เหตุการณ์สำคัญในเดือนซุ้ลฮิจญะห์

                เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  2  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                เกิดสงคราม “อัซซะวีก”  อบูซุฟยาน  ซ็อครฺ  อิบนุ  ฮัรบฺ  ได้สูญเสียมิตรสหายรวมถึงลูกชายของตน  นามว่า “ฮันซอละห์” ขณะกลับสู่นครมักกะห์  ในสงครามบะดัร  เหตุนี้อบูซุฟยานจึงได้บนบานว่า  “จะไม่ยอมให้น้ำเปียกศีรษะของตนจนกว่าจะได้สู้รบกับท่านศาสดา  (ซ.ล.)” 

                ดังนั้นเขาจึงนำไพร่พลทหารม้าและอูฐจำนวน  200  นายออกจากนครมักกะห์ และลงพัก  ณ  บริเวณตีนเขาเล็ก ๆ  ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครม่าดีนะห์และค้างแรมอยู่หนึ่งคืนที่เผ่าบะนีอันนะฎีร  (เผ่าของชาวยิวเผ่าหนึ่งในนครมาดีนะห์)  กับซ่าลาม  อิบนุ  มุชกิม  ซึ่งให้น้ำแก่อบูซุฟยานได้ดื่มและพูดคุยถึงข่าวคราวของผู้คนทั้งหลาย 

                ครั้นถึงเวลาเช้าอบูซุฟยานก็กลับมารวมอยู่กับไพร่พลของตน  และมีคำสั่งให้ตัดต้นอินทผลัมต้นเล็ก  ๆ  และสังหารชายคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวอันศ๊อร  (ชาวเมืองมะดีนะห์)  และสหายของเขา  และก็ล่าถอยกลับสู่นครมักกะห์  ท่านศาสดาก็ได้หมายหัวอบูซุฟยานไว้  และนำกำลังพลออกติดตาม  จนกระทั่งออกมาถึงตำบลก็อรก่อเราะห์  อัลกุดร์แต่ปรากฏว่า  อบูซุฟยานและกำลังทหารของตนได้ผ่านเลยตำบลนี้ไปแล้ว  โดยได้โยนเสบียงกรังทิ้งไว้  ซึ่งเสบียงที่ถูกทิ้งไว้ส่วนมากเป็นแป้งสาลีหรือข้าวบาเลย์บด  สงครามย่อย  ๆ  ครั้งนี้จึงถูกเรียกว่า  สงคราม “อัซซ่าวีก”  ซึ่งหมายถึงชื่อเรียกแป้งดังกล่าว


               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  10 แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ได้ทรงประกอบพิธีฮัจญ์อำลา  (ฮัจญะตุลวะดาอฺ)  ในการประกอบพิธีฮัจญ์ครั้งนี้  ท่านศาสดาได้ทรงแสดงธรรมเทศนาในวันที่  2  ของช่วงวันตรุษใหญ่  (อัลอัฎฮา)  อันเป็นการแสดงธรรมครั้งสำคัญ  ได้ทรงสั่งเสียและตักเตือนและให้มวลอิสลามิกชนที่ร่วมในพิธีครั้งนี้  ณ  ที่นั่นได้เป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า  พระองค์ทรงเผยแผ่สาส์นแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว  (และเราก็ขอยืนยันเช่นกันว่า  พระองค์ได้ทรงเผยแผ่สาส์นนั้นแล้ว  พระองค์ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่รับผิดชอบอันนั้นแล้ว  และพระองค์ได้ทรงตักเตือนแก่ประชาชาติของพระองค์แล้ว)  ขอพระองค์อัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ได้ทรงประสาทพร  และศานติอันมากมายแก่พระองค์  ตราบจนวันปรโลกด้วยเทอญ

                เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  12  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
                เกิดสงครามอัลอุรบะห์  และสงครามอัดดาซินะห์  (หรืออัดดาซิน)  เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในปาเลสไตน์  ใกล้เมืองฆอซซะห์  สงครามทั้ง  2  นี้นับเป็นสงครามครั้งแรกระหว่างมุสลิมกับโรมัน  ณ  ผืนแผ่นดินชาม  หลังจากที่เคยส่งกองทหารของอุซามะห์  อิบนุ  เซด  กองทัพของโรมันมีกำลังพล  3,000  นาย  โดยการบัญชาของเซอร์จิอุส  ซึ่งเคลื่อนพลออกจากเมืองฆอซซะห์  (ฉนวนกาซา)  สู่เมืองอุรบะห์ทางตอนใต้ของทะเลเดดซี 

                โดยพวกโรมันพยายามที่จะโจมตีกองทัพของมุสลิมซึ่งรักษาการณ์ประจำอยู่ในเมืองอัลญะบียะห์  (เป็นเขตทางตะวันตกของกรุงดามัสกัสในซีเรีย) ซึ่งมีท่านอบู  อุบัยดะห์  อามิร  อิบนิ  อัลญัรรอฮฺ  เป็นแม่ทัพของฝ่ายมุสลิมกองทัพโรมันต้องการตีขนาบหลัง  แต่ท่านอบู  อุบัยดะห์รู้ทันเสียก่อน  และได้สร้างความปราชัยแก่กองทัพโรมันซึ่งรวมพลอยู่ในเมืองอัดดาซินะห์  ใกล้กับเมืองฆอซซะห์และกองทัพของมุสลิมก็สามารถไล่ตามบดขยี้กองทัพโรมันจนแตกกระเจิง

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  15  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ท่านสะอฺด  อิบนุ  อบีวักกอซ  (รฎ.)  (หลังการได้รับชัยชนะในสมรภูมิอัลกอดีซียะห์  ในเดือนชะอฺบาน  ฮ.ศ.ที่  15)  ได้เริ่มทำการปิดล้อมเมืองบาฮัรซีร  ของอาณาจักรเปอร์เซีย  ซึ่งตั้งอยู่เส้นทางสู่เมืองอัลม่าดาอิน  และเมืองบาฮัรซีร  ก็แตกในวันที่  7  เดือนซอฟัร  ปีฮ.ศ.ที่  16  ภายหลังการปิดล้อมอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา  2  เดือน  และหลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์จากการพิชิตเมืองบาฮัรซีรนครอัลม่าดาอินราชธานีแห่งอาณาจักรเปอร์เซียก็ถูกตีแตก

               วันที่  10  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่ 18  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               กองทัพมุสลิมภายใต้การบัญชาการรบของท่านอัมรฺ  อิบนุ  อัลอาศ  (รฎ.)  ก็สามารถพิชิตเมืองอัลอะรีชของอียิปต์ได้  ท่านอัมรฺ  อิบนุ  อัลอาศ  (รฎ.)  ได้เคลื่อนกำลังพลจากเมืองกอยซารียะห์ในปาเลสไตน์สู่อียิปต์  โดยมีกำลังพลขนาดใหญ่  จำนวนถึง  4,000  นาย  โดยมุ่งพิชิตอียิปต์

               วันที่  23  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  23  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
 ท่านอมีรมุอฺมีนีน  อุมัร  อิบนุ  อัลคอตต๊อบ  (รฎ.)  ได้ถูกลอบสังหารด้วยน้ำมือของฟัยรูซ  ผู้มีฉายาว่า  อบู  ลุอฺลุอะห์  ซึ่งเป็นคนรับใช้ของท่านอัลมุฆีเราะห์  อิบนุ  ชุอฺอบะห์

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  23  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ปวงชนมุสลิมได้เลือกท่านอุสมาน  อิบนุ  อัฟฟาน  (รฎ.)  ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์แห่งปวงชนมุสลิม  บรรดาอัครสาวกได้เรียกร้องต่อท่านอุมัร  อิบนุ  อัลค็อตต๊อบ  (รฎ.)  ในขณะที่ท่านใกล้จะเสียชีวิตให้มอบตำแหน่งค่อลีฟะห์แก่บุคคลหนึ่งสืบต่อจากท่าน  ท่านอุมัร  (รฎ.)  ได้ตอบเหล่าอัครสาวกว่า  :  พวกท่านทั้งหลายจงยึดเอากลุ่มบุคคลที่ท่านศาสดา (ซ.ล.)  ได้ทรงสิ้นพระชนม์ในสภาพที่พระองค์ทรงพอพระทัยต่อกลุ่มบุคคลดังกล่าว 

               และกล่าวถึงพวกเขาเหล่านี้ว่า  เป็นส่วนหนึ่งจากชาวสวรรค์อันได้แก่  ท่านอาลี  อิบนุ  อบีตอเล็บ  ,  ท่านอุสมาน  อิบนุ  อัฟฟาน  ,  ท่านสะอฺด์  อิบนุ  อบีวักกอส  ,  ท่านอับดุรเราะห์มาน  อิบนุ  เอาฟฺ  ,  ท่านซุเบร  อิบนุ  อัลเอาวาม  ,  ท่านตอลฮะห์  อิบนุ  อุบัยดิลลาฮฺ  และท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุมัร

                โดยท่านอับดุลลอฮฺไม่มีสิทธิในเรื่องนี้  (คือไม่อยู่ในข่ายของผู้ได้รับเลือก)  ท่านอัลมุฆีเราะห์  อิบนุ  ชุอฺบะห์ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อท่านอุมัร  อิบนุ  อัลค็อตต็อบ  (รฎ.)  ให้แต่งตั้งท่านอับดุลลอฮฺบุตรของท่านอุมัรดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์สืบจากท่าน  ท่านอุมัร  (รฎ.)  ได้ตอบท่านอัลมุฆีเราะห์ว่า  :  “ท่านช่างดีอะไรเช่นนี้ ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ข้าพเจ้าจะไม่ประสงค์สิ่งนี้ เราไม่มีความต้องการใดเลยในกิจการของพวกท่าน และฉันก็ไม่พอใจที่ฉันจะประสงค์ในกิจการของพวกท่าน ให้เป็นสิทธิแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจากวงศ์วานของฉัน”

                ท่านอุมัร  (รฎ.)  ได้ส่งคนไปหาท่านอบูตอลฮะห์  อัลอันซอรีย์ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตเพียงเล็กน้อย  และกล่าวแก่ท่านอบูตอลฮะห์ว่า  ท่านจงนำกำลังคน  50  นายจากพรรรคพวกของชาวอันศ็อร  ของพวกท่านให้อยู่พร้อมกับกลุ่มบุคคลที่เป็นเหล่าชูรอ  (ประชุมหารือในเรื่องนี้)  … 

                และอย่าได้ปล่อยให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวผ่านเลยไปในวันที่สาม  จนกระทั่งกลุ่มบุคคลเหล่านั้นจะตั้งให้คนหนึ่งในพวกเขาเป็นผู้นำ  (ค่อลีฟะห์)  (คือให้ระยะเวลา  3  วันในการเลือกเฟ้น  ภายใน  3  วันนี้จะต้องมีมติออกมาแล้ว)  และจงคุมเข้มพวกเขา  ถ้าหากว่ากลุ่มบุคคลทั้ง  5  เห็นพ้องและพึงพอใจให้คนหนึ่งจากพวกเขาดำรงตำแหน่งแล้วมีคนหนึ่งคนใดปฏิเสธไม่เห็นด้วยก็ให้ประหารเสีย  และหากว่า  4  คนเห็นพ้อง  และพึงพอใจให้คนหนึ่งจากพวกเขาดำรงตำแหน่ง  แล้วมี  2  คนไม่เห็นด้วยก็ให้ประหารชีวิตบุคคลทั้ง  2  นั้นเสีย 

                และถ้าหาก  3  คนจากพวกเขาพอใจให้คนหนึ่งจากพวกเขาดำรงตำแหน่ง  แล้วมี  3  คนไม่เห็นด้วยก็ให้อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุมัร  เป็นผู้ชี้ขาด  ฝ่ายใดถูกชี้ขาดให้มีสิทธิก็จงเลือกเอาเสียคนหนึ่ง  ถ้าหากพวกเขาไม่พึงพอใจต่อคำตัดสินของอับดุลลอฮฺอีก  พวกท่าน  (พวกของท่านอบูตอลฮะห์)  ก็จงอยู่ข้างฝ่ายที่มีอับดุรเราะห์มาน  อิบนุ  เอาฟฺ 

                และจงสังหารพวกที่เหลือเสีย  หากกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่เอาด้วยกับมติที่ปวงชนเห็นพ้อง  และอย่าให้ถึงวันที่  4  นอกเสียจากว่า  (ในวันที่  4  นั้น)  พวกท่านทั้งหลายได้ตัวผู้นำจากพวกท่าน  (เป็นที่เรียบร้อย)  แล้วท่านอบูตอลฮะห์ก็ได้ควบคุมเหล่าคณะชูรอ  (กลุ่มบุคคลดังกล่าว  หลังการฝังศพท่านอุมัร)  จนกระทั่งในที่สุด  กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอุสมาน  อิบนุ  อัฟฟานให้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์

               วันที่  18  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  35  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ท่านอมีรุ้ลมุอฺมีนีน  อุสมาน  อิบนุ  อัฟฟาน  (รฎ.)  ได้ถูกสังหารในระหว่างการรวมตัวก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่  ซึ่งมีคณะบุคคลจากชาวอียิปต์  นำโดยอัลฆอฟีกีย์  อิบนุ  อัลฮัรบฺ  อัลอักกีย์  ได้เข้าร่วมในการก่อความวุ่นวายครั้งนี้  พร้อมด้วยอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  สะบะอฺ  (หัวหน้ามุนาฟิกีนในขณะนั้น)  ซึ่งเป็นชาวยิวที่เข้ารับอิสลามแบบไม่บริสุทธิ์ใจ 

                และยังมีคณะบุคคลจากเมืองกูฟะห์  นำโดยอัมรฺ  อิบนุ  อัลอะซอม  ตลอดจนคณะบุคคลจากเมืองบัสเราะห์  นำโดยฮัรกูซ  อิบนุ  ซุเฮร  อัสสะอฺดีย์  เข้าร่วมอีกด้วยบุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จในการเข้ายึดครองนครม่าดีนะห์  หลังจากที่ท่านอุสมาน  อิบนุ  อัฟฟาน  (รฎ.)  ได้ขอร้องบรรดาอัครสาวกและลูกหลานอย่าได้ทำการต่อสู้และท่านอุสมาน  (รฎ.)  ก็มีความหนักแน่นที่จะเผชิญหน้ากับบุคคลเหล่านี้อย่างมั่นคง 

                ครั้นเมื่อกลุ่มผู้ออกนอกลู่เหล่านี้รู้ถึงความช่วยเหลือ  จากกองกำลังประจำแคว้นชาม  (ที่เป็นฝ่ายค่อลีฟะห์)  ใกล้จะถึงนครม่าดีนะห์  พวกเขาก็เกิดความประหวั่น  และมีความต้องการที่จะจู่โจมเข้าที่พำนักของท่านอุสมาน  ท่านฮะซัน  อิบนุ  อาลี  ท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อัซซุเบซ  ท่านมุฮัมมัด  อิบนุ  ตอลฮะห์  ท่านสะอีด  อิบนุ  อัลอาศ  ฯลฯ  ก็เข้ามาขัดขวางบุคคลเหล่านั้น  แต่ทว่าพวกก่อความวุ่นวายก็ได้ลอบปีนกำแพงที่พำนักจากช่องทางระหว่างที่พำนักของท่านอุสมานกับบ้านของท่านอุมัร  อิบนุ  ฮัซมินเข้ามาและลอบวางเพลิงประตูที่พำนักของท่านอุสมาน 

                ในขณะที่ท่านอุสมาน  (รฎ.)  ก็ยืนกรานต่อเหล่าลูกหลานของบรรดาอัครสาวกให้ทิ้งอาวุธ  จนมีบางคนยอมวางอาวุธ  (ไม่ต่อสู้)  ในที่สุดพวกออกนอกลู่ผู้ก่อความวุ่นวายเหล่านั้นก็เข้าจู่โจมถึงตัวท่านค่อลีฟะห์และสังหารท่าน  ท่านอุสมาน  (รฎ.)  คือผู้ที่ได้ซื้อบ่อน้ำรูมะห์  และอุทิศให้เป็นสิทธิของปวงชนมุสลิม  และเป็นผู้รวบรวมพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน  และเป็นบุคคลแรกที่ทำการขยายมัสยิดของท่านศาสดา  และนอกจากนี้ท่านยังมีคุณงามความดีอีกมากมาย  (ขอให้พระองค์อัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยต่อท่านด้วยเทอญ)  วันที่ท่านถูกสังหารนั้นท่านอุสมานมีอายุได้  82  ปี

               วันศุกร์ที่  25  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  35  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ปวงชนมุสลิมได้แสดงสัตยาบันแก่ท่านค่อลีฟะห์อะลี  อิบนุ  อบีตอเล็บ  (รฎ.)  ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำปวงชนผู้ศรัทธา  ในช่วงแรกนั้นท่านอะลี  อิบนุ  อบีตอเล็บ  (รฎ.)  ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับการเป็นค่อลีฟะห์  ขณะที่กลุ่มผู้ออกนอกลู่ที่มีส่วนร่วมสังหารท่านอุสมานได้พร้อมใจกันเสนอให้ท่านอะลีดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์  ทั้งนี้ก็เพื่อที่พวกเหล่านี้จะได้จักได้มีอำนาจต่อรองกับท่านอะลี  และไม่เอาโทษกับพวกนี้ 

                ท่านอะลีก็ยังคงปฏิเสธไม่รับข้อเสนอ  แต่ทว่าด้วยการคะยั้นคะยอและสนับสนุนของเหล่าอัครสาวกที่มีต่อท่านอะลี  (รฎ.)  เพื่อปลดปล่อยนครม่าดีนะห์จากการย่ำยีของพวกที่ออกนอกลู่นอกทางซึ่งตกอยู่ในความเหิมเกริม  ปวงชนมุสลิมทั้งหมดจึงได้แสดงสัตยาบันแก่ท่านอะลี  (รฎ.)  ให้ดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์ 

                นอกจากท่านสะอฺด์  อิบนุ  อบีวักกอซ  ,  ท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อุมัร  ,  ท่านอุซามะห์  อิบนุ  ซัยด์  ,  ท่านซุฮัยบฺ  จากเหล่ามุฮาญีรีน  (ผู้อพยพ)  และท่านฮัซซาน  อิบนุ  ซาบิต  ,  ท่านซัยด์  อิบนุ  ซาบิต  ท่านกะอฺบ  อิบนุ  มาลิก  ,  ท่านมุฮัมมัด  อิบนุ  มัสละมะห์  ,  ท่านอันนุอฺมาน  อิบนุ  บ่าชีร  ,  ท่านรอฟิอฺ  อิบนุ  คอดิจ  ,  ท่าสลามะห์  อิบนุ  วักชฺ  ,  ท่านอบูสะอีด  อัลคุดรีย์  ,  ท่านกุดามะห์  อิบนุ  มัซอูน  ,  ท่านมัสละมะห์  อิบนุ  มุค็อลลัด  ,  ท่านอับดุลลอฮฺ  อิบนุ  ส่าลาม  จากกลุ่มชาวอันศ๊อร  และบุคคลที่ได้ออกจากนครม่าดีนะห์มุ่งสู่นครมักกะห์  และส่วนใหญ่จากบุคคลในตระกูลอุมัยยะห์  เช่น  ท่านสะอีด  อิบนุ  อัลอ๊าศ  ,  ท่านมัรวาน  อิบนุ  อัลฮะกัม

                ท่านอิบนุ  กะซีรได้กล่าวว่า  ครั้นเมื่อท่านอุสมาน  (รฎ.)  ได้ถูกสังหารในวันศุกร์ที่  18  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีฮ.ศ.35  ตามทัศนะอันเป็นที่ทราบ  (มัชฮูร)  ผู้คนทั้งหลายจึงมุ่งมาสู่ท่านอะลี  (รฎ.)  ให้สัตยาบันแก่ท่านก่อนทำการฝังศพท่านอุสมาน  บ้างก็กล่าวว่า  หลังจากที่ฝังศพของท่านอุสมานแล้ว  และท่านอะลีก็ปฏิเสธที่จะตอบรับในการดำรงตำแหน่งผู้นำ  จนกว่าจะมีมติเห็นพ้อง 

                ท่านอะลี  (รฎ.)  จึงได้หลบหนีผู้คนไปยังกำแพงสวนของตระกูลอุมัร  อิบนุ  มับดู้ล  และปิดประตูเก็บตัวเงียบอยู่  ผู้คนจึงมาหาท่านอะลี  (รฎ.)  พากันเคาะประตูเรียก  และเข้าไปหาท่านอะลี  (รฎ.)  ผู้คนพร้อมด้วยท่านตอลฮะห์  และท่านอัซซุบัยร์  ได้กล่าวกับท่านอะลี  (รฎ.)  ว่า  :  แท้จริงเรื่องนี้นั้นไม่อาจที่จะปล่อยค้างคาไว้โดยขาดผู้นำ ผู้คนต่างก็ยืนกรานกับท่านอะลี (รฎ.)  เช่นนั้นจนในที่สุดท่านอะลี  (รฎ.)  ก็ได้ตอบรับคำเรียกร้อง  ท่านจึงได้ออกไปยังมัสยิดอันนะวีย์  เหล่าปวงชนจึงได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี  (อัลบิดายะห์  วันนิฮายะห์  เล่มที่  7  หน้าที่  226)

                ท่านอิบนุ  กะซีรยังได้กล่าวอีกว่า  :  กล่าวกันว่าบุคคลแรกที่ได้ทำการแสดงสัตยาบันต่อท่านอะลี (รฎ.)  คือท่านตอลฮะห์  ซึ่งท่านตอลฮะห์ได้ใช้มือขวาของท่านซึ่งเป็นอัมพฤกษ์มาเมื่อครั้งสงครามอุฮุดในการปกป้องท่านศาสดา  (ซ.ล.)  ขณะแสดงสัตยาบันต่อท่านอะลี  (รฎ.)  (อัลบิดายะห์  เล่มเดียวกัน)

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  36  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
              เกิดสมรภูมิซิฟฟิน  ระหว่างท่านอมีรุ้มุอฺมีนีน  อะลี  อิบนุ  อบีตอลิบ  (รฎ.)  กับฝ่ายของมุอาวียะห์  อิบนุ  อบีซุฟยาน  อันเป็นผลพวงจากการพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างทั้ง  2  ฝ่าย  ในการแก้ไขปัญหาที่มีผลสืบเนื่องมาจากการลอบสังหารท่านค่อลีฟะห์อุสมาน  (รฎ.) 

                ท่านอัตต่อบารีย์ได้เล่าถึงสมรภูมิซิฟฟีนว่า  :  ดังนั้นพวกเขาทั้งหลายจึงได้ทำการสู้รบกันตลอดเดือนซุ้ลฮิจญะห์  ซึ่งบางทีก็ทำการสู้รบพันตูกันถึง  2  เพลาภายในวันเดียว  ทั้งเวลาเช้าและช่วงเย็น  จนกระทั่งในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็ได้ตกลงกันในการสงบศึกภายในเดือนมุฮัรรอม  ปีฮ.ศ.ที่  37  โดยมุ่งหวังให้มีการประนีประนอมระหว่าง  2  ฝ่าย

                สมรภูมิซิฟฟีน  ได้เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านอะลี  (รฎ.)  ได้รับชัยชนะในสมรภูมิอูฐ  และได้เดินทางจากเมืองบัสเราะห์  สู่เมืองกูฟะห์  และได้เข้าสู่เมืองกูฟะห์ในวันจันทร์ที่  12  เดือนร่อญับ  ท่านอะลีได้ส่งท่านญะรีร  อิบนุ  อับดิลลาฮฺไปหาท่านมุอาวียะห์ในนครดามัสกัส  เพื่อเรียกร้องให้ท่านมุอาวียะห์ยอมสวามิภักดิ์  ท่านมุอาวียะห์จึงได้รวบรวมเหล่าอัครสาวกที่เป็นแนวร่วม  เหล่าแม่ทัพนายกองตลอดจนบุคคลสำคัญของแคว้นชาม  และได้ขอคำปรึกษาจากบุคคลเหล่านี้ถึงสิ่งที่ท่านอะลี  (รฎ.)  ได้เรียกร้อง 

                บุคคลเหล่านี้ได้กล่าวว่า  :  ท่านจะต้องไม่ให้สัตยาบันแก่ท่านอะลี (รฎ.)  จนกว่าอะลี  (รฎ.)  ได้สำเร็จโทษกลุ่มมือสังหารท่านอุสมาน  หรือส่งมอบพวกเหล่านั้นมาให้แก่พวกเราเสียก่อน  ทานญะรีรจึงได้เดินทางกลับมาแจ้งให้ท่านอะลี  (รฎ.)  ทราบถึงการดังกล่าว  ดังนั้นท่านอะลี  (รฎ.)  จึงได้มอบหมายให้อบูมัสอู๊ด  อุกบะห์  อิบนุ  อามิรให้เป็นผู้รั้งเมืองกูฟะห์  และได้เคลื่อนกำลังพลออกจากกูฟะห์  มาตั้งค่ายที่ตำบลอันนะคีละห์  ซึ่งเป็นต้นทางสู่แคว้นชามจากแผ่นดินอิรัก  และได้มีประชาชนบางกลุ่มเสนอให้ท่านอะลี  (รฎ.)  คงอยู่ในนครกูฟะห์  และส่งบุคคลอื่นเป็นผู้นำทัพสู่แคว้นชามแต่ท่านอะลี  (รฎ.)  ได้ปฏิเสธ  ทางท่านมุอาวียะห์เมื่อทราบข่าวว่าท่านอะลี  (รฎ.)  ได้จัดเตรียมทัพและออกทำศึกด้วยตนเอง  เหล่าที่ปรึกษาของท่านก็ได้เสนอแนะให้ท่านมุอาวียะห์นำทัพด้วยตนเองเช่นเดียวกัน

                เหล่าทหารจากแคว้นชามได้เคลื่อนทัพสู่แม่น้ำยูเฟรติส  (ฟุร็อต)  จากทางด้านตำบลซิฟฟีนใกล้กับเมืองร็อกเกาะห์บนฝั่งแม่น้ำยูเฟรติส  ท่านอะลี  (รฎ.)  ได้นำทัพมุ่งหน้าสู่ทิศดังกล่าว  และสงครามก็ได้เริ่มขึ้นในเดือนซุ้ลฮิจญะห์ปีฮ.ศ.36  ด้วยการปะทะ  และดวลดาบกันเป็นระลอกจนกระทั่งได้ทำสัญญาพักรบในเดือนมุฮัรรอมปีฮ.ศ.ที่  38 

                ในสมรภูมิซิฟฟีนนี้เต็มไปด้วยการแสดงความกล้าหาญในการสู้รบ  และการปฏิบัติซึ่งกันและกัน  การติดต่อกันในช่วงพักรบ  และในสมรภูมินี้ท่านอัมมารได้ถูกสังหาร  ซึ่งท่านอัมมารนั้นอยู่กับฝ่ายขอท่านอะลี  (รฎ.)  และด้วยการเสียชีวิตของท่านอัมมารในการศึกครั้งนี้  จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความผิดพลาดของท่านมุอาวียะห์  ทั้งนี้เพราะท่านศาสดาได้เคยกล่าวแก่ท่านอัมมารว่า  “กลุ่มชนผู้ละเมิดจักสังหารท่าน” รายงานโดยท่านบุคอรีย์ จากหนังสือฟัสลุ้ลคิตอบ ฟีมาวากิฟิ้ลอัศวาบ ของท่านเชคมุฮัมมัด ซอและห์ อะห์หมัด อัลฆ็อรซีย์ หน้า 113

               วันที่  8  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  60  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ท่านฮุซัยน์  อิบนุ  อะลีได้เดินทางออกจากนครมักกะห์มุ่งสู่นครอัลกูฟะห์ในแผ่นดินอิรัก  ภายหลังการให้สัตยาบันแก่ท่านฮุซัยน์จากประชาชนชาวอัลกูฟะห์  จำนวน  18,000  คน  ตามคำบอกของท่านมุสลิมอิบนุ  อะกีล  อิบนิ  อบีตอลิบ  ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับท่านฮุซัยน์  อิบนุ  อะลี  และเป็นผู้รบเร้าให้ท่านฮุซัยน์เดินทางเข้าสู่นครอัลกูฟะห์  เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในรัชสมัยของยะซีด  อิบนุ  มุอาวียะห์  แห่งราชวงศ์อุมาวียะห์ 


               
ท่านฮุซัยน์เห็นว่า  ท่านมิสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นค่อลีฟะห์มากกว่ายะซีด  ท่านจึงไม่ยอมแสดงสัตยาบันยอมรับถึงการเป็นค่อลีฟะห์ของยะซีด  และเหล่าบรรดาผู้สนับสนุนท่านฮุซัยน์ที่มีความจริงใจต่อท่านต่างก็ทักท้วง  และเตือนท่านให้เลิกล้มความคิดที่จะออกไปสู่แผ่นดินอิรัก  แต่ทว่าท่านอัลฮุซัยน์  กลับไม่ยอมรับฟังคำตักเตือนของบุคคลเหล่านั้น 


               
โดยท่านยังคงเดินทางมุ่งหน้าสู่อิรัก  โดยหารู้ไม่ว่า  อุบัยดิลลาฮฺ  อิบนุ  ซิยาด  ข้าหลวงปกครองนครบัสเราะห์ที่ได้รับการมอบหมายจากยะซีด  อิบนุ  มุอาวียะห์ให้เป็นข้าหลวง  และปราบปรามเหล่าผู้ให้การสนับสนุนท่านฮุซัยน์ที่แผ่นดินอิรักได้ประสบความสำเร็จในการสังหารท่านมุสลิม  อิบนุ  อะกีลฝ่ายชีอะห์  (ผู้ให้การสนับสนุน)  ท่านฮุซัยน์ก็พากันหวาดกลัวในชีวิตของพวกเขา  จึงไม่ยอมออกมาทำการช่วยเหลือท่านฮุซัยน์ 


               
ซึ่งขณะนั้นท่านมีตัวคนเดียวกับแนวร่วมจากเครือญาติและผู้ใกล้ชิดจำนวนเพียงหยิบมือราว  32  คนที่เป็นทหารม้า  และอีก  40  คนที่เป็นพลเดินเท้าในการเผชิญหน้ากับกองทัพของค่อลีฟะห์  ภายใต้การบัญชาการของอุมัร  อิบนุ  สะอ์ด  อิบนิ  อบีวักกอซ  ในสมรภูมิที่เป็นที่ทราบกันดีในนามว่า  “โศกนาฏกรรมแห่งกัรบาลาอฺ”  ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่  10  มุฮัรรอม  ฮ.ศ.ที่  61  (กัรบาลาอฺเป็นเมืองหนึ่งในอิรักบนแม่น้ำอัลฮุซัยนียะห์  ซึ่งเป็นแม่น้ำน้อยที่เป็นสาขาของแม่น้ำยูเฟรติส  (ฟุร็อต)  ทางตอนใต้ของกรุงแบกแดด  มีประชากรราว  125,000  คน)


               
เกี่ยวกับข้อชี้ขาดของนักวิชาการในการสู้รบของท่านฮุซัยน์และการถูกสังหารของท่านนั้น  นักวิชาการได้ระบุว่า  เป็นข้ออนุญาติสำหรับท่านฮุซัยน์ในการไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อยะซีดเนื่องด้วยข้อวินิจฉัย  (อิจติฮาด)  ของท่าน  ในทางกลับกันก็ย่อมมีข้ออนุญาต  สำหรับทหารของยะซีดในการสู้รบกับท่านฮุซัยน์เช่นกันทั้งนี้เนื่องจากพวกเขามีทัศนะว่า  การเป็นผู้นำของยะซีดขาดความชอบธรรมและถือว่าเป็นการก่อกบฎขัดขืนต่อผู้นำเป็นที่ต้องห้าม  และถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องสู้รบกับเหล่าผู้ก่อกบฏแข็งข้อต่อผู้นำของพวกเขา 


               
แต่เหตุผลดังกล่าวก็มิได้หมายความว่า  เป็นที่อนุมัติแก่กองทัพของยะซีดที่จะสู้รบและทำการสังหารท่านฮุซัยน์  เนื่องจากมีมติเห็นพ้อง  (อิจมาอฺ)  ว่า  ไม่อนุญาตให้สู้รบกับผู้ที่แข็งข้อต่อผู้นำที่อธรรมอันมีเหตุมาจากการอธรรมของผู้นำ  และการละทิ้งการปฏิบัติตามแนวทาง  (ซุนนะห์)  ของท่านศาสดา  และถือได้ว่าท่านฮุซัยน์นั้นได้ถูกสังหารโดยอธรรมและเป็นผู้พลีชีพ  การที่ท่านฮุซัยน์ได้ยืนกรานที่จะกระทำเช่นนั้นเป็นการวินิจฉัยของท่านโดยแท้  และท่านก็เป็นแบบอย่างอันดีของบรรดาผู้วินิจฉัยทั้งหลาย


               
ในส่วนของยะซีด  อิบนุ  มุอาวียะห์นั้น  ท่านเชคอบู  อุมัร  อิบนุ  อัซซอลาฮฺ  ได้กล่าวตอบในคำฟัตวาของท่านว่า  “ไม่มีรายงานที่ถูกต้อง  ณ  ที่เราว่ายะซีดเป็นผู้สั่งให้สังหารท่านฮุซัยน์  และสิ่งที่ถูกจำกันมาก็คือ  ผู้ที่ออกคำสั่งให้ทำการสู้รบกับท่านจนเป็นเหตุนำไปสู่การสังหารท่าน  (ขออัลลอฮฺทรงให้เกียรติแก่ท่าน)  คืออุบัยดิลลาฮฺ  อิบนุ  ซิยาด  ข้าหลวงอิรักในขณะนั้น 


               
ส่วนการด่าทอสาปแช่งยะซีดนั้นไม่ใช่กิจของผู้ศรัทธา  และถ้าหากว่ามีรายงานอย่างถูกต้องว่ายะซีดเป็นผู้สังหาร  หรือออกคำสั่งให้สังหารท่านฮุซัยน์ก็ได้มีรายงานมาในหะดีษที่ได้รับการจดจำว่า “การสาปแช่งมุสลิมก็ประหนึ่งการสังหารผู้นั้น  ผู้ที่สังหารท่านฮุซัยน์ก็ไม่ถือเป็นกาฟิร  (ตกศาสนา)  ด้วยสิ่งดังกล่าว  หากแต่เป็นผู้ประกอบกรรมชั่วที่มหันต์  อันที่จริงที่จะตกศาสนานั้น ก็คือผู้ที่สังหารผู้เป็นศาสดาเท่านั้น”


               
เกี่ยวกับสถานภาพของยะซีดนั้นมีท่าทีของกลุ่มคน  3  กลุ่มคนด้วยกัน  กลุ่มหนึ่งสวามิภักดิ์และรักยะซีด  กลุ่มหนึ่งด่าทอและสาปแช่งยะซีด  และอีกกลุ่มหนึ่งยึดทางสายกลางในการดังกล่าว  คือไม่นิยมชมชอบ  และก็ไม่ด่าทอสาปแช่ง  และถือว่ายะซีดก็คือกษัตริย์คนหนึ่ง  จากบรรดากษัตริย์ทั้งหลายในอิสลาม  และเป็นค่อลีฟะห์คนหนึ่งที่ไม่ใช่ค่อลีฟะห์ผู้ทรงธรรม  กลุ่มหลังนี้คือกลุ่มที่ถูกต้อง  (ฟะตาวา  อิบนิ  อัซซ่อลาฮ์  หน้า  38)

               วันที่  26  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  132  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               พวกนิยมในราชวงศ์อับบาซียะห์ได้ทำการสังหารมัรวาน  อิบนุ  มุฮัมมัด  ซึ่งเป็นค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อัลอุมาวียะห์  ภายหลังการสังหารมัรวาน  พวกอับบาซียะห์ได้ส่งศีรษะของมัรวานไปยังอบุลอับบาส  อัซซัฟฟาฮฺ  ค่อลีฟะห์องค์แรกแห่งราชวงศ์อับบาซียะห์ มัรวาน  อิบนุ  มุฮัมมัด  (ฮ.ศ.72-132/คศ.692-750)  เป็นค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มุอาวียะห์ในดามัสกัส  (ฮ.ศ.127/คศ.744)  ได้ปราบปรามพวกค่อวาริจ  และสังหารผู้นำของพวกค่อวาริจนามว่าอัดเดาะห์ฮาก  ปีคศ.746  พวกอับบาซียะห์ได้สร้างความปราชัยแก่มัรวานในสมรภูมิอัซซาบ  และได้ถูกสังหารในอียิปต์  เป็นที่รู้จักกันในนาม  มัรวาน  อัลฮิม๊าร  (มัรวานลา)  เนื่องจากมีความบ้าบิ่นในการสู้รบ

                วันที่  12  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  136  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               อบุ้ลอับบาส  อัซซัฟฟาฮฺ  ค่อลีฟะห์ปฐมราชวงศ์อับบาซียะห์ได้สิ้นพระชนม์ภายหลังการประชวรด้วยโรคฝีดาษ  ขณะมีพระชนมายุได้  33  พรรษา  และพระอนุชาพระนามว่า  อบู  ญะอ์ฟัร  อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  มุฮัมมัด  อิบนิ  อะลีอัลอับบาซียะห์  หรือที่รู้จักกันในพระนามว่า  อบูญะอฺฟัร  อัลมันซูร  ได้เสด็จขึ้นดำรงตำแหน่งค่อลีฟะห์สืบมา (อบุ้ลอับบาส  อัซซัฟฟาฮฺ  (ฮ.ศ.132-136 / คศ.750-754)  ทรงประสูติ  ณ  ตำบลอัชชุรอฮฺ  (คศ.722)  ได้ก่อการกบฎลุกฮือโค่นล้มราชวงศ์อุมาวียะห์  ภายหลังการเสียชีวิตของพระเชษฐานามว่า  อิบรอฮีม  (คศ.748)  ได้รับการแสดงสัตยาบันขึ้นเป็นค่อลีฟะห์  ณ  มัสยิดแห่งนครกูฟะห์  ได้รับชัยชนะต่อมัรวานที่  2  ในสมรภูมิอัซฺซาบ  และตั้งนครอัลอันบ๊ารเป็นราชธานี  และเป็นผู้ออกคำสั่งให้กวาดล้างพวกนิยมในราชวงศ์อุมาวียะห์

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  559  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               มหาเสนาบดี  ชาวุร  แห่งราชวงศ์ฟาติมียะห์ได้ก่อการปฏิวัติต่ออะสะดุดดีนชีรอกโก้  แม่ทัพแห่งนูรุดดีน  ซังกีย์ เจ้าครองแคว้นซีเรียซึ่งได้ส่งอะสะดุดดีนมาช่วยเหลือมหาเสนาบดีชาวุรซึ่งร้องขอให้นูรุดดีนช่วยต่อต้านพวกครูเสด  และกษัตริย์อามูรี่ของพวกครูเสด  แต่ทว่าไม่นานนักชาวุร  กลับไปร่วมมือเป็นพันธมิตรกับอามูรี่  และทำการปิดล้อมกองทหารของชีรอกโก้ไว้ในเมืองบิลีบีส 


               
พวกครูเสดภายใต้การนำของกษัตริย์อามูรี่  กษัตริย์แห่งเยรูซาเล็มเกือบจะประสบความสำเร็จในการเข้ายึดครองอียิปต์  ถ้าหากว่านูรุดดีน  ซังกีย์ไม่ทำการโจมตีกองทัพครูเสดในปาเลสไตน์  และคุกคามต่อกรุงเยรูซาเล็มซึ่งทำให้อามูรี่ต้องถอนทัพออกจากอียิปต์โดยเร็ว (อะสะดุดดีน  ชีรอกโก้  อิบนุ  ชาซี่  (เสียชีวิตฮ.ศ.564/คศ.1169)  เป็นอาของซอลาฮุดดีน  อัลอัยยูบีย์  เป็นขุนศึกของนูรุดดีน  ซังกีย์  และดำรงตำแหน่งเสนาบดีของค่อลีฟะห์อัลอาฎิด  แห่งราชวงศ์ฟาติมีย์  ได้รับชัยชนะต่อกองทัพครูเสดในเมืองเทลบัสเตาะห์  คศ.1163)

               วันที่  4  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  616  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               เจงกีสข่าน  แม่ทัพมองโกลได้บุกเข้าตีเมืองบุคอรอในอาณาจักรคุวาริซม์  (อยู่ในเอเซียกลาง)  และได้ฆ่าฟันกองทหารแห่งเมืองบุคอรอซึ่งได้หลบซ่อนอยู่ในป้อมปราการของเมืองและทำการขับไล่ประชาชนแห่งเมืองบุคอรอซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าติดตัวออกจากเมือง  และจับประชาชนที่เหลืออยู่ในเมืองเป็นเชลยพร้อมแบ่งสรรปันส่วนเชลยระหว่างพวกมองโกลด้วยกัน 


               
พวกตาตาร์มองโกลได้รื้อทำลายมิมบัรของมัสยิดต่าง ๆ  ในเมือง  และโยนพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านจำนวนมากลงในคูเมืองรอบป้อมปราการเพื่อเผาทำลาย  และพวกมองโกลยังได้วางเพลิงบรรดาโรงเรียนและมัสยิดสถานในเมือง  เจงกิสข่านได้เคยสัญญากับชาวเมืองบุคอรอว่าจะให้ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของพวกเขา  หากชาวเมืองยอมมอบเมืองและป้อมปราการด้วยความสมัครใจ


               
(บุคอรอ  เป็นเมืองหนึ่งในสหภาพโซเวียต  ในอุซเบกิสถาน  ถือเป็นศูนย์กลางอารยธรรมอิสลามที่มีความรุ่งโรจน์ตั้งแต่ช่วงศตวรรษแรก  ๆ  มีบรรดามัสยิดที่ใหญ่โต  และปราสาทพระราชวังตั้งแต่ศตวรรษที่  3  แห่งฮิจเราะห์ศักราช/คศ.ที่  9  และที่สำคัญเป็นมาตุภูมิเกิดของท่านอิหม่ามบุคอรีย์  (อบูอัลดิลลาฮฺ  มุฮัมมัด)


               
(เจงกิสข่าน  (คศ.1167-1227)  เป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิมองโกล  ซึ่งปราบปรามไปทุกแว่นแคว้น  ระหว่างจีนและทะเลดำ  มีชื่อเดิมว่า  เตมูยิน  บุตรเยซูไกมีจักรพรรดิบาตูข่าน,โฮลาโกและตัยมูรแลงก์  (เทมเบอร์แลนด์)  เป็นผู้สืบทอดเชื้อสาย

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  655  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               กองทัพของมองโกล  ภายใต้การนำของโฮลาโกได้เริ่มบุกโจมตีมหานครแบกแดด  ราชธานีแห่งค่อลีฟะห์อิสลาม  ซึ่งในที่สุดมหานครแบกแดดก็ถูกตีแตกในวันที่  10  มุฮัรรอม  ปีฮ.ศ.656/27  ม.ค.  1258 โฮลาโก  (ราวคศ.1217-1265)  ผู้พิชิตมองโกล  และผู้สถาปนาอาณาจักรมองโกล  อัลอิลีข่าน  ในอิหร่าน  (คศ.1251)  เป็นหลานของเจงกิสข่าน 


               
โฮลาโกได้นำทัพข้ามแม่น้ำอมูดาเรีย  และปราบปรามเจ้านครรัฐเปอร์เซียและพวกอิสลามียะห์  ในอาลาโมต  (คศ.1256)  และได้ทำลายล้างค่อลีฟะห์อิสลามในกรุงแบกแดด  (คศ.1258)  และเข้ายึดครองซีเรียและกลับสู่อิหร่านภายหลังเมงโก้ผู้เป็นพี่ชายเสียชีวิตในปีคศ.1260  พวกมามาลีกได้โจมตีและบดขยี้กองทัพของโฮลาโกในอัยน์ญาลูต  อบากอผู้เป็นลูกชายได้สืบทอดอำนาจในเวลาต่อมา


               
ในการเข้าตีกรุงแบกแดดของพวกมองโกลนั้น  นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวระบุถึงการเข่นฆ่าประชาชนของพวกมองโกลไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรืออายุเท่าใดก็ตาม  ผู้คนเป็นจำนวนมากได้หลบหนีเอาตัวรอดโดยหลบซ่อนอยู่ในบ่อน้ำและสถานที่เปลี่ยวร้าง  หรือกองขยะ  ผู้คนบางกลุ่มได้เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในร้านรวงและปิดประตูเพื่อหลบภัย  แต่พวกมองโกลก็พากันพังประตูเข้าไปเข่นฆ่าหรือไม่ก็วางเพลิง  บางคนก็หนีขึ้นหลังคาบ้านแต่ก็ไม่อาจรอดจากคมดาบของพวกมองโกลได้และถูกฆ่าตายเป็นอันมากจนกระทั่งเลือดของพวกเขาไหลลงสู่รางน้ำไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากการสังหารในครั้งกรุงแบกแดดแตก  ยกเว้นพวกคริสเตียนและชาวยิว  ตลอดจนพวกที่เข้าไปหลบภัยในบ้านของมหาเสนาบดีอิบนุ  อัลอัลกอมีย์  ซึ่งเป็นชีอะห์และเป็นหนอนบ่อนใส้ชักศึกเข้าเมือง 


               
นอกจากนี้ยังมีพวกพ่อค้าวาณิชย์ที่ยอมจ่ายทรัพย์สินเป็นอันมากเป็นสินบนแก่พวกมองโกลเพื่อเอาตัวรอด  มหานครแบกแดดได้กลายเป็นนครร้างที่มีผู้คนหลงเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย  ซึ่งตกอยู่ในความหวาดกลัว  ก่อนหน้าเสียเมืองแก่พวกมองโกล  มหาเสนาบดีอิบนุ  อัลอัลกอมีย์ได้ใช้ความพยายามในการเปลี่ยนกำลังทหาร  และลบชื่อทหารออกจากบัญชีทหารประจำการ  ซึ่งในปลายรัชสมัยแห่งค่อลีฟะห์อัลมุซตันซิร  นั้นมีจำนวนกำลังทหารเกือบ  100,000  นาย  ที่เป็นทหารพร้อมรบ 


               
ส่วนหนึ่งจากกำลังทหารดังกล่าว  คือพวกขุนศึกอัศวินที่กระทำตนเช่นกษัตริย์ที่หลงอำนาจและชอบกดขี่  มหาเสนาบดี  อิบนุ  อัลอัลกอมีย์ได้พยายามลดกำลังทหารจนกระทั่งเหลือเพียง  10,000  นายเท่านั้น  หลังจากได้ดำเนินการเช่นนี้อิบนุ  อัลอัลกอมีย์จึงได้มีสาส์นลับถึงพวกมองโกลให้เข้ารุกราน  โดยปูทางและอำนวยความสะดวกในการเข้าตีนครแบกแดด  แต่ในท้ายที่สุดอิบนุ  อัลอัลกอมีย์ก็ได้รับจุดจบอันสาสมและบัดซบในปั้นปลาย


               
นักประวัติศาสตร์  มีทัศนะหลากหลายถึงจำนวนของประชากรที่ได้ถูกสังหารเมื่อครั้งเสียกรุงแบกแดด  บ้างก็กล่าวว่า  มีจำนวน  800,000  คน  บ้างก็ว่า  1,800,000  คน  บ้างก็ว่ามีจำนวนถึง  2,000,000  คน  พวกมองโกลได้บุกเข้าเมืองได้ในตอนปลายเดือนมุฮัรรอม  และเข่นฆ่าผู้คนตลอดช่วง  40  วัน  และค่อลีฟะห์  อัลมุสตะอฺซิม  บิลลาฮฺ  ค่อลีฟะห์องค์สุดท้ายแห่งมหานครแบกแดดในราชวงศ์อับบาซียะห์ก็ได้ถูกลอบปลงพระชนม์ในวันพุธที่  14  เดือนซอฟัร  ขณะมีพระชนมายุได้  46  ปี  4  เดือน  และทรงอยู่ในอำนาจ  15  ปี  8  เดือนเศษ  อาณาจักรอับบาซียะห์ก็ล่มสลายลงหลังจากมีอำนาจมาตลอด  524  ปี 


               
อนึ่งนักประวัติศาสตร์บางท่านรบุว่า  พวกมองโกลได้ตีนครแบกแดดแตกในวันพุธที่  30  เดือนมุฮัรรอม  ปีฮ.ศ.ที่  656/วันที่  6  ก.พ.ปีคศ.1258 ท่านอิบนุกะซีรได้เล่าว่า  :  หลังจากการเข่นฆ่าภายในระยะเวลา  40  วัน  ได้สิ้นสุดลง  กรุงแบกแดดก็กลายเป็นนครร้างที่ปราศจากผู้คนและไร้ผู้นำ  ศพของผู้ถูกสังหารเกลื่อนกลาดทั่วเมืองและทับถมกันดังเนินเขา  เมื่อฝนได้ตกลงมาบนกองศพของผู้เสียชีวิต  สภาพศพก็ขึ้นอืดและเหม็นเน่า  อากาศในเมืองได้เปลี่ยนไปจึงทำให้เกิดโรคห่าและโรคระบาด  กลิ่นของซากศพได้โชยไปถึงแคว้นชามจึงทำให้ผู้คนอีกจำนวนมากได้เสียชีวิตลง 


               
ครั้นเมื่อมีการป่าวประกาศถึงความปลอดภัยในกรุงแบกแดดจากพวกมองโกล  ผู้คนที่หลบซ่อนตัวเอาชีวิตรอดภายใต้พื้นดิน  ในอุโมงค์ท่อน้ำสุสาน  และกองขยะก็ได้ออกมากจากสถานที่เหล่านั้น  ประดุจดังผีตายซากที่ถูกขุดขึ้นมาจากสุสาน  ผู้คนต่างก็ไม่สามารถจำกันได้ว่าใครเป็นใครพ่อไม่รู้จักลูก  พี่ไม่รู้จักน้อง  โรคระบาดและโรคห่าก็ได้มาคร่าชีวิตของพวกเขาให้ตายตามกันไปอีกเป็นจำนวนมาก  โฮลาโกได้ออกจากกรุงแบกแดดในเดือนญุมาดิ้ลอูลา  ในปีเดียวกันและได้ตั้งให้อะลี  บ่าฮาดิ้รเป็นผู้รั้งเมืองรวมถึงอิบนุ  อัลอัลกอมีย์ผู้เป็นหนอนบ่อนใส้  แต่ทว่าในต้นเดือนญุมาดิ้ลอาคิเราะห์  อัลอัลกอมีย์ก็ได้จบชีวิตอันบัดซบของตนลงขณะมีอายุได้  63  ปี  ขอพระองค์อัลลอฮฺได้ทรงตอบแทนมหาเสนาบดีผู้นี้อย่างสาสมด้วยเทอญ


               
วันที่  19  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  804  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ตัยมูร  แลงก์  (เทมเบอร์แลนด์)  กษัตริย์เชื้อสายมองโกลได้สร้างความปราชัยแก่กองทัพของจักรวรรดิอุษมานียะห์ที่มีสุลต่านบายาซีด  ข่านที่  1  เป็นจอมทัพ  ณ  สมรภูมิที่ราบอังการ่า  ซึ่งสุลต่านบายาซีดตกเป็นเชลยศึกในสมรภูมิครั้งนี้ด้วย


               
สาเหตุการรุกรานของตัยมูร  แลงก์ กษัตริย์มองโกลต่อจักรวรรดิอุษมานียะห์ซึ่งอยู่ในระหว่างการสร้างจักรวรรดิก็คือ  ผู้ปกครองแบกแดดและอิรักนามว่าอะห์หมัด  ญะลายิร  หลบหนีไปพึ่งสุลต่านบายาซีด  ขณะที่มองโกลนำโดยตัยมูร  แลงก์เข้ารุกรานอาณาจักรของตน  ตัยมูร  แลงก์ได้ส่งทูตไปถึงสุลต่านเพื่อขอตัวอะห์หมัด  ญะลายิร  แต่ทว่าสุลต่านตอบปฏิเสธ  ตัยมูรจึงยกทัพเข้ารุกรานเอเซียน้อยและตีได้เมืองซีวาส  ในแคว้นอาร์เมเนีย  และได้จับอุรตุฆรุล  ราชโอรสของสุลต่านเป็นเชลยและประหารชีวิต  ดังนั้นสุลต่านบายาซีดจึงได้ระดมไพร่พลเพื่อยกทัพไปทำศึกกับตัยมูร 


               
กองทัพของทั้งสองฝ่ายก็ได้รบพุ่งกันในที่ราบแห่งอังการ่า  การสู้รบตั้งแต่เช้าตรู่จนพลบค่ำ  สุลต่านบายาซีดได้ทำการสู้รบอย่างกล้าหาญ  แต่ทว่าด้วยการแปรพรรคของพวกเติร์กคาเมน  อายิดิน  ,  มาเนช่า  ,  ซอรุคข่าน  ,  กุรมิยาน  ชนเหล่านี้ได้เข้าเป็นแนวร่วมกับฝ่ายของตัยมูร  เนื่องจากมีบรรดาผู้นำของเติร์กคาเมนร่วมรบอยู่ในกองทัพของตัยมูร  กองทัพของสุลต่านจึงเหลือไพร่พลเพียง  10,000  คน  ส่วนกองทัพของตัยมูรนั้นมีกำลังพลไม่ต่ำกว่า  500,000  นาย 


               
กองทัพของอุษมานียะห์ประกอบด้วยกองทหารเจนเนสซารีย์  และทหารเซอร์เบีย  สุลต่านได้สู้รบตลอดวันจนกระทั่งตกเป็นเชลยในน้ำมือของพวกมองโกล  พร้อมมูซาราชโอรส  ส่วนพระราชโอรสสุลัยมาน, มุฮัมมัด  และอีซาได้หลบหนีเอาตัวรอด  เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่  19  ซุ้ลฮิจญะห์  ฮ.ศ.ที่  804/20  ก.ค.  1402  ตัยมูรได้ปฏิบัติกับบายาซีดอย่างดี  แต่ทว่าได้ควบคุมตัวอย่างเข้มงวด  ภายหลังจากความพยายามหลบหนีของบายาซีดถึง  3  ครั้ง บายาซีดจึงถูกคุมขังในคุกจนกระทั่งสิ้นพระชนม์  ในวันที่  15  ชะอ์บาน  ฮ.ศ.805/10  มีนาคม  1403  ขณะมีพระชนมายุได้  44  พรรษาและทรงครองราชย์ได้  13  ปี 


               
ตัยมูรแลงก์ได้ส่งพระศพของบายาซีดแก่มูซาพระราชโอรสกลับสู่นครบุรเซาะห์  ราชานีของอุษมานียะห์ในขณะนั้น  และถูกฝังศพเคียงข้างซุลตอนมุร็อด  ส่วนมูซานั้นยังคงเป็นเชลยที่ถูกควบคุมโดยเจ้านายแห่งกุรมิยาน  หลังการสิ้นพระชนม์ของบายาซีด  จักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ตกอยู่ในความวุ่นวายเพราะขาดผู้นำ  แต่ทว่าในที่สุด  สุลต่านมุฮัมมัด  ญะละบียะห์ก็ได้ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่จักรวรรดิกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

               ในตอนปลายเดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  922  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               กองทัพของสุลต่านสะลีมข่านที่  1  แห่งอุษมานียะห์ได้เคลื่อนพลถึงเขตอัลคองกะห์  ในกรุงไคโร  หลังจากสู้รบในหลายสมรภูมิกับพวกม่ามาลีก  ซึ่งมีสุลต่านกอนซูวะห์  อัลฆูรีย์แห่งอียิปต์เป็นผู้นำสมรภูมิจัตบิก  ใกล้กับเมืองอะเล็บโป  (ฮะลับ)  ในแคว้นชาม 


               
หลังจากนั้นกองทัพอุษมานียะห์ก็ได้สร้างความปราชัยแก่สุลต่านโตมานบายในเขตกาซ่า  (ฆอซซะห์)  และสงครามรบพุ่งระหว่างสองฝ่ายก็ได้เริ่มขึ้นใหม่ในเมืองอัลวายีลีย์  ในวันที่  29  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ฮ.ศ.922  และในสมรภูมิครั้งนี้  โตมานบายและไพร่พลของตนสามารถจู่โจมค่ายบัญชาการรบของซุลตอนส่าลีม  ข่านที่  1  และได้สังหารทหารทุกคนที่นั่น  รวมถึงซีนานเบย์  เสนาบดีของสุลต่านสะลีม  โดยที่พวกม่ามาลีกเข้าใจว่า  ซีนาน  เบย์  คือองค์สุลต่านส่าลีม  แต่ทว่าในท้ายที่สุดพวกอุษมานียะห์ก็สามารถกำชัยชนะเหนือพวกมามาลีกด้วยปืนใหญ่ของพวกเขา

               เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  926  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               สุลต่านสุลัยมาน  ข่าน  อัลกอนูนีย์  แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์สามารถปราบปรามอัลฆ่อซาลีย์  เจ้าครองแคว้นชามซึ่งพยายามก่อการกบฎแข็งเมืองต่อจักรวรรดิได้สำเร็จ (อัลฆ่อซาลีย์  ญาณ  บุรดีย์  (เสียชีวิตในฮ.ศ.927/คศ.1527)  ผู้ปกครองเมืองฮามาต  ตอนปลายยุคของพวกม่ามาลีกได้หักหลังกอนซุวะห์  อัลฆูรีย์ผู้เป็นนายในสมรภูมิมัรจฺ  ดาบิ๊ก  สุลต่านซ่าลีมข่านที่  1  ได้ตั้งให้เป็นผู้ปกครองนครดามัสกัส  ต่อมาได้ก่อการกบฎและถูกสังหาร)


               
สุลต่านสุลัยมาน  ข่าน  อัลกอนูนีย์แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ยาตราทัพเข้าสู่นครบูดาเปสต์ราชธานีของฮังการี  ภายหลังชาวเมืองบูดาเปสต์ได้ประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข  หลังจากที่กษัตริย์ฮังการี  ได้พ่ายแพ้และถูกสังหารในสมรภูมิโมฮอกส์  ทางตอนใต้ของฮังการี  ในวันที่  20  ซุ้ลเกาะอ์ดะห์  ซึ่งเป็นสมรภูมิแตกหักที่ทำให้จักรวรรดิฮังการีทั้งหมดตกอยู่ใต้อำนาจของจักวรรดิอุษมานียะห์
ในวันที่  25  เมษายน  คศ.1526  สุลต่านสุลัยมานได้ยกทัพออกจากนครคอนสแตนติโนโปลิส  (อิสตันบูล)  เพื่อทำศึกกับฮังการีซึ่งมีการสู้รบอยู่ตลอดกับเขตชายแดนของจักรวรรดิอุษมานียะห์ 


               
กองทัพของสุลต่านมีกำลังพลถึง  100,000  นาย  ปืนใหญ่  300  กระบอก  เรือรบ  800  ลำ  ในแม่น้ำดานูบเพื่อลำเลียงกำลังพลสุลต่านทรงเป็นจอมทัพด้วยพระองค์เอง  และมีเหล่าเสนาอำมาตย์อีก  3  ท่านร่วมขบวนรบเดินผ่านแคว้นเซอร์เบีย  และป้อมปราการในกรุงเบลเกรด  ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการรบ  กองทัพอุษมานียะห์ได้พิชิตป้อมปราการต่าง ๆ  ตามรายทางของแม่น้ำดานูบ  และกองทัพทั้งหมดก็เคลื่อนกำลังพลถึงหุบเขาโมฮอกส์  ในวันที่  20  เดือนซุ้ลเกาะอ์ดะห์  ฮ.ศ.932/28  สิงหาคม  1526  ในวันที่  3  ของการตั้งค่ายรบ 


               
กองทัพอุษมานียะห์ได้จัดริ้วขบวนรบเป็น  3  ขบวน  โดยมีสุลต่านร่วมในการศึกด้วย  พร้อมด้วยปืนใหญ่  และกองทหารเจนนิสซารีย์  (อิงกิชารียะห์)  อยู่ในขบวนที่  3  บรรดาอัศวินแห่งฮังการีผู้ลือนามในความกล้าหาญและบ้าบิ่น  ภายใต้การนำของกษัตริย์หลุยส์ได้บุกเข้าตะลุยขบวนรบของอุษมานียะห์ขบวนแรก  ๆ  พวกอุษมานียะห์ก็ระส่ำระสายโดยมีปืนใหญ่อยู่ในแนวหลัง  ครั้นเมื่อพวกอัศวินฮังการีได้รุกคืบเข้ามาใกล้ปืนใหญ่  สุลต่านจึงได้มีบัญชาให้ยิงปืนใส่พวกฮังการีอย่างต่อเนื่อง  และรวดเร็วจึงสร้างความหวาดกลัว  และเสียขวัญแก่พวกฮังการี  พวกฮังการีจึงระส่ำระสายไม่เป็นขบวน  กองทัพอุษมานียะห์จึงเข้าบดขยี้และสังหารเหล่าอิศวินล้มตายลงเป็นอันมาก  และกษัตริย์หลุยส์ก็สิ้นพระชนม์กลางสนามรบและหาพระศพไม่เจอ 


               
ผลของความปราชัยในครั้งนี้ได้ทำให้ฮังการีต้องสูญเสียเอกราช  เพราะไม่มีกองทัพใดที่สามารถสู้รบกับพวกอุษมานียะห์ได้อีก  และความวุ่นวายก็เกิดขึ้นในภาวะขาดผู้นำ  ด้วยเหตุนี้บรรดาชาวเมืองบูดาเปสต์จึงได้ส่งมอบกุญแจเมืองแก่สุลต่านสุลัยมาน  ซึ่งพระองค์ก็ทรงรับกุญแจเมืองไว้  และยาตราทัพเข้าสู่ราชธานีของฮังการีในวันที่  3  ซุ้ลฮิจญะห์  ฮ.ศ.932/10  ก.ย.1526  โดยมีคำสั่งกำชับทหารอุษมานียะห์มิให้ทำร้ายชาวเมืองและรักษาระเบียบความเรียบร้อย  แต่ทว่าเหล่าทหารอุษมานียะห์ก็มิวายขัดคำสั่งดังกล่าวโดยได้ปล้นสะดมภ์  ฆ่าฟันผู้คนเป็นอันมาก


               
หลังจากที่สุลต่านได้ยาตราทัพเข้าสู่นครบูดาเปสต์แล้ว  พระองค์ก็ได้ทรงเรียกบรรดาบุคคลสำคัญเข้าพบ  และตั้งให้  ญาณ  ซาบูลีย์เจ้าชายแห่งทรานซิลวาเนียเป็นกษัตริย์เหนือฮังการี  ต่อมาภายหลังสุลต่านสุลัยมานก็เสด็จกลับสู่ราชธานีโดยนำเอาของมีค่าเป็นจำนวนมากที่รวบรวมได้จากฮังการี  เฉพาะอย่างยิ่งตำราสำคัญที่ถูกเก็บรักษาไว้ในมหาวิหารแมธธิว  หรือเซนต์แมธธิอุสไปพร้อมกับพระองค์  มหาวิหารเซนต์  แมธธิอุส  ถูกเรียกว่า  มหาวิหารแห่งการสวมมงกุฎในพิธีราชาภิเษก  ภายในมหาวิหารแห่งนี้ 


               
เมื่อชาวเติร์กได้เข้ายึดครองฮังการี  ก็ได้เปลี่ยนมหาวิหารแห่งนี้เป็นมัสยิดหลวง  และประดับประดาด้วยภาษาอาหรับแต่เมื่อชาวเติร์กได้ออกไปจากฮังการี  มหาวิหารแห่งนี้ก็ถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์ทางศาสนาคริสต์อีกครั้ง  แต่ทว่าบรรดาตัวอักษรภาษาอาหรับในโบสถ์แห่งนี้ก็ยังคงมีอยู่สืบมา  อย่างน้อยก็ปรากฏอยู่จนถึง  คศ.1971

               วันที่  28  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1186  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               จักรวรรดิอุษมานียะห์ปฏิเสธที่จะรับคำเตือนของรุสเซีย  ซึ่งจักรวรรดิรุสเซียโดยพระนางเจ้าแคธเธอรีนที่  2  ทรงตั้งเงื่อนไขในการริดรอนสิทธิของจักรวรรดิอุษมานียะห์เพื่อแลกกับการยุติสงครามระหว่างกันโดยมีออสเตรียเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยทั้ง ๆ   ที่จักรวรรดิอุษมานียะห์มีชัยในสงคราม  ส่วนหนึ่งจากเงื่อนไขดังกล่าวคือให้มอบพระราชสมัญญานามบาดิชาฮฺแก่จักรพรรดิรุสเซียในเอกสารสัญญาพักรบและสาส์นทางราชการ 


               
พระราชสมัญญานาม  บาดิชาฮ์  เป็นคำในภาษาเตอร์กิชให้เรียกสุลต่านแห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์เพียงพระองค์เดียว ให้รัสเซียมีสิทธิในการพิทักษ์คุ้มครองชาวคริสเตียนออร์ธอดอกซ์ภายในอาณาเขตของอุษมานียะห์
และการสู้รบในระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เกิดขึ้นอีก  ในวันที่  28  เดือนซุ้ลฮิจญะห์ปีคศ.1186  โดยที่กองทัพอุษมานียะห์ได้รุกคืบเข้าสู่เมืองรุสต๊อก  ,  ซิลซิตาเรีย  และบาซารญุก  บนฝั่งแม่น้ำดานูบ  และในที่สุดกองทัพรุสเซียก็จำต้องล่าถอยหลังจากได้รับการโจมตีอย่างหนักหน่วงของกองทัพอุษมานียะห์

               วันที่  22  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1205  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ได้มีการลงนามประนีประนอมระหว่างจักรวรรดิอุษมานียะห์กับออสเตรียคือสนธิสัญญาซิสตอย  (สโตวา)  อันเป็นชื่อเมืองบนฝั่งแม่น้ำดานูบ  ใกล้กับกรุงบูคาเรสต์  ตามสนธิสัญญาฉบับนี้  ออสเตรียได้ยอมเสียดินแดนทั้งหมดที่ยึดครองไปจากจักรวรรดิอุษมานียะห์คืน  โดยมีแคว้นเซอร์เบียทั้งหมด  กรุงเบลเกรดและหัวเมืองสำคัญในคาบสมุทรบอลข่าน

               วันที่  24  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1213  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ฝรั่งเศสได้ยึดครองเมืองอัลก่อซีร  ของอียิปต์บนฝั่งทะเลแดง  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการเข้ายึดครองอียิปต์ของฝรั่งเศส  อันมีนโปเลียน โปนาปาร์ตเป็นแม่ทัพนโปเลียนได้นำกองทัพฝรั่งเศสเข้ายึดครองอียิปต์เป็นครั้งแรกด้วยการเข้าโจมตีนครอเล็กซานเดรีย  ในวันที่  17  มุฮัรรอม  ปีฮ.ศ.1213

               วันที่ 11  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1242  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ฝรั่งเศส,อังกฤษ  และรุสเซียได้ร่วมมือกันทำสงครามกับจักรวรรดิอุษมานียะห์  โดยตกลงกันบีบบังคับอุษมานียะห์ด้วยกำลังทหารเพื่อให้อุษมานียะห์ยอมมอบเอกราชในการบริหารแก่ประเทศกรีซ  การดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่กองทัพอุษมานียะห์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเรืออียิปต์  ภายใต้การนำของอิบรอฮีม  ปาชาบุตรมุฮัมมัด  อะลี  ผู้ปกครองอียิปต์  เกือบประสบความสำเร็จในการปราบปรามการลุกฮือของชาวกรีซ  และเข้ายึดครองหมู่เกาะกรีซได้ทั้งหมด 


               
การร่วมมือของสามประเทศในครั้งนี้ได้ทำให้กองทัพเรือของอุษมานียะห์และอียิปต์ถูกทำลายเป็นอันมาก  และกรีซก็ได้รับเอกราชด้วยกำลังทหารสุลต่านมะห์มูด  ข่านที่  2  แห่งจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้ทรงประกาศว่า  แรงจูงใจในการรุกรานครั้งนี้มาจากเรื่องของศาสนา  หาใช่นโยบายทางการเมืองแต่อย่างใดไม่  และพระองค์ยังได้ทรงปลุกเร้าให้บรรดามุสลิมทำการสู้รบ  เพื่อปกป้องศาสนาและมาตุภูมิ

               วันที่  20  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1245  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ฝรั่งเศสได้ยกพลขึ้นบกใกล้กับเมืองอัลญ่าซาฮิร  เพื่อปูทางสู่การยึดครองแอลจีเรีย  และเขตตะวันตกของอาหรับในแอฟริกาเหนือทั้งหมดในภายหลังเรื่องราวการยึดครองในครั้งนี้ได้เริ่มเปิดฉากด้วยการที่ฮุซัยน์  บายเจ้าครองแอลจีเรียโดยจักรวรรดิอุษมานียะห์ได้เรียกร้องให้มองซิเออร์  เดอฟาล  ทูตฝรั่งเศสประจำแอลจีเรียชำระหนี้ที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะต้องจ่ายแก่บรรดาพ่อค้าวาณิชย์ชาวแอลจีเรีย 


               
แต่ทว่าทูตฝรั่งเศสกับปฏิบัติตอบด้วยกริยามารยาทที่ไม่สมควร  จนถึงขั้นทำให้ฮุซัยน์  บายต้องตบหน้า  ดังนั้นรัฐบาลของฝรั่งเศสภายใต้การนำของกษัตริย์ฝรั่งเศสจึงได้ประชุมสภา  และมีมติให้เข้ายึดครองแอลจีเรียเพื่อเป็นการตอบโต้ต่อการสบประมาทในครั้งนี้

               วันที่  15  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1333  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               เซอร์อาเธอร์  แมกมาฮอน  ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษประจำอียิปต์ได้มีสาส์นถึงชะรีฟ  ฮุซัยน์  เจ้าครองนครมักกะห์  เพื่อย้ำแก่ชะรีฟว่า  เครือจักรภพมีความพร้อมที่จะให้การยอมรับต่อเอกราชของชาติอาหรับ  และจะให้การพิทักษ์คุ้มครองสถานที่สำคัญทางศาสนาจากการคุกคามของต่อชาติ  สาส์นฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสาส์นโต้ตอบระหว่างฮุซัยน์กับแมกมาฮอน  โดยมีจุดประสงค์หลักคือการรับประกันถึงการเป็นแนวร่วมอาหรับ  เคียงข้างอังกฤษและพันธมิตร  ในสงครามโลกครั้งที่  1  เพื่อรบกับตุรกี  และพันธมิตรของตุรกี

               วันที่  27  เดือนซุ้ลฮิจญะห์  ปีที่  1333  แห่งฮิจเราะห์ศักราช
               ชะรีฟ  ฮุซัยน์  อิบนุ  อะลีเจ้าครองนครมักกะห์  ได้มีสาส์นตอบถึงเซอร์อาร์เธอร์  เฮนรี่  แมกมาฮอน  ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษประจำอียิปต์  ในสาส์นฉบับดังกล่าว  ชะรีฟ  ฮุซัยน์ได้เรียกร้องถึงความจำเป็นในการรักษาไว้ซึ่งเอกภาพของกลุ่มประเทศอาหรับ  และไม่ยอมรับถึงความพยายามใด ๆ  ในการแบ่งประเทศอาหรับออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย  ภายหลังสงครามโลกสงบลง  (ซึ่งการแบ่งแยกประเทศอาหรับออกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยก็ได้เกิดขึ้นจริง  ดังจะเห็นได้จากการแยกประเทศเลบานอนออกจากซีเรียเป็นต้น)

Default image
อาลี เสือสมิง