เหตุการณ์สำคัญในเดือนชะอ์บาน

               ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  2  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ทิศกิบละห์  (ชุมทิศ)  ในการละหมาดได้ถูกเปลี่ยนจากบัยติลมักดิส  (เยรูซาเล็ม)  มาสู่อัลกะอ์บะห์  ณ  นครมักกะห์  การดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงต้น  เดือนที่  16  นับแต่การมาถึงนครมะดีนะห์ของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  บางท่านกล่าวว่า  17  เดือน  โดยมีรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในซอเฮียะห์ของท่านอิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิม

                ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  2  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ศาสนกิจว่าด้วยการถือศีลอดแห่งเดือนร่อมาฎอนได้ถูกบัญญัติและติดตามมาด้วยบัญญัติการบริจาคทานซากาตฟิตรฺ  (การจ่ายทานเป็นอาหารหลักรายบุคคล)

                กลางเดือนชะอ์บาน  ปีที่  3  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 เกิดสงครามอุฮุด  (ชื่อภูเขา)  อันเป็นสงครามที่เหล่าทหารแม่นธนูผละจากจุดประจำการพวกเขาโดยไม่ปฏิบัติตามคำบัญชาของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ซึ่งความปราชัยเกือบตกเป็นของฝ่ายมุสลิมในสมรภูมิครั้งนี้  หากแต่ว่าเหล่ามุสลิมได้ต่อสู้และทุ่มกำลังทั้งหมดที่มี  จึงทำให้กุเรซ  (กุรอยซ์)  ไม่สามารถรุกทัพได้จากทางภูเขาอุฮุด  ด้านนครมะดีนะห์และถอยทัพกลับสู่นครมักกะห์ในที่สุด

                ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  6  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทำการสงครามกับตระกูลอัลมุซต่อลิก   จากพวกของคุซาอะห์  และทรงแต่งตั้งอาบาซัรริน  (อัลฆิฟารีย์)  เป็นผู้ดูแลนครมะดีนะห์แทนพระองค์  บางท่านก็ว่า  แต่งตั้งท่านนุมัยละห์  อิบนิ  อับดิลลาฮฺ  อัลลัยซีย์  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้นำทัพเข้าโจมตีพวกตระกูลอัลมุซตอลิก  ขณะที่พวกเขากำลังปิดล้อมบ่อน้ำของพวกเขาที่เรียกกันว่า  อัลมุรอยซีรอ  ซึ่งมีบางคนจากตระกูลอัลมุซตอลิก  ถูกสังหารในการสงครามครั้งนี้ 

                คำขวัญของฝ่ายมุสลิมในวันนั้นคือ  กู่ร้องว่า  :  ฉันจะต้องตาย  ฉันจะต้องตาย  (พลีชีพในสนามรบ)  ปรากฏว่าส่วนหนึ่งจากเหล่าเชลยศึกในสงครามครั้งนี้มีท่านหญิงญุวัยรียะห์  บินติ  อัลฮาริษ  อิบนิ  อีบดิร๊อร  ผู้เป็นกษัตริย์แห่งตระกูลอัลมุซตอลิก  ท่านหญิงญุวัยรียะห์  (รฎ.)  ได้ตกเป็นเชลยอยู่ในส่วนของท่านซาบิต  อิบนิ  กอยซ์  อิบนิ  ชัมมาส 

                และท่านก็กำหนดค่าไถ่ตัวของนาง  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  จึงได้ทำการไถ่ตัวท่านหญิงญุวัยรียะห์จากท่านซาบิต  และทำการสมรสกับพระนาง  พระนางจึงเป็นมารดาแห่งศรัทธาชนในที่สุด  เนื่องจากการสมรสของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  กับท่านหญิงญุวัยรียะห์นี่เองทำให้เหล่ามุสลิมปล่อยเชลยศึกตระกูลอัลมุซตอลิกถึง  100  ครอบครัวให้เป็นไท  (อิสระชน)  ซึ่งทั้งหมดนั้นได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

                ในระหว่างการเดินทางกลับสู่นครมะดีนะห์ของท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้เกิดคดีความของอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุบัยย์  อิบนิ  สะลูล  2  คดีความอันเป็นความผิดอุกฉกรรจ์  โดยคดีแรกอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุบัยย์  ผู้เป็นหัวหน้าของเหล่ามุนาฟิกูน  (กลุ่มชนผู้สับปลับ)  ได้กล่าวว่า  :  ถ้าหากว่าพวกเราได้กลับสู่นครมะดีนะห์แล้วละก็  แน่นอนเสียเหลือเกินว่า  ผู้มีเกียรติยิ่ง  (อันหมายถึงตัวของอับดุลลอฮฺและพรรคพวก)  ย่อมขับไล่ผู้ที่ต่ำต้อยอัปยศ  (อันหมายถึงท่านศาสดา  (ซ.ล.)  และเหล่าอัครสาวก)  ออกจากนครม่าดีนะห์เป็นแน่แท้” 

                (นักวิชาการตัฟซิร  (นักอรรถกถา)  ได้กล่าวว่า  :  เมื่ออับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุบัยย์  หัวหน้ากลุ่มชนผู้สับปลับได้กล่าวคำพูดนี้และกลับสู่นครม่าดีนะห์  ปรากฏว่าท่านอับดุลลอฮฺ  ผู้เป็นบุตรชายของอับดุลลอฮฺ  อิบนิ  อุบัยย์  ได้ยืนรออยู่ที่ประตูเมืองนครม่าดีนะห์  และชักดาบของท่านไว้  ครั้นเมื่อบิดาของท่านได้มาถึง  ท่านอับดุลลอฮฺ  ผู้เป็นบุตรชายก็กล่าวแก่ผู้เป็นบิดาว่า  :  ถอยไป   ขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ว่าท่านไม่มีวันเข้าสู่เมืองมะดีนะห์ได้จนกว่าท่านจะกล่าวว่า  :  แท้จริง  ท่านศาสนทูต  (ซ.ล.)  นั้นคือผู้มีเกียรติยิ่ง  และฉันนี้คือผู้ต่ำต้อย  อัปยศอดสูยิ่ง  ก็ปรากฏว่า  อับดุลลอฮฺ  ผู้เป็นพ่อยอมกล่าวคำพูดนี้ 

                 ต่อมาท่านอับดุลลอฮฺ  ผู้เป็นบุตรชายก็ได้มาหาท่านศาสดา  (ซ.ล.)  และกล่าวว่า  :  โอ้ท่านศาสนทูต  (ซ.ล.)  ฉันรู้มาว่าพระองค์ท่านต้องการสังหารบิดาของฉัน  ถ้าหากพระองค์จะกระทำเช่นนั้นจริง  ขอพระองค์ได้บัญชาแก่ฉัน  และฉันผู้นี้จะนำเอาหัวของเขามามอบแด่พระองค์  ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  กล่าวตอบแก่ท่านอับดุลลอฮฺ  ว่า  :  ไม่  เราจะปฏิบัติอย่างสุภาพกับเขา  และอยู่ร่วมกับเขาโดยดีตราบใดที่เขายังอยู่กับพวกเรา
และคดีความที่สองของอับดุลลอฮฺ  อิบนิ  อุบัยย์  ก็คือการประโคมข่าวอันสกปรกต่อท่านหญิงอาอิชะห์  (รฎ.)  คดีนี้เป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์อิสลามว่า  :  (เหตุการณ์การปรักปรำอันมดเท็จ) ทั้งสองคดีความถูกระบุเอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่าน 

                 วันที่  10  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทหารมุสลิมได้รับชัยชนะเหนือกองทหารของเปอร์เซีย  โดยการบัญชาการของท่านอัลกออฺกออฺ  อิบนุ  อัมรฺ  อัตตะมีมีย์  ในสมรภูมิหะซีด  ในแผนดินอิรัก

                 วันที่  11  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  12  แห่งฮิจเราห์ศักราช
                 ท่านอบูลัยลา  อิบนุ  ฟะดะกีย์  ได้เข้ายึดครองมณฑลอัลค่านาฟิซ  ซึ่งท่านคอลิด  อิบนุ  อัลวะลีด  (รฎ.)  ได้สั่งการให้ท่านอบูลัยลานำกำลังทหารมุสลิมจำนวนหนึ่งเพื่อไล่ตามบดขยี้กองทหารของเปอร์เซียที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิหะซีด  ซึ่งได้หลบหนีมายังเขตมณฑลดังกล่าว

                 วันที่  19  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลวะลีด  ได้นำกองทหารมุสลิมจู่โจม  เขตอัลมะซีค  ในระหว่างการพิชิตแผ่นดินอิรักโดยไล่ติดตามบดขยี้กองหทารเปอร์เซียที่แพ้การศึกที่หะซีดและมณฑลอัลค่อนาฟิส  ที่ยังหลงเหลืออยู่

                 วันที่  23  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านคอลิด  อิบนุ  อัลวะลีด  นำทัพทหารมุสลิมรุกเข้าไปยังเขตอัซซุนา  หรืออัซซะนีย์  และเขตอัซซะมีล  และบดขยี้พวกเปอร์เซียและพันธมิตรชาวอาหรับที่เข้าร่วมกับฝ่ายเปอร์เซียจนแตกพ่าย

                 วันที่  8  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทหารมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านอบู  อุบัยดฺ  อิบนุ  มัสอู๊ด  อัซซะกอฟีย์  ได้รับชัยชนะต่อกองทัพของเปอร์เซียในสมรภูมิอันน่ามาริก  อันเป็นสถานที่อยู่ระหว่างเมืองฮิเราะห์  และเมืองอัลกอดีซียะห์  (อิรัก)

                 วันที่  12  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทหารมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านอบู  อุบัยด์  อิบนุ  มัสอู๊ด  อัซซะกอฟีย์  ได้ทำการบดขยี้กองทัพเปอร์เซียอย่างต่อเนื่อง  ภายหลังสมรภูมิอันน่ามาริก  โดยกองทหารมุสลิมได้ประจันบาญกับกองทัพเปอร์เซีย  ณ  สถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า  :  อัสซิกอฎียะห์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองกัซกัร ใกล้กับเมืองวาซิฎ ในอิรัก มุสลิมได้รับชัยชนะในสมรภูมิครั้งนี้ จึงทำให้นุรซีย์ แม่ทัพของกองทัพเปอร์เซียจำต้องหลบหนีเอาตัวรอด

                 วันที่  17  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทหารมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านอบู  อุบัยด์  อิบนิ  มัสอู๊ด  อัสสะกอฟีย์  ได้สร้างความปราชัยแก่เปอร์เซียอีกระลอกหนึ่งในสมรภูมิบากิสยาซา  อันเป็นเหตุทำให้กาลีนุส  (ญาลีนุส)  แม่ทัพเปอร์เซียจำต้องหนีทัพเอาตัวรอด

                 วันที่  23  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 เกิดสมรภูมิอัลญิซรฺ  (สมรภูมิสะพาน)  ระหว่างกองทหารมุสลิมกับกองทัพเปอร์เซีย  ท่านอบู  อุบัยด์  อิบนุ  มัสอู๊ด  อัซซะกอฟีย์  แม่ทัพใหญ่ฝ่ายมุสลิมไม่ยอมรับฟังคำเตือนของเหล่าแม่ทัพนายกองซึ่งเสนอว่าไม่ควรข้ามสะพานไปฝั่งเปอร์เซียและให้ปล่อยกองทัพเปอร์เซียให้ตั้งมั่นอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ 

                 พวกเปอร์เซียได้เสนอให้ท่านอบู  อุบัยด์  เลือกเอาระหว่างการที่เหล่าทหารมุสลิมจะข้ามแม่น้ำไปอีกฟากหนึ่งก่อนหรือจะให้พวกตน  (เปอร์เซีย)  ข้ามมาหาเอง  ปรากฏว่าท่านอบู  อุบัยด์ ยืนกรานที่จะให้ทหารมุสลิมเป็นฝ่ายข้ามไปก่อน  ในที่สุดกองทหารเปอร์เซียก็ได้โจมตีกองทหารมุสลิมขณะที่เหล่ามุสลิมกำลังทำการข้ามสะพาน  และพวกเปอร์เซียก็ได้ทำการสังหารเหล่าทหารมุสลิมไปเป็นจำนวนมาก 

                 ในสงครามครั้งนี้มุสลิมเป็นจำนวนมากได้พลีชีพในสมรภูมิ  (ชะฮีด)  ซึ่งหนึ่งในเหล่าผู้พลีชีพในสมรภูมิครั้งนี้ก็คือท่านอบู  อุบัยด์  แม่ทัพใหญ่และท่านอัลมุซันนา  อิบนุ  ฮาริษะห์  (รฎ.)  ได้เข้าดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แทน  ซึ่งท่านประสบความสำเร็จในการถอยทัพและปลอดภัยพร้อมกับเหล่าทหารมุสลิมที่ยังคงเหลืออยู่อย่างปลอดภัย

                 วันที่  24  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  13  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านอัลมุซันนา  อิบนุ  ฮาริษะห์  สามารถจัดการกับ  2  แม่ทัพแห่งอาณาจักรเปอร์เซียได้  แม่ทัพทั้ง  2  คือ  มุรดานชาฮฺ  อัลค่อซีย์  และญาบาน  โดยที่ท่านอัลมุซันนา  ได้สร้างความตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึงแก่แม่ทัพเปอร์เซียทั้ง  2  ด้วยการจู่โจมเมือง  “อัลยัซ’  โดยมีการร่วมมือของชาวเมืองและจับกุมแม่ทัพทั้ง 2 ในฐานะเชลยศึกได้ทั้งคู่อนึ่งแม่ทัพเปอร์เซียทั้ง 2 นี้คือผู้นำกองทหารเปอร์เซียเข้าโจมตีกองทหารมุสลิมระหว่างการข้ามสะพานในสมรภูมิ”สะพาน”ซึ่งเกิดศึกบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำยูเฟรติส (ฟุร็อต) ในแผ่นดินอิรัก

                 วันที่  13  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  14  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านสะอ์ดฺ  อิบนุ  อบีวักกอซได้นำกองทัพซึ่งท่านอมีรุ้ล  มุอฺมีนีน  อุมัร  อิบนุ  อัลค๊อตตอบ  (รฎ.)  ได้จัดเตรียมทัพเพื่อการศึกกับจักรวรรดิเปอร์เซียและพิชิตอิรักอย่างเด็ดขาดอีกครา

                 วันที่  13  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  15  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทหารของมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านสะอ์ดฺ  อิบนุ  อบีวักก๊อซ  ได้ทำศึกกับกองทหารของเปอร์เซียซึ่งสนับสนุนด้วยกองทัพช้างในสมรภูมิที่รู้จักกันในนามว่า  ”สมรภูมิ อัรมาซ” กองทัพช้างเป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในฝ่ายทหารมุสลิมซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500 นาย ได้ถูกสังหารซึ่งจำนวนทหารดังกล่าวล้วนแล้วแต่มาจากตระกูลอะซัด ในสมรภูมิอัรมาซไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

                 วันที่  14  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  15  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทัพฝ่ายมุสลิมได้ประจันบาญกับกองทัพเปอร์เซียในสมรภูมิ ”วันแห่งอัฆวาซ”  (-วันแห่งการช่วยเหลือ-)  ในสมรภูมิครั้งนี้ท่านอัลกออฺกออฺ  อิบนุ  อัมร์  สามารถปลิดชีพแม่ทัพแห่งเปอร์เซียนามว่า  บะฮ์มัน  ญาซุวัยฮฺ  ได้  (ในสมรภูมิครั้งนี้ท่านอัลกออฺกออฺ  อิบนุ  อัมร์  ได้นำหน้ากาก  (หรือผ้าคลุมหน้า)  มาสวมให้กับอูฐของฝ่ายมุสลิมเพื่อทำให้ม้าศึกของฝ่ายเปอร์เซียตื่นกลัว 

                 ซึ่งปรากฏว่าม้าศึกของฝ่ายเปอร์เซียเกิดความตื่นกลัวต่อรูปร่างหน้าตาของอูฐที่ใส่หน้ากากหรือผ้าคลุมปิดหน้าและหนีเตลิดพาอัศวินที่ควบขี่ม้าศึกของฝ่ายเปอร์เซียจนไม่เป็นกระบวน  ในวันแห่งสมรภูมิครั้งนี้  เรียกกันว่า  “อัฆวาซ”  -การช่วยเหลือ-  เพราะท่านอบู  อุบัยดะห์  อิบนุ  อัลญัรรออฺ  (รฎ.)  ได้จัดส่งความช่วยเหลือแก่กองทหารมุสลิมด้วยทหารกองหนุนจำนวน  6,000  นายซึ่งท่านอุมัร  (รฎ.)  ได้มีคำสั่งให้ท่านอบู  อุบัยดะห์  นำทัพทหารจำนวน  6,000  นายไปช่วยเสริมกำลังแก่ท่านสะอ์ดฺ  อิบนุ  อบีวักก๊อซ  (รฎ.)

                 วันที่  15  เดือนชะอ์บาน  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 เป็นวันที่สามของการทำสงครามอัลกอดีซียะห์  (ในอิรัก)  อันเป็นสมรภูมิที่เกิดขึ้นหลังจากสมรภูมิอัรมาซ  และสมรภูมิอัฆวาซ  ในวันที่สามของสมรภูมิอัลกอดีซียะห์นี้  มุสลิมสามารถผลักดันกองทัพช้างของเปอร์เซีย ออกจากสมรภูมิรบได้ด้วยการใช้หอกหรือทวนทิ่มแทงลูกนัยน์ตาของช้างศึก  แต่ทว่าสมรภูมิครั้งนี้ก็ไม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

                 วันที่  16  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  15  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทัพฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะเหนือกองทัพเปอร์เซียอย่างเด็ดขาดในสมรภูมิอัลกอดีซียะห์  และรุสตัม  แม่ทัพใหญ่ฝ่ายเปอร์เซียถูกสังหารกลางสมรภูมิ  และในสมรภูมิครั้งนี้นั้นท่านอัลกออฺ  อิบนุ  อัมร์  มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในการได้รับชัยชนะของฝ่ายมุสลิม

                 เดือนชะอ์บาน  ปีที่  92  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านฏอริก  อิบนุ  ซิยาด  (เสียชีวิตปีที่  102  ฮ.ศ./720  คศ.)  -แม่ทัพมุสลิมเชื้อสายบัรบารีย์  (เบอร์เบอร์)-  ได้ข้ามทะเลมุ่งหน้าสู่สเปน  (Andalucia)  ด้วยเรือ  4  ลำที่จูลิอัน  (Julian)  ผู้ครองเมืองซิบตาฮฺ  (Ceuta)  (อัน  เป็นเมืองท่าบนฝั่งมอรอคโคของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตรงข้ามภูเขาฎอริก  บริเวณช่องแคบญิบรอลต้า)  ได้จัดเตรียมไว้ให้ 

                 และท่านฎอริกได้นำทหารมุสลิมจำนวน  7,000  นายลงพักตั้งค่ายที่  “อัลบุฮัยเราะห์”  (Albufera)  (ชื่อสถานที่)  ทางตอนใต้ของสเปน  (ท่านฎอริก  อิบนุ  ซิย๊าด  ได้พิชิตเอ็นดาลูเซีย  (Andalucia)  ตามคำสั่งของท่านมูซา  อิบนุ  นุซัยรฺ  (แม่ทัพใหญ่)  ปี คศ. 711  ท่านฎอริกได้รับชัยชนะเหนือโรเดอร์ริก  (กษัตริย์โกธิกตะวันตก)  ในสมรภูมิวาดีบักกะห์  (Guadalete, Rio)  ท่านเข้ายึดครองเมืองโคดาบาฮฺ  (กุรตุบะห์)  เมืองโทเลโด  (ตุลัยตุละห์)  เมืองซิวิล่า  (อิชบีลียะห์)  และเมืองมะละกา  (Malaga  มาลิเกาะห์)  ท่านเดินทางกลับสู่ซีเรียพร้อมกับท่านมูซา  หลังเสร็จการศึกและเข้าสู่นครดามัสกัส  ราชธานีแห่งอาณาจักรอิสลามในสมัยราชวงศ์อุมาวียะห์เรืองอำนาจ  ในขบวนที่เต็มไปด้วยเชลยศึก  และทรัพย์สงครามในรัชกาลแห่งค่อลีฟะห์อัลวาลีด  อิบนุ  อับดิลมาลิก  ปี คศ. 715)

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  105  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านฮิชาม  อิบนุ  อับดิลมาลิก  แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์  ขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์  หลังการสิ้นพระชนม์ของยะซีดพี่น้องร่วมสายโลหิตในวันเดียวกัน ท่านฮิชาม  เป็นผู้มีภูมิปัญญาสูงส่ง  สุขุมคัมภีรภาพ ท่านมีชื่อเสียงในการบริหารและมีกุศโลบายทางการเมืองที่ดีเยี่ยม  ท่านสิ้นพระชนม์ในเดือนร่อบีอุ้ลอาคิร  ปี  ฮ.ศ.  125  ส่วนหนึ่งจากโอกาสอันดีของท่านฮิชามนั้นก็คือ  มีท่านอุมัร  อิบนุ  อับดิลอาซีซ  (รฎ.)  เป็นกำลังสำคัญในการบริหารกิจการแผ่นดิน

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  399  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 พลเมืองแห่งนครโคโดบาฮฺ  (กุรฎุบะห์  Cordova)  ได้กระทำการให้สัตยาบันแก่ท่านสุลัยมาน  อิบนุ  อัลหะกัม  อิบนิ  สุลัยมาน  เจ้าชาย แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์  ขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์  หลังจากที่ชาวเมืองโคโดบาฮฺได้ก่อการลุกฮือหลายครั้งหลายครา  และได้ทำการถอดมุฮัมมัด  อิบนุ  อิชาม  อิบนิ  อับดิลญาบบ๊าร  ผู้มีฉายานามว่า  อัลมะห์ดีย์  ออกจากตำแหน่งค่อลีฟะห์

                 วันที่  12  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  414  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ชาวเมืองแห่งนครโคโดบาฮฺ  (กุรฏุบะห์)  ได้รอดพ้นจากการยึดอำนาจของชนชาติบัรบัร  (เบอร์เบอร์  Barbarian ,  เป็นชื่อเรียกกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ทางแอฟริกาเหนือนับแต่เมืองบัรเกาะห์  ในพรมแดนลิเบียจรดมหาสมุทรแอตแลนติก  ชาวเบอร์เบอร์เข้ารับอิสลามโดยการเชิญชวนของท่านอุกบะห์  อิบนุ  นาฟิอฺ  (ผู้พิชิตแอฟริกาเหนือ)  และมีส่วนร่วมในการพิชิตสเปนด้วยการนำทัพของฎอริก  อิบนุ  ซิยาด  และผู้นำของบาเบอร์  อัลกอซิม  อิบนุ  ฮัมมูด  -เป็นค่อลีฟะห์คนที่  2  จากราชวงศ์ฮัมมูดในแคว้นเอ็นดาลูเซีย  เสียชีวิตโดยถูกคุมขัง ปี คศ. 1036-)  และนครโคโดบาฮฺคงว่างผู้ปกครองอยู่เช่นนั้นถึง  3  สัปดาห์จนในที่สุดชาวเมืองได้ทำการประชุมและรวมตัวกันในวันที่  4  เดือนร่อมาดอน  ปีฮ.ศ.414  และเลือกอับดุรเราะห์มาน  อิบนุ  ฮิชาม  แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์เป็นค่อลีฟะห์ปกครองพวกตน

                 วันที่  12  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  540  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ยะห์ยา  อิบนุ  ฆอนียะห์  ได้นำกลุ่มชนชาวคริสเตียนที่มุ่งหน้ามาจากเมืองอิชบีลียะห์  (Sevilla)  หรือเมืองซีวีล่า  เข้าสู่นครโคโดบาฮฺ  (กุรฏุบะห์)  หลังจากชาวเมืองนครโคโดบาฮฺได้ขอความช่วยเหลือต่อยะห์ยาผู้นี้ให้ช่วยปลดปล่อยพวกเขาจากการปกครองของอัลกอฎีย์  อัลค่อลีฟะห์  อะห์หมัด  อิบนุ  ฮัมดัยน์  กองทัพของยะห์ยา  อิบนุ  ฆอนียะห์ได้เข้าสู่เมืองโคโดบาฮฺและอิบนุ  ฮัมดัยน์  ผู้ปกครองเมืองคนเก่าก็หลบหนีเอาตัวรอด  พวกทหารชาวคริสเตียนกลุ่มดังกล่าวได้สร้างความวุ่นวายในนครโคโดบาฮฺ  โดยเข้าสู่มัสยิดอัลญาเมียะอฺ  (มัสยิดหลวง)  และผูกม้าในโถงระเบียงโค้งของมัสยิดและประกอบพิธีสวดมนต์ภายในมัสยิดและระหว่างสวดมนต์  พวกเขาก็ฉีกทำลายพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านไปด้วย

                 วันที่  20  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  540  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซัยฟุดเดาละห์  อะห์หมัด  อิบนุ  อับดิลมาลิก  อิบนิ  ฮู๊ด  ได้ถูกสังหารซัยฟุคเดาละห์  ผู้นี้คือตัวการสำคัญในการเป็นผู้นำก่อการไม่สงบในนครโคโดบาฮฺ  (กุรฏุบะห์)  ในเดือนร่อมาดอน  ฮ.ศ.539  เพื่อต่อต้านอัลกอฎีย์  อัลค่อลีฟะห์  อะห์หมัด  อิบนุ  ฮัมดัยน์  เป็นที่ทราบกันดีว่า  ซัยฟุดเดาละห์  ผู้นี้เป็นสมุนรับใช้ของกษัตริย์แห่งก๊อซตาละห์  หรือคัสติลล่า  (อาณาจักรคัสติลล่า  หรือก๊อซตาละห์  (Castile)  เป็นอาณาจักรพวกคริสเตียนทางตอนเหนือและตอนใต้ของสเปนตอนกลาง  แบ่งเป็นคัสติลล่าใหม่และเก่า  เคยเป็นรัฐที่ปกครองโดยพวกเจ้าชายและอัศวินในสมัยศตวรรษที่  9  มีเมืองหลวงชื่อ  บูรฆูซ  (Burgos)  ผนวกดินแดนเข้ารวมกับอาณาจักรลิออง  (Leon)  ปีคศ.1230  และรวมเป็นปึกแผ่นกับอาณาจักรอรากอน  (Aragon)  ปีคศ.1469  หลังการอภิเษกสมรสของพระนางเจ้าอิซเบลล่าและกษัตริย์เฟอร์ดินันต์แห่งอรากอน)

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  461  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 อัลมุกัรรอม  อะห์หมัด  อัซซุลัยฮีย์  กษัตริย์แห่งอาณาจักรอัซซุลัยฮียะห์  เสด็จประทับที่แคว้นยะมัน  (เยเมน)  ณ  เมืองซอนอาอฺ  หลังจากที่พระองค์ปราบปรามความไม่สงบ  ความวุ่นวาย  และการปฏิวัติลุกฮือที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราซึ่งเกือบทำลายอาณาจักรของพระองค์ให้แตกออกเป็นเสี่ยง  ๆ 

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  565  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านนูรุดดีน  มะห์มูด  ซังกีย์  (อะตาบิกแห่งซีเรีย)  ได้ทำการปิดล้อมป้อมปราการแห่งเมืองอัลก่าร็อก   (-เป็นเมืองหนึ่งในจอร์แดน  ทางตะวันออกของทะเลเดดซี  เป็นเมืองที่มีป้อมปราการแข็งแรง-)  ทั้งนี้เพื่อบั่นทอนกำลังของฝ่ายครูเสดซึ่งพวกกองทหารครูเสดได้เดินทางมุ่งสู่เมืองดิมยาฎ  ในอียิปต์

                 วันที่  3  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  591  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 อบู  ยูซุฟ  ยะอฺกู๊บ  อัลมันซูร  ผู้ครองอาณาจักร  อัลมุวะฮฺฮีดีน  ได้นำทัพเข้ายึดครองป้อม”อัลอ่าร็อก”  (Alarcos)  ในแคว้นเอ็นดาลูเซีย  (Spain)  ภายหลังจากที่ได้สร้างความปราชัยอย่างราบคาบแก่กษัตริย์แห่งสเปน  นามว่า  อัลฟังซัว  (อัลฟอนซ์)  และหลังจากความพ่ายแพ้ในครั้งนี้  อัลฟังซัวได้โกนศีรษะของตน  และขี่ลาพร้อมทั้งตั้งสัตย์สาบานว่าตนจะไม่ขี่ม้าศึกหรือ และจะไม่นอนบนเตียงอีกเลย  จนกว่าตนจะได้รับชัยชนะเหนือกองทหารมุสลิม

                 (อาณาจักร  อัลมุวะฮฺฮีดูน  เป็นกลุ่มผู้มีอำนาจทางด้านมอรอคโคหรือทางตะวันตกของแอฟริกาเหนือนิยมในนิกายชีอะห์  มีอัลมะห์ดีย์  อิบนุ  ตูมัรตฺ  เป็นผู้สถาปนาภายหลังความล่มสลายของอาณาจักรอัลมุรอบีฎีน  (Almorabot)  พวกมุวะฮฺฮีดูน  มีอำนาจในแถบมอรอคโคและแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในแคว้นเอ็นดาลูเซีย  ปีที่  515-667  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  ตรงกับ คศ. 1121-1269  พวกมุวะฮฺฮีดูนเป็นที่รู้จักในนามของกลุ่มอัลมุมีนียะห์  โดยสืบอ้างไปยังอับดุลมุอฺมิน  อิบนุ  อาลี  ผู้เป็นทายาทสืบต่อการปกครองต่อจากอิบนุ  ตูมัรต์  ซึ่งได้จัดการกับพวกอัลมุรอบีฎีน  และเข้ายึดครองนครอัลมัรรอกิช  (Morocco) 

                 ส่วนหนึ่งจากเหล่าซุลตอนที่อยู่ในราชวงศ์นี้ได้แก่อบูยะอ์กู๊บ  ยูซุฟ  และบุตรชายนามอบู  ยะอ์กู๊บ  การสิ้นชีวิตของอบู  ยูซุฟผู้นี้ได้ทำให้อาณาจักรของพวกมุวะห์ฮีดีนเริ่มเสื่อมอำนาจและเกิดความแตกแยก  อาณาจักรของพวกมุวะห์ฮีดีนในเอ็นดาลูเซียได้ล่มสลายภายหลังการปราชัยต่อกองทัพคริสเตียนในสมรภูมิอัลอุก๊อบ  (Las  Navas  de  Tolosa)  ปีฮ.ศ.609/คศ.1212  ซึ่งต่อมาพวกฮัฟซียูน  ได้แยกตัวเป็นอิสระในตูนิส  ปีฮ.ศ.626/คศ.1228  พวกตระกูลอับดิลว๊าด  ในเมืองติ้ลมีซาน  (แอลจีเรีย)  ปีฮ.ศ.633/คศ.1235  และพวกมุวะฮ์ฮีดูนได้ถูกพวกบานูมารีน  (เบอร์เบอร์ในมอรอคโค)  กำจัดจนสิ้นอำนาจในที่สุด

                 วันที่  17  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  588  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 มีการลงนามในสนธิสัญญาประนีประนอมแห่งเมืองรอมละห์  (-เมืองรอมละห์อยู่ในปาเลสไตน์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอัลกุดส์  (เยรูซาเล็ม)-)  ระหว่างซุลตอน  ซอลาฮุดดีนแห่งราชวงศ์อัล-อัยยูบีย์  และกองทัพครูเสดที่นำทัพโดยกษัตริย์ริชาร์ด  ใจสิงห์  แห่งอังกฤษ

                 วันที่  9  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  607  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 อันนาซิร  ลีดีนิลลาฮฺ  (ยูซุฟ  อิบนุ  ยะอ์กู๊บ)  ผู้นำกลุ่มอัลมุวะฮ์ฮีดีน  ที่เรืองอำนาจในเขตมอรอคโค  และแถบตะวันตกของแอฟริกาเหนือได้เคลื่อนทัพออกจากนครมัรรอกิช  ราชธานีเพื่อทำการศึกกับอัลฟังซัว  (Alfanso)  กษัตริย์แห่งสเปน และนำทัพข้ามทะเลและปักหลักที่เกาะตอรีฟ (Tarifa) ต่อจากนั้นก็ลงพักทัพที่เมืองซิวิลาร์ (อิชบีลียะห์) อัลฟังซัวได้จู่โจมหัวเมืองชายแดนในแคว้นเอ็นดาลูเซียและเข้าปล้นสะดมภ์และจับเด็กกับผู้หญิงกวาดต้อนไปเป็นเชลย

                 วันที่  10  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  610  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 อันนาซิร  ลีดินิลลาฮฺ  ผู้นำแห่งพวกมุวะฮ์ฮีดูนได้เสียชีวิต  ณ  มอรอคโค

                 วันที่  15  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  791  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนมุร็อตข่านที่  1  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้สิ้นพระชนม์และซุลตอนบายะซีด  ข่านที่  1  ผู้เป็นพระโอรสเสด็จขึ้นครองราชย์
(ซุลตอนมุร็อตข่านที่  1  (คศ.1319-คศ.1389)  เสด็จขึ้นครองราชย์ปีคศ.1359  ต่อจากพระราชบิดาอุรุคข่าน  ทรงถือเอาเมืองเอดริโนเปิ้ล  (อะดิรนะฮฺ)  เป็นราชธานีแห่งจักรวรรดิในปีคศ.1365  ได้สร้างความปราชัยให้แก่จักรพรรดิโยฮันนาที่  5  แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์  (โรมันตะวันออก)  พระองค์ถูกสังหารภายหลังได้รับชัยชนะในสมรภูมิคอสโซโว  (ในคาบสมุทรบอลข่าน)

                 วันที่  15  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  805  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนบายะซีดข่านที่  1  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ทรงสิ้นพระชนม์ในที่คุมขังของกษัตริย์มองโกล  นามว่า  ตัยมูรแลงก์  (1336-1405)  ซึ่งได้จับซุลตอนบายะซีดไปเป็นเชลยภายหลังได้รับชัยชนะเหนือซุลตอนบายะซีดในวันที่  19  เดือนซิลฮิจญะห์  ปีที่  804  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  และด้วยการสิ้นพระชนม์ของซุลตอนบายะซีดก็เกิดความวุ่นวายไปทั่วจักรวรรดิอุษมานียะห์  (ซุลตอนบายะซีดข่านที่  1  (คศ.1347-คศ.1403)  ทรงมีฉายานามว่า  “ยัลดะริม” อันหมายถึง เสียงกัมปนาท (อัซซออิกอฮฺ) เสด็จขึ้นครองราชย์ ปีคศ.1389-1402 ตัยมูรแลงก์ได้จับพระองค์เป็นเชลยในสมรภูมิอังการา

                 (ตัยมูรแลงก์  หรือ  แทมบูแลนด์  หรือ  ตัยมูรแลงก์ขาเป๋  (คศ.1336-คศ.1405)  กษัตริย์แห่งมองโกล -ตัยมูรแลงก์  อ้างว่าตนเป็นหลานชายของเจ็งกิสข่าน  ตัยมูรแลงก์  เป็นนักรบผู้พิชิตที่เลื่องลือ  ขึ้นเถลิงอำนาจในปีคศ.1370  สามารถปราบปรามอิหร่านและเอเซียตั้งแต่เมืองเดลฮีจรดกรุงแบกแดด  รุกเข้ามาในอิรัก,  ซีเรีย  และพิชิตนครดามัสกัส  เมืองฮะลับ  (อะเล็บโป)  และทำสงครามกับรุสเซียและอินเดีย  ได้ทำลายนครแบกแดด  ในปีคศ.1392  และปีคศ.1402  ได้รับชัยชนะเหนือซุลตอนบายะซีด  ข่านที่  1  ในสมรภูมิอังการา  ปีคศ.1402  ยึดเอาเมืองสะมัรกันด์  (Samarcand)  เป็นราชธานีและกวาดต้อนรวบรวมเหล่าช่างผู้ชำนาญการ, นักศิลปะและเหล่านักปราชญ์จากทุกหัวเมืองที่ตนได้พิชิต จึงทำให้ศิลปะและวิทยาการแขนงต่าง ๆ รุ่งเรืองอย่างมากในเมืองสะมัรกันด์ ราชธานีของตน

                 วันที่  18  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  852  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนมุร็อตข่านที่  2  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้สร้างความปราชัยแก่กองทัพของฮังการี  ซึ่งละเมิดสนธิสัญญาพักรบในสมรภูมิกูซ  อุวะห์  (หรือคอสโซโว)  ซึ่งกองทัพฮังการีมีเป้าหมายจากการก่อสงครามในครั้งนี้เพื่อแก้แค้นต่อความปราชัยของตนในสมรภูมิวารนะห์  เมื่อวันที่  28  เดือนร่อญับ  ปีฮ.ศ.848  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

                 (ซุลตอนมุร็อตข่านที่  2  (คศ.1401-คศ.1451)  ขึ้นครองราชย์ในปีคศ.1421  ตรงกับปีฮ.ศ.824  ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระบิดา  ขณะมีพระชนมายุได้  18  พรรษา ซุลตอนมุร็อตข่านที่  2  ได้ทรงนำทัพตีหัวเมืองอายาดิน,  ซอรูข่านและมานิตชา  และหัวเมืองอื่น  ๆ  ที่เคยถูกตัยมูรแลงก์ยึดครองและนำไปผนวกกับดินแดนของตน  และพระองค์ยังได้ทรงตีแคว้นไครเมีย  (Krym)  คืน  ในปีคศ.1430  พระองค์ทรงตีหัวเมืองสะลานิก  (Thessaloniki)  คืนได้หลังการปิดล้อมอยู่  15  วัน  ในการศึกของพระองค์กับฮังการีนั้นพระองค์ต้องพ่ายแพ้ต่อฮวนยาดีย์  (Hunyade)  ผู้เป็นอุปราชครองแคว้นทรานซิลวาเนีย  จากการแต่งตั้งของกษัตริย์ลาดิซลาซกษัตริย์แห่งโบโลเนียและฮังการีอยู่หลายครั้งระหว่างปีคศ.1441-คศ.1443  แต่ซุลตอนก็สามารถเอาชนะฮังการีได้ในสมรภูมิคอสโซโว  ปีคศ.1448)

                 วันที่  11  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  914  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนกอนซุวะห์  อัลฆูรีย์แห่งราชวงศ์อัลมัมลูกียะห์  ผู้ปกครองอียิปต์ทรงโปรดแต่งตั้งให้เจ้าชายโตมันบาย  ให้มีตำแหน่งขุนวังสูงสุด  และตำแหน่งอัลอิสติดาร  (ขุนวัง)  นั้นคือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลกิจการต่าง ๆ  ภายในพระตำหนักและเขตพระราชฐาน  ทั้งหมดของซุลตอน  ตลอดจนรับผิดชอบควบคุมดูแลห้องครัว  และส่วนในของตำหนักและถวายการรับใช้ซุลตอนนับว่าช่วงเวลานี้คือจุดเริ่มต้นในความรุ่งโรจน์ของเจ้าชาย  โตมานบาย  ซึ่งในภายหลังได้ปราบดาภิเษกเหนือพระราชบัลลังก์แห่งอียิปต์ในเวลาต่อมา (ซุลตอนกอนซุวะห์  อัลฆูรีย์  มีอำนาจปกครองอียิปต์  ตั้งแต่ปีฮ.ศ.906-ฮ.ศ.922/คศ.1501-1516  มีพระนามเต็มว่าอัลม่าลิก  อัล-อัชร๊อพ  กอนซุวะห์  อัลฆูรีย์  ถูกซุลตอนซาลีม  ข่านที่  1  สังหารในสมรภูมิมัรจฺดาบิ๊ก  (ในซีเรีย)

                 วันที่  23  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  923  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
ซุลตอนซาลีม  ข่านที่  1  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ทรงเสด็จออกจากอียิปต์  กลับสู่อิสตานะห์  (หรืออิสลามบูล,  อิสตันบูล)  นครหลวงแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์  โดยมีพวกมัมลูก  (ทาส),  บุคคลสำคัญ,  นักปราชญ์,  พ่อค้าวาณิชย์,  ช่างฝีมือผู้ชำนาญและนักสถาปัตยกรรมร่วมขบวนไปกับพระองค์ด้วยและทรงวางกำลังทหารของจักรวรรดิอุษมานียะห์  ภายใต้การบัญชาการของคอยรุดดีน  อาฆอ  อัล-อิงกิชารีย์  เพื่อรักษาความปลอดภัย  และความสงบในอียิปต์ซึ่งตกเป็นหัวเมืองประเทศราช

                 วันที่  2  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  927  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทัพของซุลตอน  สุลัยมาน  ข่าน  อัลกอนูนีย์  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้โจมตีเมืองชาบติส  ใกล้กับเมืองเบลเกรด  (Belgrad)  ซึ่งก่อนหน้านั้นท่านซุลตอน สุลัยมานได้ส่งทูตไปยังกษัตริย์แห่งฮังการีเพื่อเรียกร้องให้จ่ายส่วยสงคราม (บรรณาการ) หรือไม่ก็มีการศึกระหว่างกัน แต่ทว่ากษัตริย์แห่งฮังการีกลับสังหารทูตของซุลตอน (สุลัยมาน  ข่านที่  1  อัลกอนูนีย์  ทรงประสูติในต้นเดือนชะอ์บานปีฮ.ศ.900  (27  เม.ย.คศ.1495)  เป็นกษัตริย์  (ซุลตอน)  องค์ที่  10  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์และเป็นซุลตอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 

                 ในรัชกาลของพระองค์นั้นจักรวรรดิอุษมานียะห์มีความเกรียงไกร  ,  รุ่งเรือง  และมีแสนยานุภาพพร้อมมีพระราชอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลที่สุด  ชาวตุรกีให้ฉายานามแก่พระองค์ว่า  “อัลกอนูนีย์”  (ผู้ตรากฎหมาย)  และพวกฝรั่งเรียกพระองค์ว่า”มหาราช”ทรงสืบราชบัลลังก์ต่อจากพระบิดาซุลตอนซาลีม  ข่านที่  1  ทรงสืบต่อการพิชิตหัวเมืองต่าง   ๆ  ในคาบสมุทรบอลข่าน  (Balkan)  เข้ายึดครองเบลเกรด  ,  เกาะโรดส์และสร้างความปราชัยให้แก่ฮังการีในสมรภูมิโมฮอกซ์  (Mohacs)  ปีคศ.1526  ทรงทำศึกกับพวกซอฟาวียูน  (Soffavid)  ในอิหร่าน  และเข้ายึดครองนครแบกแดด  และนครตับริซ 

                 จักรวรรดิอุษมานียะห์มีความรุ่งเรืองสูงสุดทั้งในด้านแสนยานุภาพทางการทหาร,อิทธิพล,วรรณคดี,ศิลปะ,วิทยาการ  และความเจริญทางสังคมเมืองตลอดจนการสร้างเมืองที่พร้อมด้วยสาธารณูปโภคต่าง ๆ  พระองค์ได้ทรงตรากฎหมายและหลักนิติศาสตร์  ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์ฟรังซัวที่  1  และมอบสิทธิพิเศษของชนต่างด้าวแก่ฝรั่งเศส  ส่วนหนึ่งจากมรดกของพระองค์ที่สร้างไว้  คือ  มัสยิดญาเมียะอ์  (มัสยิดหลวง)  อัสสุลัยมานียะห์  ซุลตอนสุลัยมาน  ทรงสิ้นพระชนม์ในวันที่  20  เดือนซอฟัร  ปีฮ.ศ.974  (5  เดือนกันยายน  ปีคศ.1566)  ขณะมีพระชนม์ได้  74  ปีตามปฏิทินทางจันทรคติหลังจาก  ครองราชย์ได้  46  ปี

                 ในวันที่  2  ถัดมา  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  927  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนสุลัยมาน  ข่านที่  1  อัลกอนูนีย์  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้เสด็จถึงเมืองชาบติส  โดยพระองค์ทรงบัญชาการรบ  (เป็นจอมทัพ)  ด้วยพระองค์เอง  เพื่อให้การสนับสนุนมหาเสนาบดี  (วิเซียร์)  ของพระองค์นามว่า  บีร์  มุฮัมมัด  ปาชา  ในการปิดล้อมนครเบลเกรดซึ่งในที่สุดก็ยอมแพ้ต่อจักรวรรดิในวันที่  25  เดือนร่อมาดอน  ปีฮ.ศ.927

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  942  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
การลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างซุลตอนสุลัยมาน  อัลกอนูนีย์  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์  กับฝรั่งเศสได้เสร็จสิ้น  ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ได้มอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ เป็นการเฉพาะแก่พลเมืองฝรั่งเศสในดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ 

                 วันที่  27  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  982  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
ซุลตอนซาลีม  ข่านที่  2  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้ทรงสิ้นพระชนม์  ขณะมีพระชนมายุได้  52  ปี  และทรงครองราชย์ได้  8  ปี  5  เดือน  ซุลตอนมุร็อตที่  2  ผู้เป็นพระราชโอรสทรงสืบราชบัลลังก์ต่อมา

                 วันที่  22  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1115  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนมุสตอฟา  ข่านที่  2 แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ผู้เป็นโอรสของซุลตอนมุฮัมมัด  ที่  4  ได้ทรงสิ้นพระชนม์ กองทหารเจนเนสซารีย์  (อิงกิชารียะห์)  ได้ลุกฮือและก่อการกบฎต่อพระองค์และถอดพระองค์ออกจากราชสมบัติ  ในวันที่  5  เดือนร่อบีอุ้ลอาคิร  ปีฮ.ศ.  1115  หลังจากที่พระองค์ได้ครองราชย์ได้  8  ปี  8  เดือนและกองทหารเจนเนสซารีย์  ได้ยกอะห์หมัด  ข่านที่  3  ผู้เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของพระองค์ขึ้นครองราชย์แทน

                 วันที่  22  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1130  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 การลงนามในสนธิสัญญาประนีประนอมระหว่างจักรวรรดิอุษมานียะห์  กับออสเตรียในรัชสมัยของซุลตอนอะห์หมัด  ข่านที่  1  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ได้เสร็จสิ้น  ภายหลังทหารอุษมานียะห์ได้รับความปราชัยต่อพวกออสเตรีย  หลายครั้งด้วยกันทั้งในเมืองปีเตอร์ออร์เด็น  ,  ตีมีสวาร์และเบลเกรด  สนธิสัญญาได้กำหนดว่าออสเตรียได้รัฐตีมีสวาร์  ,  เบลเกรด  และอาณาเขตส่วนใหญ่จากแคว้นเซอร์เบีย,  ฟัลลาค  (โรมาเนีย)  เป็นของตน  และให้แคว้นโมราห์คืนแก่จักรวรรดิอุษมานียะห์  และกำหนดให้สาธารณรัฐแห่งเวนิส  (Venezia)  ยังคงมีกรรมสิทธิ์ในการครองหัวเมืองชายแดน เดลมาเซียร์ (Delmatia) สนธิสัญญาฉบับนี้ถูกเรียกกันว่า สนธิสัญญา บิซาโรฟิตซ์ (Pesarofith)

                 วันที่  13  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1186  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 คณะผู้แทนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ , รุสเซีย  และออสเตรียได้ร่วมประชุมในกรุงบูคาเรสต์  (Bucaresti)  เพื่อกำหนดเส้นตายต่อกรณีการสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างพวกอุษมานียะห์และพวกรุสเซียในแหลมไครเมีย  (Krym) การประชุมดังกล่าวมีขึ้นหลังความล้มเหลวของการประชุมครั้งแรกซึ่งจัดให้มีขึ้นในเมืองจอร์จิโอ  ณ  บัลแกเรีย  (Balgaria)  ในการประชุมครั้งนี้  คณะผู้แทนของพระจักรพรรดินีแคธเธอรีนที่  2  แห่งรุสเซียได้เรียกร้องให้มีการลงนามรับรองข้อเสนอของรุสเซียซึ่งล้วนแล้วแต่ริดรอนสิทธิต่าง ๆ  ของจักรวรรดิอุษมานียะห์  เป็นผลทำให้การประชุมประสบความล้มเหลว

                 ปลายเดือนชะอ์บาน  ปีที่  1213  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 นโปเลียนโปนาปาร์ต  (Napoleon  1”)  ได้นำกองทัพฝรั่งเศสเข้ายึดครองเมืองอัล-อะรีช  (Al-Areesh)  ในเส้นทางเดินทัพของนโปเลียนเพื่อพิชิตหัวเมืองต่าง  ๆ  ในแคว้นชามโดยมุ่งหน้ามาจากอียิปต์ซึ่งก่อนหน้านี้นโปเลียนได้เข้ายึดครองอียิปต์  นับตั้งแต่เดือนมุฮัรรอม  ปีที่  1213  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  อันเป็นส่วนหนึ่งในการโฆษณาชวนเชื่อของฝรั่งเศสในการทำสงครามเข้ายึดครองแผ่นดินอียิปต์

                 (นโปเลียน  ปานาปาร์ต  Napoleon  ที่  1  (คศ.1769-1821)  ถือกำเนิดในเมืองอาแจ๊กสิโอ  (Ajaccio)  จากครอบครัวโปนาปาร์ต  เป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส  ระหว่างปีคศ.1804-1815  มีความเลื่องลือในการทำศึกกับอิตาลีครั้งแรก  ในปีคศ.  1794  และครั้งที่สอง  ในปีคศ.1796 นโปเลียนได้นำทัพยาตราเข้ายึดครองอียิปต์  ปีคศ.1798-1799  และได้รับชัยชนะในสมรภูมิอัลฮะฮฺรอม  (เมืองญีซะฮฺ,กีเซ่)  เป็นผู้นำเอาแท่นพิมพ์ภาษาอาหรับอันแรกจากกรุงวาติงกันมาสู่อียิปต์ที่โบลาร์ก  (Bolarg)  ขึ้นเป็นกงสุลอันดับ  1  ปีคศ.1799  ต่อมาขึ้นเป็นกงสุลตลอดชีพเมื่อปีคศ.1800 ได้เผยแพร่กฎหมายแพ่งที่เรียกว่ากฎหมายนโปเลียน  และในปี คศ.1804  ถูกเรียกว่า  “พระจักรพรรดิ”  ถูกปลดในปีคศ.1814  นโปเลียนพ่ายแพ้ต่อพันธมิตรยุโรปในสมรภูมิวอเตอร์ลู  ปีคศ.1815  ถูกเนรเทศและเสียชีวิตในเกาะเซนต์เฮเลน

                 วันที่  24  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1221  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 มุฮัมมัด  อาลี  ปาชา  อุปราชย์ผู้ครองอียิปต์ได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปราชครองอียิปต์หลังจากที่ซุลตอนแห่งอุษมานียะห์ได้ทรงมีพระราโชบายย้ายมุฮัมมัด  อาลี  ปาชา  ไปปกครองแคว้นซาโลนิก  (Salonik)  -หรือ  ติซาโลนิกา (Thessalonika  เมืองหนึ่งในประเทศกรีซบนอ่าวติซาโลนิกา  ในทะเลอิเจียน  (อีญะห์)-)  ตามความต้องการของอังกฤษ  แต่ทว่าประชาชนชาวอียิปต์มีความยึดมั่นต่อมุฮัมมัด  อาลี  ปาชา  ซึ่งพยายามกดดันให้  ซุลตอนแห่งราชวงศ์อุษมานียะห์ยอมแต่งตั้งมุฮัมมัด  อาลี  เป็นอุปราชครองอียิปต์

                 วันที่  28  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1228  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 มุฮัมมัด  อาลี  อุปราชผู้ครองอียิปต์เดินทางสู่นครมักกะห์โดยทำการจับกุมชะรีฟ  ฆอลิ๊บ  ชะรีฟ  (เจ้าเมือง)  แห่งนครมักกะห์และส่งตัวไปยังอียิปต์และตั้งชะรีฟ  ยะฮ์ยา  อิบนุ  สะรูร  แทนชะรีฟ  ฆอลิ๊บ  ที่ถูกจับกุม  มุฮัมมัด  อาลี  ปาชาได้พยายามสร้างความปลอดภัยให้แก่เส้นทางของการประกอบพิธีฮัจญ์  และยังคงพำนักอยู่  ณ  นครมักกะห์  จวบจนกระทั่งได้ประกอบพิธีฮัจญ์  ในปี ฮ.ศ. 1229  และเดินทางกลับสู่อียิปต์หลังเสร็จพิธีฮัจญ์  ในวันที่  15  เดือนร่อญับ  ปีฮ.ศ.1230

                 วันที่  3  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1240  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 อิบรอฮีม  ปาชาแม่ทัพแห่งกองกำลังทหารของอียิปต์ในนครโมราห์  (Morah) ประสบความสำเร็จในการส่งกำลังบำรุงทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ยังเมืองโกโรน (Goron) ซึ่งชาวกรีซได้ทำการปิดล้อมเมืองนี้อยู่ (อิบรอฮีม  ปาชา)  -คศ.1789-1848-  แม่ทัพแห่งอียิปต์  เป็นบุตรของมุฮัมมัด  อาลี  ปาชาอุปราชผู้ครองเมืองอียิปต์ได้รับชัยชนะต่อพวกวะฮ์ฮาบีย์  (บรรดาผู้นิยมแนวทางของมุฮัมมัด  อิบนุ  วะฮาบ)  ในคาบสมุทรอาหรับ  ปีคศ.1818  เข้ายึดครองปาเลสไตน์และซีเรียในปีคศ.1832  และสร้างความปราชัยแก่กองทัพของ      อุษมานียะห์  ในเมืองโกนียะห์  (โกเนีย)  เมื่อปีคศ.1832  และในเมืองนาซีบีน  (Nizip) ปีคศ.1839 และล่าถอยกลับสู่อียิปต์โดยถูกกดดันจากกลุ่มประเทศยุโรป)

                 วันที่  13  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1245  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 คณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศสได้ทำการประชุมหารือเพื่อถกปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีลงโทษ  ฮุเซ็น  บาย  ผู้เป็นอุปราชครองแอลจีเรียจากทางด้านจักรวรรดิอุษมานียะห์  ซึ่งฮุเซ็น  บายได้ตบหน้า  มองซิเออร์  ดูวาล  กงสุลของฝรั่งเศสอันเนื่องจากการเสียมารยาทในการสนทนาและการล่วงเกินต่อฮุเซ็น  บาย  ขณะที่ฮุเซ็น  บาย  ได้เรียกร้องให้รัฐบาลฝรั่งเศสชำระหนี้สินแก่พ่อค้าชาวแอลจีเรียบางคนในขณะที่ฝรั่งเศสเห็นว่า  พ่อค้าชาวแอลจีเรียเหล่านี้เป็นลูกหนี้ของพ่อค้าชาวฝรั่งเศส 

                 ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ  เป็นสิทธิของฝรั่งเศสที่จะอายัดหนี้สินของชาวแอลจีเรียเพื่อเป็นผลประโยชน์แก่ชาวฝรั่งเศส และคณะรัฐมนตรีของฝรั่งเศส  ภายใต้การนำของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสเองได้ลงมติดำเนินคดีต่อฮุเซ็น  บาย  ด้วยการเข้ายึดครองแอลจีเรีย  ฝรั่งเศสได้จัดส่งกองกำลังทางทหารที่ประกอบด้วยทหารจำนวน  28,000  คนเศษ  และเรือรบ  100  ลำ  นอกจากนี้ยังมีเรืออีก  3  ลำเพื่อใช้ลำเลียงเหล่าทหารฝรั่งเศสเพื่อเข้ายึดครองแอลจีเรีย

                 วันที่  26  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1225  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ซุลตอนอับดุลมาญิด  ข่านที่  1  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์  ทรงประกาศพระราชกฤษฎีกา  กัลคอนะห์  (Gallkanah)  (-คำว่า  กัลคอนะห์  หมายถึง  บ้านหรือซุ้มดอกกุหลาบ  คำ  ๆ   นี้ใช้เรียกกองไปรษณีย์  หรือพระราชสาส์นส่วนพระองค์ วัตถุประสงค์ของการประกาศพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้คือ  จักรวรรดิอุษมานียะห์จะต้องดำเนินการต่อกลุ่มประเทศต่าง ๆ  ที่ยังคงอยู่ในการปกครองของจักรวรรดิให้มีความเจริญรุดหน้าในด้านต่าง ๆ  โดยเฉพาะ  ด้านผังเมือง  การสร้างเคหะสถาน  ตึกรามบ้านช่อง  และแถลงการณ์ถึงผลการดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและแผนงานต่าง ๆ  ซึ่งสมควรในการปฏิบัติตามเพื่อความเจริญรุดหน้าของจักรวรรดิอุษมานียะห์

                 (ซุลตอนอับดุลมาญีด  ข่านที่  1  (คศ.1823-1861)  ขึ้นครองราชย์  ปีคศ.1839  สืบต่อจากพระบิดา  ซุลตอนมะห์มูดที่  2  พระองค์ทรงดำเนินการแก้ไขปรับปรุงระบบการบริหารแผ่นดิน  ความคิด  และสังคม  เป็นที่รู้กันในนาม  “อัตตันซีมาต”   ซึ่งหมายถึง  “การจัดระเบียบแบบแผนต่าง ๆ”   ทรงประกาศกฎหมายค็อฎ ชะรีฟ     ปี คศ.1839 กฎหมายฮูมายูน ปีคศ.1856 ในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดสงครามไครเมียขึ้นระหว่างปีคศ.1854-1855)

                 วันที่  17  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1269  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 เจ้าชายมินิชชีคอฟ  เอกอัครราชทูตพิเศษแห่งรุสเซียประจำกรุงอิสตันบูล  (Istanbul)  ได้เดินทางกลับสู่นครมอสโคว์  ภายหลังประสบความล้มเหลวในการรื้อฟื้นเงื่อนไขต่าง ๆ  ในสนธิสัญญาสงบศึก”ฮิงการ์  อิสกิลาซีย์”  ซึ่งกำหนดว่ารุสเซียนั้นมีสิทธิในการพิทักษ์คุ้มครองชาวคริสเตียนทั้งหมดในดินแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์  และรุสเซียได้ขู่ว่าจะเข้ายึดครองแคว้นอัฟล๊าก  (วาลาเวีย  ,  วาลาเซียในลุ่มแม่น้ำดานูบ)  และแคว้นบุฆดาน  (โรมาเนีย)  หากจักรวรรดิอุษมานียะห์ยืนกรานที่จะไม่ให้มีการรื้อฟื้นเงื่อนไขของสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวขึ้นมาใหม่

                 วันที่  17  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1270  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองกำลังทหารของรุสเซีย  ภายใต้การนำของจอมพลบิสกีฟิตซ์  ได้ทำการปิดล้อมเมือง”ซิลซิเตรีย”เป็นระยะเวลา 35 วัน โดยที่จอมพลบิสกีฟิตซ์ ไม่สามารถสร้างความปราชัยให้แก่เมืองนี้ได้ ถึงแม้ว่า  กองกำลังทหารของรุสเซียในขณะนั้นจะมีจำนวนถึง  60,000  นายก็ตาม 

                 ส่วนกองทัพของอุษมานียะห์ซึ่งมีทหารอียิปต์ร่วมอยู่ในกองทัพเป็นจำนวนมาก  มีจำนวนไม่เกิน  15,000  นาย  ภายใต้การบัญชาการของมูซา  ปาชาซึ่งได้พลีชีพขณะสู้รบเพื่อป้องกันเมือง  เหล่าทหารอุษมานียะห์ได้ทำให้ประจักษ์ถึงความกล้าหาญและวีรกรรม ซึ่งในที่สุดรุสเซียจำต้องยกเลิกการปิดล้อมเมืองดังกล่าว  ในวันที่  23  เดือนร่อมาดอน  ปีที่  1270  แห่งฮิจเราะห์ศักราช  และก็มีการถอนทัพตามมา  เหล่าทหารหาญของจักรวรรดิ  อุษมานียะห์  ภายใต้การบัญชาการรบของอุมัร  ปาชา  จึงได้ไล่ติดตามบดขยี้และสร้างความปราชัยแก่รุสเซีย  ณ  เมืองจอร์จิโอ

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  1282  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ธนาคารแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ในรัชสมัยแห่งซุลตอนอับดุลมาญีด  ได้ดำเนินการเทขายหุ้นรายใหม่ด้วยเงินปันผล  12% ในความพยายามที่จะเอาชนะวิกฤติทางการเงินซึ่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ประสบอันเนื่องมาจากการดำเนินการกู้ยืมทรัพย์สินจากกลุ่มประเทศยุโรป จักรวรรดิอุษมานียะห์ประสบความล้มเหลวในความพยายามครั้งนี้   เพราะบรรดานักลงทุนไม่ยอมรับซื้อหุ้นที่เทขาย- 

                 วันที่  19  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1288  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
ซุลตอนอับดุลอะซีซ  (คศ.1830-1876)  แห่งราชวงศ์อุษมานียะห์  ได้ทรงประกาศพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้งให้มุฮัมมัด  อัซซอดิ๊ก  ปาชา  (บาย  แห่งตูนิเซีย)  ปกครองรัฐของตนอย่างสมบูรณ์  และมอบอำนาจแก่มุฮัมมัดและทายาทจากตระกูลของบาย  ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นมาตรการในการเผชิญหน้ากับความละโมบของฝรั่งเศสในการยึดครองตูนิเซีย  แต่ทว่าการแต่งตั้งดังกล่าวก็ไม่สามารถปิดกั้นการยึดครองตูนิเซียของฝรั่งเศสได้ในเวลาต่อมา

                 วันที่  10  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1293  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 คณะรัฐมนตรีของจักรวรรดิอุษมานียะห์  ได้ประชุมหารือเพื่อปลดซุลตอนมุร็อตข่านที่  5  เนื่องจากทรงเสียพระจริตและท่านชัยคุล  อิสลาม  หะซัน  คอยรุลเลาะห์  อะฟันดีย์ได้แถลงฟัตวา  (ข้อชี้ขาดทางศาสนา)  ว่า  “เมื่อผู้นำปวงชนมุสลิมเป็นบ้าหรือเสียสติอย่างที่สุดแล้วคุณสมบัติของความเป็นผู้นำก็ย่อมหมดไป 

                 ฉนั้นเป็นการถูกต้องหรือไม่ที่จะยกเลิกความเป็นผู้นำ  (อิหม่าม)  จากการให้สัตยาบันไว้  คำตอบ  :  ย่อมเป็นการถูกต้อง  วัลลอฮุอะลัม  (และอัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ทรงรู้ดียิ่ง)  แถลงฟัตวาโดยอัลฟะกีร  หะซัน  คอยรุ้ลเลาะห์  ขออัลลอฮฺทรงโปรดประทานอภัยแก่เขาด้วย”  และเหล่าคณะรัฐมนตรีก็ได้ลงมติว่า  -ตามการอ้างอิงยังคำฟัตวาดังกล่าว-  มีความจำเป็นที่จะต้องให้สัตยาบันในการดำรงตำแหน่งซุลตอนแก่อับดุลฮามีด  ข่านที่  2  ผู้เป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตของซุลตอนมุร็อต  การให้สัตยาบันแก่ซุลตอน  อับดุลฮามีด  ได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์  ในวันที่  18  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1293  แห่งฮิจเราะห์ศักราช

                 วันที่  15  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1294  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
อะห์หมัด  มุคต๊าร  ปาชา  ผู้บัญชาการกองทัพแห่งอุษมานียะห์  (ในรัชสมัยซุลตอน  อับดุลฮามีด  ข่านที่  2)  ได้สร้างความปราชัยอย่างย่อยยับต่อกองกำลังทางทหารของรุสเซียในคาบสมุทรอนาโตเลีย  (Anatolia)  และกองกำลังของรุสเซียผู้รุกรานจึงจำต้องยอมล่าถอยกลับไปยังเส้นพรมแดนของตน

                 วันที่  25  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1326  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 นครม่าดีนะห์  อัลมุเนาวะเราะห์  จัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  เนื่องในโอกาสการเปิดเส้นทางรถไฟสายอัลฮิญาซอัลฮะมีดียะห์  โดยมีผู้คนมาร่วมเฉลิมฉลองถึง  30,000  คน  รถไฟขบวนแรกได้มาถึงนครม่าดีนะห์  อัลมุเนาวะเราะห์  ประมาณวันที่  15  เดือนชะอ์บาน  ปีฮ.ศ.1326  แต่งานเฉลิมฉลองในการเปิดเส้นทางรถไฟได้ถูกเลื่อนไปเพื่อให้ตรงกับพิธีฉลองการเสด็จขึ้นครองราชย์ของซุลตอนอัลดุลฮามิดที่  2

                 วันที่  24  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1337  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กองทัพของซุลตอนอับดุลอาซีซ  อิบนิ  อับดิรเราะห์มาน  อาล  ชุอูด  ซุลตอนแห่งแคว้นนัจญ์  ได้รับชัยชนะต่อกองทัพของกษัตริย์ฮุเซ็น  อิบนุ  อาลี  กษัตริย์แห่งแคว้นฮิญาซในเมืองตุรบะห์  โดยทีกองกำลังแห่งฮิญาซได้ถูกทำลายอย่างราบคาบ  และไม่มีผู้ใดรอดชีวิต  นอกจากทหาร  100  นายเท่านั้นซึ่งมีแม่ทัพเจ้าชายอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อัลฮุเซ็น  เป็นผู้นำและการได้รับชัยชนะของอิบนิ  ซุอูดในสมรภูมิตุรบะห์  ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายในการปกครองของเหล่าอัชร็อฟ  ในแคว้นฮิญาซและในเวลาเดียวกันก็เป็นการเริ่มผนวกแคว้นฮิญาซเข้าสู่อำนาจของอิบนุ  ซุอูดและการประกาศตั้งราชอาณาจักรแห่งซาอุดิฯในเวลาต่อมา

                 วันที่  5  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1350  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 การลงนามในสนธิสัญญาความเป็นมิตรและเพื่อนบ้านที่ดีระหว่างราชอาณาจักรซาอุดิฯ  และเยเมนได้เสร็จสิ้นลง  หลังจากที่เกือบมีสงครามรบพุ่งเกิดขึ้นระหว่าง  2  ฝ่าย  อันมีสาเหตุมาจากการขัดแย้งกันในเรื่องเส้นเขตแบ่งพรมแดน  สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ประมวลถึงมาตรา  8  ข้อ  ที่กำหนดให้มีการแลกเปลี่ยนและส่งมอบอาชญากรทั้งทางการเมืองและมิใช่ทางการเมืองระหว่างกัน

                 ในเดือนชะอ์บาน  ปีที่  1354  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 ท่านเชค  อิซซุดดีน  อัลก็อซซาม  หนึ่งในผู้นำการต่อสู้แห่งปาเลสไตน์เพื่อต่อต้านแผนการร้ายในการสร้างนิคมชาวยิวในแผ่นดินปาเลสไตน์ได้พลีชีพ  (ชะฮีด)  ในการสู้รบกับกองกำลังยึดครองของอังกฤษ

                 วันที่  20  เดือนชะอ์บาน  ปีที่  1367  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                 กษัตริย์อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อัลฮุซัยน์  อิบนิ  อาลี  กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรจอร์แดนทรงเสด็จเยือนราชอาณาจักรซาอุดิฯครั้งประวัติศาสตร์และนับเป็นครั้งแรกที่กษัตริย์อับดุลอาซีซ  อาล  ซุอู๊ด  ได้ทรงประทับเคียงคู่กับกษัตริย์อับดุลลอฮฺแห่งจอร์แดน  ทั้งนี้กษัตริย์ฟารุก  แห่งอียิปต์เป็นผู้มีบทบาทอย่างใหญ่หลวงในการทำให้พระมหากษัตริย์แห่งซาอุดิฯและจอร์แดนทั้งสองพระองค์  ยอมรับในการที่จะทิ้งเรื่องราวแต่เก่าก่อนระหว่างทั้งสองไปเสียและเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ระหว่างทั้งสองพระองค์อันเป็นความพยายามในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของกลุ่มชาติอาหรับในการเผชิญหน้าต่อความละโมบของพวกไซออนิสต์ในปาเลสไตน์ 

                 การดังกล่าวนับเป็นการปูทางหรือก้าวแรกในการสร้างความสามัคคีในกลุ่มชาติอาหรับซึ่งมีผลตามมาด้วยกับการปรากฏขึ้นของกลุ่มสันนิบาตชาติอาหรับ  ในเวลาต่อมา  (กลุ่มสันนิบาตชาติอาหรับ  เป็นองค์กรระหว่างประเทศ  มีที่ทำการอยู่  ณ  กรุงไคโร  ได้ร่วมกันตั้งขึ้นในวันที่  22  มีนาคม  คศ.1945  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมในสันนิบาต  และประสานงานในการดำเนินการตามแผนงานทางการเมืองเพื่อทำให้การช่วยเหลือระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกเกิดขึ้น  และพิทักษ์ไว้ซึ่งเอกราช  และสมบูรณภาพของกลุ่มประเทศสมาชิก  และพิจารณาในลักษณะรวมถึงกิจการและผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศสมาชิก  และมีการช่วยเหลือในทุก ๆ  ด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ,  สังคม,  วัฒนธรรม  และสาธารณสุข 

                 กลุ่มประเทศที่ร่วมก่อตั้ง  ได้แก่  ประเทศอียิปต์,  เลบานอน,  อิรัก,  จอร์แดน, ซีเรีย,  ซาอุดิฯ  และเยเมน  ลิเบียเข้าเป็นสมาชิกในปี  1953  ซูดาน  ปี1956  มอร็อคโค  และตูนิเซีย  ปี  1958  คูเวต  ปี  1961  แอลจีเรีย  ปี  1962  สาธารณรัฐประชาชนแห่งเยเมนใต้  ปี  1968  มะฮฺเรน  กาตาร์  โอมาน  และสหรัฐฯอาหรับเอมิเรต  ปี  1971  มอร์ตาเนีย  ปี  1972  โซมาเลีย  ปี  1973  องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์  ปี  1976  จิบูติ   ปี  1977  และย้ายที่ทำการ  (สำนักงาน)  ไปยังตูนิเซีย  ปี  1979)

Default image
อาลี เสือสมิง