฐอิสระขึ้นหลังการล่มสลายของการปกครองด้วยระบอบค่อลีฟะห์ในราชวงศ์อุม่าวียะห์แห่งเอ็นดาลูเซีย  พวกราชวงศ์ฮัมมูดได้สถาปนารัฐที่นิยมในลัทธิชีอะห์เช่นเดียวกับพวกอิดรีซียะห์ในระหว่างปี ฮ.ศ.407  จนถึง  ฮ.ศ.449/คศ.1016  ถึง  คศ.1057  มีอิทธิพลครอบคลุมหัวเมืองกุรตุบะฮฺ  มาลิเกาะฮฺและอัลญะซีเราะห์  อัลคุฏรออฺ  (อัลคอซีรัส)  โดยมีอะลี  อิบนุ  ฮัมมูด  (คศ.1018)  เป็นต้นราชวงศ์และได้ล่มสลายด้วยการสิ้นพระชนม์ของอัลกอซิมโดยถูกพวกตระกูลอับบ๊าดที่ครองรัฐอิซบิเลีย  (ซิวิเลีย)  เข้ายึดอำนาจ

                วันที่  25  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  467
                อัลมะอฺมูน  ยะฮฺยา  อิบนุ  ซินนูนเจ้าครองรัฐ  “ตุลัยตุละฮฺ”  (โทเลโด)  ได้ยาตราทัพเข้าสู่นครกุรตุบะฮฺ  (โคโดบาฮฺ)  หลังจากที่ได้แย่งชิงนครแห่งนี้ได้จากอัลมุอฺตะมิด  อิบนุ  อับบ๊าดเจ้าครองรัฐอิซบีลียะห์และได้รับการให้สัตยาบันจากชาวเมืองโคโดบาฮฺให้กับตัวเองอัลมะอฺมูน  อิบนุ  ซินนูน  (เสียชีวิต  ฮ.ศ.467/คศ.1075)  เป็นหนึ่งจากบรรดาเจ้าครองรัฐอิสระหลังการล่มสลายของราชวงศ์อุมาวียะห์ในเอ็นดาลูเซีย  มีศูนย์กลางของรัฐอยู่ที่นครโทเลโดและอิบนุ  ซินนูนได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้ายึดครองนคร “บาลันซียะห์”  (วาเลนเซีย) 

                และตีได้นครโคโดบาฮฺจากตระกูลอับบ๊าดตระกูลซุนนูนมีเชื้อสายเบอร์เบอร์จากตระกูลฮ่าวาเราะห์  โดยได้สถาปนารัฐอิสระขึ้นในเอ็นดาลูเซียมีศูนย์กลางที่นครโทเลโดระหว่างปี  ฮ.ศ.423  ถึงปี  ฮ.ศ.485/คศ.1032,1092  มีอาณาเขตปกครองตั้งแต่วาดีย์อัลฮิญาเราะห์  (กัวร์ดา  ลาร์จาร่า)  จรดเมือง  “มุรซียะห์”  (เมอร์เซีย)  พวกซุนนูนได้รบกวนและรุกรานต่อเจ้าครองรัฐโคโดบาฮฺอยู่เนือง  ๆ  มีเจ้าครองรัฐที่เลืองนามอยู่หลายคน  เช่น  ยะฮฺยา  อัลกอดิร  (เสียชีวิตฮ.ศ.485/คศ.1092)  ซึ่งถูกลอบสังหาร  รัฐของพวกซุนนูนได้หมดอำนาจด้วยการเสียชีวิตของยะฮฺยาผู้นี้

                วันที่  11  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  540
                ซัยฟุดเดาละห์  อะฮฺหมัด  อิบนุ  อับดิลมาลิก  อิบนิ  ฮูดซึ่งมีความสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์คริสเตียนแห่งคัสติลล่า  (กิซตาละห์)  ได้เข้าตีเมืองมุรซียะห์  (เมอร์เซีย)  ต่อมาซัยฟุดเดาละห์ผู้นี้ก็ถูกสังหารในสมรภูมิหนึ่งระหว่างฝ่ายมุสลิมและพวกคริสเตียนจากทางเหนือในวันที่  20  เดือนชะอฺบาน  ฮ.ศ.540

                ในเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ฮิจเราะห์ศักราชที่  632
                กองทัพของกษัตริย์เฟอร์ดินานที่  3  (ฮิรอนเด้)  ผู้มีราชสมัญญานามว่า  เซนต์เฟอร์ดินาน  (คศ.1199,  1252)  กษัตริย์แห่งอาณาจักรคัสติลล่าและลิอองอันเป็นอาณาจักรคริสเตียนทางตอนเหนือของสเปนได้เคลื่อนทัพประชิดแนวคูเมืองหน้าด่านของนครโคโดบาฮฺที่มีชื่อเรียกว่า  อัชชัรกียะห์และทำการปิดล้อมเมืองไว้ทุกด้านเป็นเวลา  4  เดือนและในวันที่  23  เดือนเชาว๊าลปี  ฮ.ศ.ที่  633  นครโคโดบาฮฺก็แตก

                นครกุรตุบะห์หรือโคโดบาฮฺเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ตีนเขา ณ โคโดบาฮฺซึ่งเป็นแนวเขาที่แยกมาจากเทือกเขาซิร่ามูรีน่าทางตอนเหนือของเมือง  อาณาเขตของนครโคโดบาฮฺมีพื้นที่ครอบคลุมฝั่งขวาของวาดีอัลกะบีร (Guadelquivir) การพิชิตนครแห่งนี้ของมุสลิมในยุคต้นเป็นไปด้วยความง่ายดาย  นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า  ตอริก  อิบนุ  ซิยาดได้ส่งมุฆีซ  อัรรูมีย์แม่ทัพของตนให้นำทัพสู่นครโคโดบาฮฺด้วยกำลังพล  700  นาย  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นทหารม้าทั้งสิ้น  กองทหารของมุฆีซได้เข้าตีนครแห่งนี้ในเวลากลางคืนขณะที่ทหารรักษาประตูเมืองละเลยหน้าที่ในการรักษาการณ์  ทหารของมุฆีซบางนายสามารถปีนขึ้นกำแพงเมืองและเกิดการสู้รบพันตูในกำแพงเมืองชั้นใน  ในที่สุดทหารของมุฆีซก็สามารถเปิดประตูเมืองทางทิศใต้ได้กองทัพของมุสลิมก็พากันกรูเข้าตีเมืองและสู้รบอย่างดุเดือดและตีเมืองโคโดบาฮฺแตกในเวลาต่อมา  ภายหลังนครแห่งนี้ก็ได้ถูกสถาปนาเป็นราชธานีของราชวงศ์อุมาวียะห์ (แห่งเอ็นดาลูเซีย)

                วันที่  22  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1106
                ซุลตอนอะฮฺหมัด  ข่านที่  2  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์  (ออตโตมาน)  ได้ทรงสิ้นพระชนม์และซุลตอนมุสตอฟา  ข่านที่  2  ก็เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อมา  อนึ่งในช่วงรัชกาลแห่งซุลตอนอะห์หมัด  ข่านที่  2  (คศ.1691/คศ.1695)  “โกบุรีลี่” มหาเสนาบดีของพระองค์ได้พ่ายแพ้ในการนำทัพอุษมานียะห์ทำศึกกับกองทัพจักรวรรดิออสเตรียในสมรภูมิซาลังกามั่น และมหาเสนาบดีผู้นี้ได้ถูกสังหารในปี คศ.ที่ 1691ซุลตอนอะฮฺหมัด  ข่านที่  2  ทรงประสูติในวันที่  6  ซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1052  (25  กุมภาพันธ์  1642)  พระองค์ได้ทรงให้โกบุรีลี่  มุสตอฟา  ปาชา  อิบนุ  โกบุรีลี่  มุฮัมมัด  ปาชา  อัลกะบีร  เป็นมหาเสนาบดีในรัชกาลของพระองค์เป็นเสนาบดีกลาโหมในกิจการสงคราม 

                แต่ทว่าท่านมหาเสนาบดีผู้นี้ก็ด่วนสิ้นชีวิตขณะยังมีความหนุ่มแน่นในการศึกกับออสเตรียที่มีหลุยส์  ดี บาดเป็นแม่ทัพ  การเสียชีวิตของโกบุรีลี่  ปาชาได้ก่อให้เกิดความระส่ำระส่ายเป็นอันมากต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์อันเนื่องมาจากการขาดความสามารถของอุรบะฮฺญี่  อะลี  ปาชาที่กินตำแหน่งมหาเสนาบดีต่อมา  และในรัชสมัยของซุลตอนอะฮฺหมัด  ข่านที่ 2  พวกเวนิสได้เข้ายึดครองเกาะซากิซ  ในปี  1694  พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อมีพระชนมายุได้  54  พรรษา  ทรงอยู่ในพระราชอำนาจ  4  ปี  8  เดือน

                ตระกูลโกบรุลลู่  หรือ  โกบุรีลี่  (Koprullu)  เป็นสายสกุลตุรกีที่มีอำนาจทางการเมืองในจักรวรรดิอุษมานียะห์และมีบุคคลในสายตระกูลหลายคนด้วยกันที่ได้ดำรงตำแหน่งมหาเสนาบดี  อาทิเช่น  มุฮัมมัด  โกบรุลลู่  (1583/1661)  ซึ่งเป็นต้นสกุล  ท่านมุฮัมมัดแต่เดิมนั้นท่านเป็นต้นครัวประจำพระองค์ของซุลตอนต่อมาท่านก็ได้ไต่เต้าสูงขึ้นเรื่อย  ๆ  จนในที่สุดได้กินตำแหน่งมหาเสนาบดี  (หรืออัซซอดรุ้ลอะฮฺซฺอม)  หลังจากที่วงราชการของตุรกีอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างแพร่หลาย 

                ท่านมุฮัมมัดจึงเข้ามารับผิดชอบการบริหารราชการด้วยความสามารถและใจซื่อมือสะอาด  บุตรชายของท่านมุฮัมมัดที่ชื่อ  ฟาฎิ้ล  อะฮฺหมัด  (1635/1676)  ก็เป็นอีกท่านหนึ่งในสายสกุลนี้ที่กินตำแหน่งมหาเสนาบดีสืบจากบิดา  ท่านได้รวบรวมตำราทางวิชาการมากมายในนครอิสตันบูลและได้จัดตั้งหอสมุดโกบรุลลู่  ในปีคศ.1673  ท่านฟาฎิ้ลได้รื้อฟื้นสิทธิพิเศษทางการเมืองและการทูตกับฝรั่งเศส  และยังมีท่านฮุซัยน์  โกบรุลลู่  ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งมหาเสนาบดี  (1691/1702)  ท่านได้ลงนามในสนธิสัญญาประนีประนอมกับจักรวรรดิออสเตรียและสนธิสัญญา  คาร์โลฟิตซ์กับรุสเซียในปีคศ.1699

                วันที่  9  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1123
                ได้มีการลงนามในสนธิสัญญา  ฟิลิกชั่น  ระหว่างมหาเสนาบดีบัลตอญี่  มุฮัมมัด  ปาชาซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ฝ่ายจักรวรรดิอุษมานียะห์และพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซีย  การทำสนธิสัญญาในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการปิดล้อมอย่างหนักของตุรกีต่อรุสเซียซึ่งเกือบปราชัย  และจักรพรรดิปิเตอร์มหาราช  พระเจ้าซาร์ของรุสเซียเกือบตกเป็นเชลยศึกของฝ่ายตุรกี  พระนางแคธเธอรีนที่  1  พระมเหสีของจักรพรรดิปิเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการกู้วิกฤติความปราชัยของรุสเซียด้วยข้อเสนอที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีงาม  และชื่อของบัลตอญี่  ได้กลายเป็นที่กล่าวขานกันติดปากในนานาประเทศขณะนั้น

                เกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้น  ได้มีนักประวัติศาสตร์หลายท่านได้แสดงทัศนะเอาไว้ว่า  เรื่องการใช้อุบายหลอกล่อของพระนางแคธเธอรีนที่  1  ต่อมหาเสนาบดีบัลตอญี่  มุฮัมมัด  ปาชาด้วยข้อเสนอในการมอบกายของพระนางแก่บัลตอญี่ซึ่งเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีงามและการยอมมอบทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองเพื่อติดสินบนให้บัลตอญี่ยกเลิกการปิดล้อมกองทัพของพระเจ้าซาร์รุสเซียพระสวามีของพระนางและร้องขอให้มีการลงนามในสนธิสัญญาฟิลิกชั่น  นั้นเป็นเรื่องราวที่ขาดความสมเหตุสมผลและไม่น่าที่จะเป็นไปได้ว่ามหาเสนาบดีบัลตอญี่ไม่ทราบว่าถึงอย่างไรเสียพระนางก็ต้องตกเป็นเชลยศึกของท่านแม่ทัพบัลตอญี่อยู่ดีถ้าหากว่าตุรกีสามารถสร้างความปราชัยให้แก่รุสเซียในสมรภูมิครั้งนี้และทรัพย์สินทั้งหมดของพระนางก็ย่อมต้องตกเป็นกรรมสิทธิของอุษมานียะห์อยู่ดี  ถ้าสมมติว่าบัลตอญี่ต้องการได้ตัวพระนาง  พระนางก็ต้องตกเป็นของเขาอยู่ดีถ้าเขาทำศึกชนะซึ่งรวมถึงทรัพย์สินของพระนางด้วยเช่นกัน 

                ด้วยประการเช่นนี้  นักประวัติศาสตร์หลายท่านจึงมีทัศนะว่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตอนนี้ได้ถูกเพิ่มเติมและถูกบิดเบือนจากความเป็นจริงและยังมีทัศนะอีกว่า  การที่แม่ทัพบัลตอญี่ได้ยอมลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ย่อมต้องมีเหตุผลอื่นที่มีความสมเหตุสมผลเป็นต้นว่าถ้าหากเขายังคงยืดเวลาในการปิดล้อมออกไปกองทัพของอุษมานียะห์อาจจะต้องประสบกับความสูญเสียเป็นอันมากหรืออาจจะเป็นเพราะการคาดการผิดพลาดโดยการทำศึกในครั้งนี้มิได้เป็นไปตามที่กำหนดแผนการรบเอาไว้ก็อาจเป็นได้  บัลตอญี่จึงได้เลือกเอาทางออกที่สูญเสียน้อยที่สุดนั้นก็คือการยอมลงนามในสนธิสัญญาครั้งนี้ 

                นอกจากนี้จะเป็นไปได้หรือที่เหล่าทหารของอุษมานียะห์โดยเฉพาะกองทหารเจนนิสรีย์จะยินยอมให้เลิกทัพตามความละโมบของแม่ทัพซึ่งมีความผิดถึงขั้นคิดคดทรยศต่อชาติและจักรวรรดิโดยไม่มีการคัดค้านหรือทัดทานใด  ๆ  เฉพาะอย่างยิ่งกองทหารเจนนิสรีย์นั้นมีความแข็งข้ออยู่เนือง ๆ  ถึงขั้นถอดองค์ซุลตอนจากพระราชอำนาจและเหล่าเสนาบดีออกจากตำแหน่งมามากต่อมากจนบางคร้งถึงขั้นลงมือสังหารก็มีให้เห็นอยู่ในประวัติศาสตร์ของตุรกี

                อนึ่งถ้าหากการปิดล้อมในครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปอีกเพียงเล็กน้อยจักรพรรดิปิเตอร์และกองทัพรุสเซียย่อมต้องตกเป็นเชลยศึกของอุษมานียะห์เป็นแน่แท้และจักรวรรดิรุสเซียก็คงต้องล่มสลายและสูญหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของโลกหรืออย่างน้อยรุสเซียก็ยังคงตกอยู่ในความป่าเถื่อนและไร้อารยธรรมอยู่เช่นนั้นไปอีกหลายชั่วอายุคน  ในการทำสงครามระหว่างอุษมานียะห์กับรุสเซียในครั้งนี้นั้นเป็นไปตามความต้องการของมหาเสนาบดีบัลตอญี่  มุฮัมมัด  ปาชาซึ่งได้ประกาศสงครามกับรุสเซียและเป็นแม่ทัพนำศึกด้วยตัวเองโดยมีกำลังทหารจำนวนถึง  200,000  นาย 

                นโยบายในการทำศึกกับรุสเซียของบัลตอญี่นั้นมีความแตกต่างจากนโยบายของนัวะอฺมาน  ปาชา  โกบรุลลี่  เสนาบดีคนก่อนที่ถูกปลดเนื่องจากมีนโยบายคัดค้านการทำศึกกับรุสเซีย  พระนางแคธเธอรีนที่  1  มาจากครอบครัวสามัญชนที่ยากจนในเมืองหนึ่งของแคว้นลีโฟเนีย  พระนางได้เคยแต่งงานมาก่อนกับทหารชาวสวีเดน  ต่อมาพระนางได้ตกเป็นเชลยในปีคศ.ที่  1702  ขณะที่กองทัพรุสเซียได้เข้ายึดครองเมืองมิเรียมเบิร์ก 

                เนื่องจากความเลอโฉมของพระนาง  เจ้าชายแมนซีคอฟ  อเล็กซานเดอร์  (Menchikov)  ซึ่งเป็นเจ้าเมืองปิเตอร์สเบิร์ก  (1703)  และนายกองในการสร้างเมืองนี้ได้รับพระนางมาเป็นคู่รักของตน  ในปี  คศ.ที่  1711  พระเจ้าปิเตอร์มหาราชทรงต้องพระทัยในความงดงามของพระนาง  พระองค์จึงได้ทรงรับพระนางมาเป็นพระสนมและทรงโปรดนำพระนางออกร่วมในทัพหลวงอยู่บ่อยครั้ง  และหลังจากที่พระนางได้ให้กำเนิดรัชทายาทหลายพระองค์แก่พระเจ้าปิเตอร์  พระองค์ก็ได้ทรงประกาศการอภิเษกสมรสกับพระนางอย่างเป็นทางการและได้ทรงมอบมงกุฎพระจักรพรรดิแก่พระนางในปีคศ.ที่  1724 

                ครั้นต่อมาพระเจ้าปิเตอร์ได้สิ้นพระชนม์ในปีถัดมา  พระนางแคธเธอรีนจึงได้ทรงเสด็จขึ้นเป็นพระจักรพรรดินีปกครองจักรวรรดิรุสเซียสืบต่อมาและพระนางก็ได้สืบสานพระราโชบายของพระราชสวามีในการพัฒนาด้านต่าง  ๆ  พระนางแคธเธอรีนที่  1  ทรงสิ้นพระชนม์ในปีคศ.ที่  1727
พระเจ้าปิเตอร์  มหาราชที่  1  ทรงประสูติในปีคศ.ที่  1672  ขึ้นเสวยอำนาจในปีคศ.ที่  1682  โดยพระเชษฐาองค์โตของพระองค์คือเจ้าชายอีวาน  และพระพี่นางเธอพระนางโซเฟียได้แย่งชิงอำนาจจากพระองค์ในปีคศ.ที่  1689  พระองค์ก็ทรงมีพระราชอำนาจเต็มแต่เพียงผู้เดียวภายหลังการถอดพระเชษฐาออกจากอำนาจและกักขังพระนางโซเฟียไว้ในวัดแห่งหนึ่งอันเป็นวัดทางคริสตศาสนา 

                หลังจากที่พระองค์ทรงมีพระราชอำนาจอย่างสมบูรณ์  พระองค์ก็เริ่มทำการพัฒนาแก้ไขกิจการภายในจักรวรรดิรุสเซีย  และในปีคศ.1697  พระองค์ได้เสด็จประพาสทั่วราชอาณาจักรยุโรปเพื่อดูระบบการบริหารราชการแผ่นดินและจดจำลอกเลียนเอาอย่างสิ่งที่มีความเหมาะสมและมีประโยชน์ต่อรุสเซีย  และในปีถัดมาพระองค์ได้ทรงเสด็จนิวัตสู่กรุงมอสโคว์และทรงยกเลิกกองทหารแอสเตอร์ลิทซ์  ซึ่งคล้ายคลึงกับกองทหารเจนนิสรีย์และกองทหารของพวกม่ามาลีกในอียิปต์  และได้ทรงสร้างนครปิเตอร์สเบิร์ก  และย้ายราชธานีมายังนครแห่งนี้  และได้ทรงทำสงครามกับพระเจ้าชาร์ลที่  12  กษัตริย์แห่งสวีเดนและอาณาจักรเปอร์เซียและสามารถตีเอาแคว้นสำคัญ  ๆ  ได้หลายแคว้น  พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ในวันที่  8  กุมภาพันธ์  ปีคศ.1725  และพระจักรพรรดินีแคธเธอรีนที่  1  ได้ทรงสืบพระราชอำนาจต่อมาในภายหลัง

                ต้นเดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1216
                มีการลงนามในสนธิสัญญาประนีประนอมระหว่างจักรวรรดิอุษมานียะห์และฝรั่งเศสภายหลังจากความล้มเหลวของฝรั่งเศสในการเข้ายึดครองอียิปต์เป็นอาณานิคม  สนธิสัญญาฉบับนี้ได้กำหนดให้ฝรั่งเศสถอนกำลังทหารออกจากแผ่นดินอียิปต์และทางฝ่ายอุษมานียะห์ก็รื้อฟื้นสิทธิพิเศษทางการเมืองและการทูตกับฝรั่งเศส

                วันที่  13  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1226
                กองทัพของซุลตอนมะฮฺมูด  ข่านที่  2  แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้มีชัยชนะต่อกองทัพรุสเซียในเมือง  “รุสตาญุก” (ปัจจุบันคือเมืองเรสการ์ด ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้จากแคว้น  “ซิลซิตาเรีย”  ริมฝั่งแม่น้ำ “ตู  นะฮฺ” (เมืองซิลซิตาเรีย เป็นเมืองปริมณฑลของกรุงบูคาเรสต์นครหลวงโรมาเนีย ส่วนแม่น้ำตูนะฮฺก็คือ แม่น้ำดานูบ)

                วันที่  20  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1247
                กองทัพจากอียิปต์ภายใต้การนำของอิบรอฮีม  ปาชาได้ปิดล้อมเมืองอักก้า  หลังการพิพาทอย่างรุนแรงระหว่างมุฮัมมัด  อาลี  ปาชาผู้ปกครองอียิปต์กับอะฮฺหมัด  ปาชา  อัลญัซฺซาร  ซึ่งเป็นเจ้าเมืองอักก้า อะฮฺหมัด  ปาชา  อัลญัซฺซาร  (1720/1804)  เป็นเจ้าเมืองซอยด้า  และแคว้นชาม 

                อะฮฺหมัดได้ตั้งศูนย์กลางการปกครองของตนในเมืองท่าอักก้า  อะฮฺหมัดได้ถูกให้ฉายาว่า  อัลญัซซ๊าร  ซึ่งหมายถึงจอมสังหารทั้งนี้เนื่องจากการที่เขาได้ทำการสังหารหมู่ชาวอาหรับเร่ร่อนเป็นจำนวนมากถึง  70,000  คน  อะฮฺหมัดได้ทำการสร้างป้อมปราการของเมืองอักก้าและทำการต่อต้านการปิดล้อมของนโปเลียน  โปนาปาร์ตด้วยการช่วยเหลือของกองทัพเรืออังกฤษในปี  1799

                วันที่  15  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1256
                กองทัพเรืออังกฤษภายใต้การบัญชาการรบของแม่ทัพเรือโคโดเมอร์  นายเบอร์  ได้ทำการปิดล้อมเขตชายฝั่งของแคว้นชาม  การปิดล้อมในครั้งนี้เป็นไปตามมติการประชุมแห่งกรุงลอนดอนที่มีการประชุมในวันที่  15  กรกฎาคม  คศ.1840  ซึ่งเกิดจากการหวั่นเกรงในการแผ่ขยายแสนยานุภาพของมุฮัมมัด  อาลี  ปาชาและที่ประชุมก็ได้มีมติให้ดำเนินการทางทหารภายใต้การนำของอังกฤษเพื่อเป็นการบีบให้มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาถอนทหารอียิปต์ออกจากดินแดนของแคว้นชามและถอยร่นกลับสู่เส้นพรมแดนของอียิปต์ 

                และในวันเดียวกัน  (15  ญุมาดั้ลอาคิเราะห์)  ได้มีการแจ้งผลการประชุมตลอดจนมติของการประชุมกรุงลอนดอนอันเป็นสนธิสัญญาให้มุฮัมมัด  อาลี  ปาชารับทราบผ่านทางสถานกงสุลต่าง  ๆ  ของกลุ่มประเทศยุโรปซึ่งได้ร่วมในการลงนามสนธิสัญญากรุงลอนดอนครั้งนี้อันได้แก่อังกฤษ  รุสเซีย  ปรัสเซีย  ออสเตรีย  โดยกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้มีข้อเสนอแลกเปลี่ยนแก่มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาด้วยการให้การรับรองอำนาจสูงสุดของมุฮัมมัด  อาลีเหนืออธิปไตยของอียิปต์ตลอดจนผู้เป็นรัชทายาท  ส่วนการมีอำนาจเหนือเมืองท่าอักก้านั้นกลุ่มประเทศยุโรปให้การรับรองแก่มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาตลอดช่วงอายุขัยโดยมีการยืดเวลาในการให้คำตอบเป็นระยะเวลา  10  วันแต่ปรากฏว่ามุฮัมมัด  อาลี  ปาชากลับนิ่งเฉยไม่มีการให้คำตอบจึงเป็นเหตุให้อังกฤษได้ยกกองทัพเรือมาปิดล้อมเขตชายฝั่งของแคว้นชาม

                วันที่  25  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1256
ระยะเวลาที่สถานกงสุลของกลุ่มประเทศยุโรปได้ยืดระยะเวลาให้แก่มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้สิ้นสุดลงอันเป็นการปฏิบัติตามมติการประชุมกรุงลอนดอน  สถานกงสุลของกลุ่มประเทศยุโรปพร้อมด้วยตัวแทนจากราชสำนักอุษมานียะห์ได้เข้าพบมุฮัมมัด  อาลี  ปาชาและได้แจ้งให้ทราบว่า  มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้หมดอำนาจในการปกครองเหนือเมืองท่าอักก้าแล้ว  และมีอำนาจสมบูรณ์เหนือดินแดนของอียิปต์เท่านั้นแต่ปรากฏว่ามุฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้ทำการเนรเทศกลุ่มบุคคลดังกล่าวออกจากอียิปต์และไม่ใส่ใจต่อข้อเสนอเหล่านั้นตลอดจนปฏิเสธที่จะกระทำตามคำเรียกร้องของกลุ่มประเทศยุโรป

                วันที่  12  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1270
                มีการลงนามในสนธิสัญญาการเป็นพันธมิตรทางการทหารระหว่างจักรวรรดิอุษมานียะห์  ฝรั่งเศสและอังกฤษ  ณ  กรุงอิสตันบูลทั้งนี้เพื่อเผชิญกับการคุกคามและการละเมิดอธิปไตยของรุสเซียเหนือดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์  ตามข้อตกลงในสนธิสัญญาฉบับนี้ทางฝ่ายฝรั่งเศสได้สัญญาว่าจะส่งกองกำลังทหารมาสนับสนุนจำนวน  1,000  นาย  และฝ่ายอังกฤษจะส่งเข้าร่วมจำนวน  25,000  นาย 

                ข้อตกลงอันเป็นการช่วยเหลือทางการทหารของอังกฤษและฝรั่งเศสนี้มิได้เกิดจากความปรารถนาดีหรือห่วงใยต่อเสถียรภาพของอุษมานียะห์ก็หาไม่หากแต่เป็นการยืดเยื้อเสถียรภาพที่สั่นคลอนของอุษมานียะห์ให้คงดำเนินต่อไปเพื่อใช้เป็นเครื่องมือตลอดจนมีสาเหตุมาจากความหวั่นกลัวต่อการแผ่ขยายอิทธิพลของรุสเซียซึ่งกำลังจ้องเข้าตีนครอิสตันบูลเฉพาะอย่างยิ่งอังกฤษและฝรั่งเศสนั้นได้เกิดความระแวงอย่างมากต่อรุสเซียในการมีอิทธิพลเพิ่มมากขึ้นหลังการที่กองทัพเรือของรุสเซียสามารถทำลายกองทัพเรือของอุษมานียะห์ได้อย่างย่อยยับในสมรภูมิซีนูบในวันที่  28  เดือนซอฟัร  ปีฮ.ศ.ที่  1270  (เมืองซีนูบ  เป็นเมืองป้อมปราการทางตอนเหนือของอนาโตเลียบนชายฝั่งทะเลดำ  ซึ่งเป็นเมืองที่มีฐานทัพเรือของอุษมานียะห์  การทำลายกองทัพเรือของอุษมานียะห์ของกองทัพเรือรุสเซียในสมรภูมิซีนูบ  นั้นได้เกิดขึ้นก่อนสงครามไครเมีย

                วันที่  11  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1272
                ซุลตอนอับดุลมาญีด  ข่าน  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้ทรงมีพระบรมราชโองการแถลงการพัฒนาปรับปรุงกิจการบริหารแผ่นดิน  ซึ่งพระบรมราชโองการดังกล่าวได้ถูกรับมาปฏิบัติทั่วทุกหัวเมืองในจักรวรรดิอุษมานียะห์และเขตที่ตกอยู่ใต้อาณัติ  อนึ่งพระบรมราชโองการนี้เป็นการประกาศใช้เพื่อเกิดความสมบูรณ์ของประกาศจากราชสำนักที่ก่อนหน้านี้ซุลตอนอับดุลมาญีดได้ทรงเคยประกาศเอาไว้เมื่อวันที่  26  เดือนชะอฺบาน  ฮ.ศ.ที่  1255  ซึ่งเรียกว่าฟัรมาน  อัล  กัลคอนะฮฺ  แต่ได้เกิดกรณีพิพาทระหว่างฝรั่งเศสกับรุสเซียในการอ้างสิทธิพิทักษ์คุ้มครองเหนือสถานที่อันศักดิ์สิทธิในกรุงเยรูซาเล็มอันเป็นชนวนเกิดสงครามไครเมียเสียก่อน  พระองค์จึงได้ทรงประกาศพระบรมราชโองการครั้งใหม่ในวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

                วันที่  18  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1272
                ได้มีการประชุมประนีประนอมตกลงกัน  ณ  กรุงปารีส  ระหว่างฝรั่งเศส  อังกฤษ  ซาร์ดิเนียและจักรวรรดิอุษมานียะห์ฝ่ายหนึ่งกับรุสเซียอีกฝ่ายหนึ่ง  การประชุมได้สิ้นสุดลงด้วยการลงนามในสนธิสัญญากรุงปารีสเมื่อวันที่  30  มีนาคม  คศ.1856  ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ได้มีมติให้นานาประเทศต้องเคารพต่ออำนาจอธิปไตยสูงสุดของจักรวรรดิอุษมานียะห์และให้คงอยู่เช่นนั้นโดยสมบูรณ์

                วันที่  8  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1344
                ซุลตอนอับดุลอะซีซ  อาลซุอูดได้เข้ายึดครองเมืองญิดดะฮฺ  เพื่อที่พระองค์จะได้ทรงครอบครองเหนือบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ   ในแคว้นฮิญาซ  โดยอาศัยการตีเอาเมืองแห่งนี้เป็นหลักในการเข้ายึดครองหัวเมืองอื่น

                วันศุกร์ที่  23  เดือนญุมาดั้ลอาคิเราะห์  ปีฮิจเราะห์ศักราชที่  1344
                ได้มีการอ่านบทการให้สัตยาบันแก่กษัตริย์อับดุลอะซีซ  ภายในเขตของมัสญิดอัลหะรอม  ณ  นครมักกะฮฺอันไพโรจน์

Default image
อาลี เสือสมิง