หมวดว่าด้วยลักษณะการซื้อขาย-แลกเปลี่ยน : การซื้อขาย

การซื้อขาย

ในภาษาอาหรับเรียกการซื้อขายว่า อัล-บัยอฺ (اَلْبَيْعُ) ตามหลักภาษา หมายถึง การแลกเปลี่ยนสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง หรือการให้สิ่งที่มีราคา (สินค้า) และเอาราคาหรือกลับกัน เรียกการซื้อว่า “อัชชิรออฺ” (اَلشِّرَاءُ) และเรียกผู้ซื้อว่า อัล-มุชตะรีย์ (اَلمُشْتَرِىْ)  เรียกการขายว่า อัล-บัยอฺ (اَلْبَيْعُ) และเรียกผู้ขายว่า อัลบาอิอฺ (اَلْبَائِعُ)

ส่วนนิยามในทางนิติศาสตร์ หมายถึง การทำข้อตกลงแลกเปลี่ยนสิ่งที่เป็นทรัพย์สินกับทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์ได้เพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งครอบครองตลอดไป โดยมีคำเสนอและคำสนอง

บัญญัติว่าด้วยการซื้อขาย

ข้อตกลงซื้อขายเป็นสิ่งที่อนุมัติในอิสลาม ดังมีหลักฐานปรากฏ ดังนี้

(1) หลักฐานจากอัลกุรฺอาน ระบุว่า: (وَأَحَلَّ اللهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا) “และอัลลอฮฺทรงอนุมัติการซื้อขายและทรงห้ามเรื่องดอกเบี้ย” (สูเราะฮฺ อัล-บะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 275)

(2) หลักฐานจากอัล-หะดีษ ท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم) ได้ถูกถามว่า : (أَيُّ الْكَسْبِ أَطْيَبُ فَقَالَ:عَمَلُ الرَّجُلِ بِيَدهِ ، وَكُلُّ بَيْعٍ مَبْرُوْرٍ) “การประกอบอาชีพอันใดเล่าที่ดีที่สุด?  ท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم) ตอบว่า : คือการที่บุคคลทำงานด้วยมือของเขาเอง และทุกๆ การซื้อขายที่ดี” (รายงานโดย อัล-หากิม)  และหะดีษที่รายงานโดย ซุบัยร์ อิบนุ อัลเอาวาม (ร.ฎ.) จากท่านท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم) ว่า :

(لأَنْ يَأْ خُذَأَحَدُكُمْ حَبْلَهُ ، فَيَأْتِيْ بِحُزْمَةِالْحَطَبِ عَلٰى ظَهْرِه ،  فَيَبِيْعَهَا فَيَكُفَّ اللهُ بِهَاوَجْهَهُ خَيْرٌلَهُ مِنْ أَنْ يَسْأَلَ الَّنَاس ، أَعْطَوه أَوْمَنَعُوْهُ)

“การที่ผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านจะเอาเชือกของเขา แล้วเขาก็นำมาด้วยมัดฟืนบนหลังของเขา อันเป็นเหตุให้เขาขายมัดฟืนนั้น และเป็นเหตุให้อัลลอฮฺทรงรักษาใบหน้าของเขานั่นย่อมเป็นการดีที่สุดสำหรับเขาผู้นั้น แทนที่เขาจะไปเที่ยวขอผู้คน ไม่ว่าผู้คนจะให้เขาหรือไม่ให้ก็ตามที”

(รายงานโดยบุคอรี -1402-)

องค์ประกอบการซื้อขาย

การซื้อขายจะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อครบองค์ประกอบดังต่อไปนี้

(1) ผู้ขายและผู้ซื้อ

(2) สินค้า

(3) ราคาสินค้า

(4) การเสนอขายและการสนองรับ

เงื่อนไขเกี่ยวกับซื้อขาย

การซื้อขายเป็นการทำข้อตกลง และข้อตกลงทุกอย่างนั้น จำต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ ซึ่งกล่าวมาแล้ว และในแต่ละองค์ประกอบ จะต้องมีเงื่อนไขกำกับเพื่อให้เป็นข้อตกลงที่มีผลใช้ได้และถูกต้องตามศาสนบัญญัติ ดังนี้

(1) ผู้ขายและผู้ซื้อ มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

1.1 ต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบตนเองได้ หมายถึง บรรลุศาสนภาวะ มีสติปัญญาสมบูรณ์ และมีความสามารถดูแลทรัพย์สินของตนได้เป็นอย่างดี

1.2 เป็นผู้มีความสมัครใจในการมีเจตนาทำข้อตกลงซื้อขาย กล่าวคือ ในขณะซื้อหรือขาย ผู้ซื้อและผู้ขายมีเจตนาดำเนินการโดยอิสระ และมีความพึงพอใจ

1.3 ผู้ขายและผู้ซื้อต้องเป็นคนละคน

1.4 มีการมองเห็น ดังนั้นการซื้อขายของคนตาบอดจึงใช้ไม่ได้ เว้นเสียแต่เมื่อคนตาบอดได้มอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำการแทนในเรื่องการซื้อขาย และผู้รับมอบอำนาจมีเงื่อนไขครบก็ถือว่าใช้ได้

(2) สินค้าและราคา ในการซื้อขายที่ถูกต้องสมบูรณ์ มีเงื่อนไขกำหนดคุณลักษณะสินค้าและราคาดังต่อไปนี้

2.1 สินค้าต้องมีอยู่แล้วขณะทำข้อตกลงซื้อขาย ศาสนาไม่อนุมัติให้ขายสินค้าที่ยังไม่มี เช่น ขายผลไม้ที่ยังไม่มีที่ต้น หรือขายลูกสัตว์ที่แม่ของมันจะตั้งท้อง ในทำนองเดียวกันห้ามขายสินค้าที่เหมือนกับไม่มีขณะทำข้อตกลง เช่น ขายลูกสัตว์ที่แม่ของมันกำลังตั้งท้องอยู่ หรือขายน้ำนมที่มีอยู่ในเต้านม เป็นต้น เนื่องจากมีหลักฐานจากอัลหะดีษระบุว่า :- (لاَتَبِعْ مَالَيْسَ عِنْدَكَ)  “ท่านอย่าขายสิ่งที่ไม่มี ณ ที่ท่าน”  (รายงานโดย อบูดาวูด -3503-)

2.2 สินค้าและราคา ต้องเป็นทรัพย์สินที่มีราคาและสะอาดตามศาสนบัญญัติ ดังนั้นการซื้อขายสิ่งของที่เป็นณะญิส เช่น ของมึนเมา (สุรา) และสิ่งต้องห้ามตามบัญญัติศาสนา เช่น ซากสัตว์ที่ตายเอง โดยไม่ได้ทำการเชือดตามบัญญัติศาสนาหรือเลือดหรือมูลสัตว์หรือสุนัข จึงใช้ไม่ได้เนื่องจากมีหลักฐานจากอัลหะดีษระบุว่า :

(إِنَّ اللّٰهَ وَرَسُوْلَهُ حَرَّمَ بَيْعَ الْخَمْرِوَالْمَيْتَةِ وَالْخِنْزِيْرِوَالأَصْنَامِ)  “แท้จริงอัลลอฮฺและร่อสู้ลของพระองค์ได้ห้ามการซื้อขายสุรา, ซากสัตว์ที่ตายเอง, สุกร และเจว็ด”  (รายงานโดย บุคอรี -2121- / มุสลิม -1581-)

สำหรับสินค้าที่แต่เดิมสะอาด แล้วต่อมาเปื้อนนะญิส แต่สามารถขจัดนะญิสนั้นออกไป อาทิเช่น เนยแข็ง ที่มีนะญิสตกลงไปเมื่อตักนะญิสและรอยเปื้อนออกไป ก็เป็นที่อนุมัติให้ซื้อขายได้ ส่วนสินค้าที่แต่เดิมสะอาด แล้วปนเปื้อนนะญิส อาทิเช่น น้ำส้มสายชู , นม , น้ำมัน , เนยเหลว และของเหลวอื่นๆ ที่มีนะญิสตกลงไปแล้วไม่สามารถทำความสะอาดได้อีกต่อไป ก็ไม่เป็นที่อนุมัติให้ทำการซื้อขาย โดยเทียบเคียงกับสิ่งที่เป็นนะญิสและสิ่งต้องห้ามมาแต่เดิม

2.3 สินค้าและราคาต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ตามบัญญัติศาสนาและตามประเพณีนิยม ดังนั้นการซื้อขายสัตว์เลื้อยคลาน หรือสัตว์ที่มีพิษหรือยาเสพติดประเภทต่างๆ หรือเครื่องเล่นที่ศาสนาห้ามเอาประโยชน์จากมันก็ถือว่าใช้ไม่ได้

2.4 สินค้าและราคาต้องอยู่ในภาวะที่สามารถจะส่งมอบให้ผู้ซื้อได้จะโดยทันที หรือจะด้วยสัญญาซื้อขายก็ได้

ดังนั้นการซื้อขายทรัพย์สินที่หายไป หรือถูกอายัด หรือถูกจำนองเอาไว้ หรือการซื้อขายสินค้าที่มิอาจแยกส่วนได้ โดยหากแยกส่วนแล้วจะทำให้ราคาลดลง หรือชำรุดเสียหายเอาประโยชน์มิได้ ก็ถือว่าใช้ไม่ได้

2.5 สินค้าหรือราคาต้องอยู่ในอำนาจด้วยการปกครอง หรือเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่ตกลงซื้อขาย ดังนั้นการที่ผู้เป็นเจ้าของซื้อขายทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตน หรือผู้ปกครอง หรือผู้จัดการที่ถูกแต่งตั้งไว้ทำการซื้อขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่อยู่ในการปกครอง หรือผู้ได้รับมอบอำนาจ (วะกีล) ทำการซื้อขายทรัพย์ของผู้อื่นที่ถูกมอบอำนาจให้ตน (มุวักกิล) ทั้งหมดถือว่าใช้ได้

ฉะนั้นถ้าหากบุคคลที่เข้าไปดำเนินการซื้อขายไม่มีอำนาจในทรัพย์สินและไม่อยู่ในฐานะของบุคคลที่ถูกระบุข้างต้น การดำเนินการดังกล่าวก็ถือว่าเป็นโมฆะ เนื่องจากมีหลักฐานในอัล-หะดีษระบุว่า :  (لاَبَيْعَ إِلاَّفِيْمَاتَمْلِكُ)  “ไม่มีการซื้อขายนอกจากในสิ่งที่ท่านครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์อยู่เท่านั้น”  (รายงานโดย อบูดาวูด -3503-)

2.6 สินค้าและราคาต้องเป็นที่รู้กันดีสำหรับคู่ตกลงซื้อขาย

ดังนั้นการซื้อขายสินค้าหรือราคาที่ไม่เป็นที่รู้กันสำหรับคู่ตกลงซื้อขาย ทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หรือการซื้อขายสิ่งหนึ่งจากหลายๆ สิ่งที่มี โดยไม่มีการระบุให้แน่ชัดว่าเป็นสิ่งใด หรือไม่รู้ถึงสกุลเงินในกรณีที่ไม่มีประเพณีนิยมในสถานที่ตกลงซื้อขายกำหนดว่าเป็นเงินสกุลใด ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ทั้งนี้มีข้อยกเว้นในกรณีดังต่อไปนี้ คือ

สินค้านั้นต้องอยู่ต่อหน้าและมีการมองเห็นสินค้านั้น การซื้อขายก็ถือว่าใช้ได้ แม้จะไม่มีการระบุปริมาณ และลักษณะภายนอกก็ตาม

หรือเมื่อคู่ตกลงซื้อขายเห็นสินค้าและราคาที่นำมาแลกเปลี่ยนกันแล้วนับแต่ก่อนการตกลงซื้อขาย โดยทั้งสองฝ่ายจำลักษณะต่างๆ ของมันได้ ซึ่งโดยมากแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในช่วงเวลานับตั้งแต่ได้เห็นจนกระทั่งถึงเวลาที่ตกลงซื้อขายกัน เช่น ผ้าและบ้าน เป็นต้น ก็ถือว่าการซื้อขายนั้นใช้ได้

หรือการเห็นเพียงบางส่วนของสินค้าและราคา โดยไม่จำเป็นต้องเห็นส่วนที่เหลือก็ได้ เช่นตัวอย่างสินค้าที่เหมือนๆ กัน หรือการเห็นเฉพาะส่วนภายนอกของสินค้า เช่น ผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง การเห็นแต่เปลือกก็ถือว่าเพียงพอแล้วในการซื้อขาย

(3) การเสนอขายและการสนองรับ

ในการซื้อขายนั้น จะต้องมีถ้อยคำที่คู่ตกลงซื้อขายพูดออกมาด้วยความสมัครใจว่าต้องการทำข้อตกลงซื้อขายระหว่างกัน โดยครอบคลุมถึง คำเสนอขาย (อีญาบ) จากฝ่ายผู้ขาย เช่นกล่าวว่า : “ฉันขายเสื้อตัวนี้ให้กับท่านด้วยราคาสองร้อยบาท” และคำสนองรับ (กอบูล) จากฝ่ายผู้ซื้อ เช่นกล่าวว่า “ฉันรับซื้อมันหรือฉันซื้อมันด้วยราคาดังกล่าว” เป็นต้น

3.1 ถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขาย มี 2 ประเภท คือ

(1) คำที่ชัดเจน (ศอเรียะฮฺ) คือคำที่มีความหมายชัดเจนว่าเป็นการซื้อขาย เช่น ผู้ขายกล่าวว่า “ฉันขายสิ่งนี้ให้ท่าน” หรือ “ฉันให้ท่านครอบครองสิ่งนี้” แล้วผู้ซื้อก็สนองรับว่า “ฉันซื้อหรือฉันเข้าครอบครองสิ่งนี้” เป็นต้น

(2) คำที่คลุมเครือ (กินายะฮฺ) คือคำที่อาจตีความได้ว่าเป็นการซื้อขายหรืออาจตีความเป็นอื่นได้ เช่น ผู้ขายกล่าวว่า “ฉันให้สิ่งนี้แก่ท่านด้วยราคาสองร้อยบาท หรือ ท่านจะรับสิ่งนี้ไปด้วยราคาสองร้อยบาท” แล้วผู้ซื้อก็สนองรับว่า “ฉันเอาสิ่งนี้หรือฉันรับมันไว้”

การใช้ถ้อยคำที่ชัดเจน (ศอเรียะฮฺ) ในการทำข้อตกลงซื้อขายเมื่อครบเงื่อนไข ก็ถือว่าเป็นข้อตกลงซื้อขายทันที เพียงแต่มีการกล่าวถ้อยคำเสนอขายและสนองรับ โดยไม่ต้องมีการตั้งเจตนา (เนียต) แต่อย่างใด , ส่วนการใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ (กินายะฮฺ) จะยังไม่ถือเป็นข้อตกลงซื้อขาย นอกจากต้องตั้งเจตนา (เนียต) ว่าเป็นการซื้อขายไปพร้อมๆ กัน หรือมีกรณีแวดล้อมบ่งชี้ว่าเจตนาซื้อขาย

3.2 เกี่ยวกับเงื่อนไขว่าด้วยถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายและการที่ถ้อยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการซื้อขาย จึงเกิดคำถามว่า การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ ซึ่งเรียกในภาษาอาหรับว่า อัลมุอาฏอฮฺ (اَلْمُعَاطَاةُ) นั้นใช้ได้หรือไม่? เพราะการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ (อัล-มุอาฏอฮฺ) ผู้ขายจะมอบสินค้าให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ซื้อก็มอบราคาให้แก่ผู้ขาย โดยไม่มีถ้อยคำตกลงซื้อขายจากทั้งสองฝ่าย หรือฝ่ายหนึ่งกล่าวถ้อยคำแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่กล่าว

ตามแนวทางที่รู้กันอย่างแพร่หลาย (มัชฮู๊ร) ในมัซฮับอัช-ชาฟีอีย์คือ : ผู้ซื้อขาย ทั้งสองฝ่ายจะต้องกล่าวถ้อยคำเสนอขายและคำสนองรับ ดังนั้นการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ (อัล-มุอาฎอฮฺ) จึงถือว่าใช้ไม่ได้ตามแนวทางดังกล่าว แต่นักวิชาการบางท่านในมัซฮับอัช-ชาฟีอีย์ ถือว่าการซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ มีผลใช้ได้กับสินค้าที่มีราคาเล็กน้อย เช่น ขนมปังหนึ่งปอนด์ หรือสบู่หนึ่งก้อน เป็นต้น

ถ้าหากเป็นสินค้าที่มีราคาแพง เช่น ที่ดินหรือทองคำ การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ ท่านอันนะวาวีย์ (ร.ฮ.) นักวิชาการสังกัดมัซฮับ อัช-ชาฟีอีย์คนสำคัญมีความเห็นว่า การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ (อัล-มุอาฏอฮฺ) ถือว่าใช้ได้ โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีราคาน้อยหรือมากก็ตาม เมื่อมีประเพณีนิยมกระทำกันเช่นนั้น ความเห็นของอันนะวาวีย์ (ร.ฮ.)   นี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้คนได้รับความสะดวก เฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่การซื้อขายแบบต่างคนต่างให้ (อัล-มุอาฏอฮฺ) เป็นที่นิยมแพร่หลายจนแทบจะไม่พบว่าผู้ซื้อผู้ขายกล่าวถ้อยคำตกลงซื้อขายระหว่างกัน

3.3 การเสนอขายหรือการสนองรับ จะต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) คำเสนอ (อีญาบ) และคำสนอง (กอบูล) จะต้องไม่ทิ้งช่วงห่างกันนานตามประเพณีนิยม และจะต้องไม่พูดเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อขายระหว่างคำเสนอและคำสนอง แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม

(2) คำสนอง (กอบูล) จะต้องสอดคล้องกับคำเสนอ (อีญาบ) ในทุกด้าน

(3) จะต้องไม่นำไปผูกพันกับเงื่อนไขใดๆ หรือตั้งกำหนดเวลาโดยคำที่ใช้ตกลงซื้อขายนั้นจะต้องบ่งบอกว่าเป็นการซื้อขายที่บรรลุผลในทันทีและเป็นการให้เข้าครอบครองตลอดไปในตัวสินค้าที่ตกลงซื้อขายกัน ส่วนการตั้งเงื่อนไขและตั้งกำหนดเวลาในราคาสินค้าว่าจะชำระราคาตอนต้นเดือนหรืออีกสองเดือน เป็นต้น กรณีเช่นนี้ถือว่ากระทำได้ เพราะราคาเป็นหนี้สินที่อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ซื้อ ส่วนกรณีถ้าหากการซื้อขายนั้น เป็นการแลกเปลี่ยนกัน คือแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า เช่นแลกเปลี่ยนรถยนต์กับรถยนต์ เป็นต้น ก็ตั้งเงื่อนไขได้ในกรณีนี้

3.4 การเสนอขายและการสนองรับด้วยลายลักษณ์อักษร ถือเป็นสิ่งอนุมัติให้กระทำได้ ดังเช่นในกรณีที่ผู้ขายกับผู้ซื้ออยู่ไกลกันไม่สามารถพูดกันได้โดยตรง

ประเภทการซื้อขาย

การซื้อขายแบ่งประเภทได้ดังนี้

(1) การซื้อขายด้วยระบบเงินสด คือ การซื้อขายที่มีการชำระเงิน และรับสินค้าไปทันที การซื้อขายประเภทนี้เป็นที่อนุมัติในอิสลาม

(2) การซื้อขายด้วยการวางมัดจำและระบบเงินเชื่อ คือ การซื้อขายที่วางเงินล่วงหน้าแล้วรับสินค้าภายหลัง หรือรับสินค้าก่อนแล้วจ่ายเงินภายหลัง ทั้งสองกรณีจำต้องระบุราคา ชนิด และปริมาณของสินค้าอย่างชัดเจน การซื้อขายประเภทนี้เป็นที่อนุมัติในอิสลาม ดังปรากฏหลักฐานจากอัล-หะดีษว่า :

“ท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم) กล่าวไว้ความว่า : ถ้าหากผู้ใดซื้อขายสิ่งของโดยวางเงินก่อน ก็จงขายในจำนวนที่แน่นอน ปริมาณที่แน่นอน และภายในกำหนดที่แน่นอน”

(รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม)

ในการซื้อขายด้วยระบบเงินเชื่อ มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) ต้องชี้แจงลักษณะของสินค้าอย่างชัดแจ้ง หรือมีตัวอย่างสินค้าให้ดู

(2) ต้องกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

(3) ต้องกำหนดราคา ชนิด ขนาด จำนวน ปริมาณ น้ำหนัก และคุณภาพของสินค้าที่แน่นอน

(4) ต้องมีการจดบันทึกการซื้อขายหรือทำสัญญากันระหว่างสองฝ่าย

(5) ต้องมีพยานรู้เห็น 2 คนที่เป็นชาย หรือ ชายหนึ่งคนและหญิงสองคน

การซื้อขายที่ศาสนาอนุมัติ

การซื้อขายที่มีบางสิ่งบางอย่างแตกต่างไปจากรูปแบบการซื้อขายทั่วไป แต่เป็นการซื้อขายที่ศาสนาอนุมัติ ได้แก่

(1) การซื้อขายแบบอัตเตาลียะฮฺ (اَلتَّوْلِيَةُ) คือการขายสิ่งที่ซื้อมาและครอบครองไว้แล้วด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมานั้น โดยไม่ได้ระบุราคาดังกล่าว

(2) การซื้อขายแบบอัล-อิชรอก(اَلإِشْرَاكُ) เหมือนกับรูปแบบที่ (1) แต่เป็นการขายสินค้าเพียงบางส่วนมิใช่ทั้งหมด โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้ขายจะต้องอธิบายคำว่า “บางส่วน” ที่ให้ผู้ซื้อเข้ามามีส่วนร่วมให้ชัดเจน อาทิเช่น ผู้ขายกล่าวแก่ผู้ซื้อว่า : ฉันให้ท่านมีส่วนร่วมในข้อตกลงนี้ครึ่งหนึ่ง ด้วยราคาครึ่งหนึ่งของมัน” เป็นต้น

(3) การซื้อขายแบบอัลมุรอบะหะฮฺ (اَلْمُرَابَحَةُ)  คือการขายสิ่งที่ตนซื้อและรับมาแล้วด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมาพร้อมบวกกำไรที่กำหนดขึ้นแน่นอน และเป็นที่รู้กันทั้งสองฝ่าย เช่น ผู้ขายกล่าวว่า : ฉันขายบ้านหลังนี้ให้แก่ท่านด้วยราคาที่ฉันซื้อมาและบวกกำไรอีก 10% เป็นต้น  โดยกำไร ที่บวกเข้าไปนั้นจะเป็นชนิดเดียวกันกับราคาหรือไม่ก็ตาม

(4) การซื้อขายแบบอัลมุหาฏ่อเฏาะฮฺ (اَلْمُحَاطَطَةُ) คือการขายสิ่งที่ตนซื้อและรับมาแล้วด้วยราคาเท่ากับที่ซื้อมา พร้อมลดราคาลง หรือยอมขาดทุนเป็นจำนวนที่ระบุแน่นอน เช่น  10% เป็นต้น เรียกการซื้อขายในรูปแบบนี้อีกชื่อหนึ่งว่า อัลวะฎีอะฮฺ (اَلْوَضِيْعَةُ)

การซื้อขายที่ต้องห้ามตามบัญญัติศาสนา

การซื้อขายหลายรูปแบบที่บัญญัติห้ามเอาไว้ เพราะมีข้อบกพร่องหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ซื้อและผู้ขาย หรือสร้างความปั่นป่วนแก่สังคม เป็นต้น การซื้อขายที่ต้องห้ามแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

(1) เป็นบาปและถือว่าการซื้อขายนั้นเป็นโมฆะ

(2) เป็นบาปแต่ถือว่ามีผลใช้ได้ โดยทั้ง 2 ประเภทมีรายละเอียดดังนี้

หนึ่ง การซื้อขายที่ต้องห้าม (เป็นบาป) และถือว่าโมฆะ ได้แก่

(1) การขายน้ำนมที่ยังอยู่ในเต้านมก่อนจะรีด , การขายขนสัตว์ที่ยังไม่ถูกตัดออกจากตัวสัตว์ และการขายผลไม้ที่อยู่กับต้นก่อนสุก ดังมีหลักฐานจากอัล-หะดีษ ระบุว่า :

اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ (عَنِ بنِ عَبَّاسٍ رَضِىَ اللّٰهُ عَنْهُمَاقَالَ : نَهى رَسُوْلُ  اللهِ صَلىَّ

أَنْ يُبَاعَ ثُمَرٌ حَتَى يُطْعَمَ ، أَوْصُوْفٌ عَلٰي ظَهْرٍ ، أَوْلَبَنٌ فِىْ ضَرْعٍ ، أَوْسَمنٌ فِى لَبَنٍ)

รายงานจาก อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ว่า : ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالى) ห้ามการขายผลไม้จนกว่ามันจะถูกรับประทานได้ หรือขนสัตว์ที่ยังติดอยู่บนหลัง หรือน้ำนมที่อยู่ในเต้านม , หรือมันเนยที่ยังอยู่ในน้ำนม

(รายงานโดย อัดดารอกุฏนี -42-)

(2) การซื้อขายที่มีความเสี่ยง คือการซื้อขายที่ยังไม่มีการเจาะจงสินค้าและราคาที่จะนำมาแลกเปลี่ยนกันอย่างชัดเจน หรือการซื้อขายที่ยังมีความบกพร่องในเจตนารมณ์ของผู้ซื้อและผู้ขาย การซื้อขายประเภทนี้มีหลายลักษณะ เช่น การซื้อขายผ้าที่ยังไม่มีการพลิกผ้าดู หรือมีการขายผ้าในที่มืด โดยใช้มือลูบคลำทั้งๆ ที่ไม่เห็นเนื้อผ้า หรือขายโดยการโยนผ้าและรับผ้ามาโดยไม่ได้ดูสินค้า และไม่รู้ราคา เป็นต้น การซื้อขายแบบเสี่ยงทายก็เข้าอยู่ในประเภทการซื้อขายข้อนี้ เช่นกัน

(3) การซื้อขายที่มีข้อตกลงสองแบบอยู่ในการซื้อขาย เช่น ผู้ขายกล่าวคำเสนอขายว่า “ผมขายบ้านหลังนี้ให้คุณด้วยราคา  10,000 บาท เป็นเงินสด และ 20,000 บาท เป็นเงินเชื่อในระยะ 1 ปี หรือจ่ายเป็นงวดๆ” แล้วฝ่ายผู้ซื้อก็กล่าวคำสนองรับว่าซื้อเป็นเงินสดหรือจ่ายเป็นงวดๆ หรือผู้ขายกำหนดเงื่อนไขว่า “ผมขายรถยนต์คันนี้ให้คุณในราคา   50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคุณต้องขายรถมอเตอร์ไซค์ของคุณให้แก่ผมในราคา  20,000 บาท เป็นต้น การซื้อขายในลักษณะนี้ถือว่าเป็นที่ต้องห้าม และถือเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่รู้ราคาที่ชัดเจนในกรณีที่หนึ่ง และเป็นการซื้อขายที่มีการนำไปผูกพันไว้กับเงื่อนไขว่าต้องมีการขายตอบแทน ในกรณีที่สอง

ทั้งนี้มีหลักฐานจากอัลหะดีษระบุว่า  (نَهٰى رَسُوْلُ اللهِ صَلَى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّم عَنْ بَيْعَتَيْنِ فِىْ بَيْعَةٍ) “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ (سبحا نه وتعالى) ห้ามการซื้อขายที่มีข้อตกลงสองแบบในการซื้อขายเดียว” (รายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ) โดย ติรมีซี -1231- และอะฮฺหมัด)

(4) การขายหนี้ด้วยหนี้ คือ การที่นาย ก. เป็นเจ้าหนี้ของนาย ข. และนาย ค. เป็นเจ้าหนี้ของนาย ก. อีกทีหนึ่ง คนที่เป็นเจ้าหนี้คือ นาย ก. กับ นาย ค. ตกลงขายหนี้กัน โดยให้นาย ค. ไปเอาหนี้จากนาย ข. การซื้อขายในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้ามและถือเป็นโมฆะ เพราะเปรียบเสมือนการขายสิ่งที่ไม่มีอยู่ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ จึงไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ได้ ดังปรากฏหลักฐานในอัลหะดีษว่า :  إِن النَبِى صَلَى اللهِ عَلَيْهِ وَسَلَم نَهٰى عَنْ بَيْعِ اْلكَا لِئِ بِاْلكَالِئ   “แท้จริงท่านนบีฯ ห้ามการขายหนี้ด้วยหนี้”  (รายงานโดย อัดดารอกุฏนีย์ -269-)

ในอีกลักษณะหนึ่ง คือการที่ผู้หนึ่งขายสินค้าที่ตนจะได้รับหลังจากถึงเวลาที่กำหนดไว้ โดยเขาจะต้องจ่ายราคาสินค้าทันที ต่อมาเมื่อถึงกำหนด ผู้ขายไม่สามารถนำสินค้าส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อได้ ผู้ขายจึงกล่าวกับผู้ซื้อว่า “จงขายสินค้านี้คืนให้แก่ฉันด้วยราคาเท่านั้นเท่านี้เป็นเงินเชื่อ ที่มีกำหนดเวลาชำระ” การซื้อขายในลักษณะนี้ก็ถือว่าเป็นโมฆะอีกเช่นกัน

(5) การขายสินค้าก่อนที่จะรับเอามาเป็นกรรมสิทธิ์ คือการที่ผู้หนึ่งซื้อสินค้าหรือสิ่งของไว้ จากนั้นได้ตกลงขายสินค้าหรือสิ่งของนั้นก่อนที่จะรับเอามันมาเป็นกรรมสิทธิ์ การซื้อขายลักษณะเช่นนี้เป็นที่ต้องห้ามและถือเป็นโมฆะ เพราะสินค้าหรือสิ่งของนั้นยังไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ซื้อก่อนหน้าที่เขาจะได้รับมันมาเป็นกรรมสิทธิ์จึงเท่ากับเป็นการขายสิ่งที่ตนยังไม่มีกรรมสิทธิ์นั่นเอง

(6) การซื้อขายแบบกินเงินมัดจำ คือ การขายสินค้าโดยวางราคาของสินค้าส่วนหนึ่งเป็นค่ามัดจำ โดยตั้งเงื่อนไขในขณะทำการตกลงว่า ค่ามัดจำนี้จะตกเป็นของผู้ขายในกรณีที่ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น และถ้าหากมีการซื้อขายกัน เงินมัดจำนี้ก็จะถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า การซื้อขายในลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้าม และเป็นโมฆะ เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะทำการตกลงซื้อขายกันแต่ถ้าหากไม่ได้มีการตั้งเงื่อนไขดังกล่าวในขณะทำข้อตกลงซื้อขายและภายหลังจากตกลงกันแล้วโดยสมบูรณ์  ผู้ขายเรียกร้องเอาราคาส่วนหนึ่งจากผู้ซื้อไว้เป็นเงินค่ามัดจำ  ก็ไม่เป็นไรในกรณีนี้  แต่ไม่อนุญาตให้ผู้ขายริบเอาเงินมัดจำไป  เมื่อมีการยกเลิกข้อตกลงในภายหลัง  เว้นเสียแต่ด้วยการยินยอมของผู้ซื้อเท่านั้น 

ทั้งนี้มีรายงานจาก  อับดุลลอฮฺ  อิบนุ  อัมรฺ  (ร.ฏ.)  กล่าวว่า  :  نَهى رسُولُ اللهِ صلى الله عليه وسلم عَنْ بَيعِ العُربَانِ  “ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ  ห้ามการขายแบบกินเปล่าเงินมัดจำ”  (รายงานโดย  อบูดาวูด-3502-)

สอง :  การซื้อขายที่ศาสนาห้าม  (เป็นบาป)  แต่ไม่ถือเป็นโมฆะ  หมายถึง  การซื้อขายที่มีตัวบทระบุว่าเป็นสิ่งต้องห้าม  เพราะมีสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการตกลงซื้อขายเกิดขึ้น  แต่ไม่มีข้อบกพร่องใดๆเกิดขึ้นในองค์ประกอบหรือเงื่อนไขที่ศาสนากำหนดเอาไว้ในการซื้อขาย  จึงถือว่าใช้ได้  แต่เป็นบาปสำหรับผู้ที่กระทำการในลักษณะดังกล่าวที่มีตัวบทระบุห้ามเอาไว้  อันได้แก่

(1)  การขายสัตว์ที่ถูกกักไว้โดยไม่รีดนม  กล่าวคือ  ผู้ขายเจตนากักสัตว์ที่ให้น้ำนม  เช่น  อูฐ,วัว  และแพะแกะ  เป็นต้น  โดยไม่รีดนมเป็นเวลาหลายวัน  เพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจว่าสัตว์นั้นมีน้ำนมมาก  ทำให้ผู้ซื้อชอบใจและซื้อไว้  ดังนั้นเมื่อมีการตกลงซื้อขายสัตว์ดังกล่าว  ข้อตกลงซื้อขายถือว่าใช้ได้  แต่เป็นสิ่งต้องห้าม  เพราะมีการหลอกลวงและตบตาผู้ซื้อ  ฉะนั้นหากผู้ซื้อรู้ว่าตนถูกหลอกผู้ซื้อก็ย่อมมีสิทธิคืนสัตว์นั้นโดยเร็วแก่ผู้ขาย 

แต่ถ้าผู้ซื้อได้คืนสัตว์นั้นหลังจากที่รีดนมของสัตว์นั้นแล้ว  ก็ให้คืนสัตว์ไปพร้อมกับค่าตอบแทนน้ำนมที่รีดเอาไว้เป็นอินทผาลัมหนึ่งซออฺหรือคืนไปพร้อมกับน้ำนมที่รีดนั้นไว้  หากผู้ขายยินยอมเช่นนั้นแต่ถ้าหากผู้ซื้อพอใจสัตว์ที่ซื้อมา  ทั้งๆที่รู้ว่าสัตว์ถูกกักไว้โดยไม่รีดนมก็ถือว่าจบกัน  หลักฐานในเรื่องนี้มีระบุในอัลหะดีษ  ที่รายงานจากอบูฮุรอยเราะฮฺ  (ร.ฏ.)  ว่าท่านท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم)  ได้กล่าวว่า  :

لاَتُصَرُّواالإِبِلَ وَالْغَنَمَ  ،  فَمَنِ ابْتَا عَهَا بَعْدَ ذلكَ فَهُوِ بِخَيْرِ النَّظْرَيْنِ بَعْدَ

أَنْ يَحْلُبَهَا  :  إِنْ رَ ضِيَهَا أَمْسَكَهَا  ،  وإِنْ سَخِطَهَا رَدَّ هَا وَصَاعًامِنْ تَمْرٍ

“พวกท่านอย่าได้กักอูฐและแพะแกะเอาไว้โดยไม่รีดนม  (เพื่อขายมัน)  ดังนั้นผู้ใดซื้อมันไปหลังจากนั้น  เขาย่อมมีสิทธิเลือกเองสิ่งที่ดีที่สุดของสองการพิจารณาภายหลังการที่เขารีดนมของสัตว์นั้น  คือ  หากเขาพอใจมัน  ก็ยึดมันไว้  และหากเขาไม่พอใจมัน  ก็คืนมันเสียพร้อมกับอินทผาลัม  1  ซออฺ”  (รายงานโดย  บุคอรี-201-/มุสลิม-1515-)

(2)  การซื้อขายด้วยการปั่นราคาสินค้าให้สูงขึ้นโดยไม่มีเจตนาที่จะซื้อสินค้านั้น  แต่เพื่อทำให้ผู้อื่นสู้ราคาและซื้อสินค้านั้นด้วยราคาที่เกินจริง  เรียกการซื้อขายแบบนี้ว่า  บัยอุน-นัจฺญ์ชิ  (بَيْعُ النَّجْشِ) ซึ่งมีหะดีษระบุว่า  :  نَهَى النَِّبى صلى الله عليه وسلم عَنِ النَّجْشِ  “ท่านท่านนบีฯ  ห้ามการซื้อขายด้วยการปั่นราคาให้สูงขึ้น”  (รายงานโดย  บุคอรี-2035-/มุสลิม-1516-)

ทั้งนี้หากการกระทำการดังกล่าวเป็นไปด้วยการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่างผู้ขายกับผู้ปั่นราคา  บาปก็จะตกอยู่กับบุคคลทั้งสองเนื่องจากเข้าข่ายหลอกลวงและตบตาผู้ซื้อ  ซึ่งในกรณีที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีการสมรู้ร่วมคิดกันในการปั่นราคาสินค้า  ผู้ซื้อก็ย่อมมีสิทธิตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาสินค้านั้นก็ได้

(3)  การขายสินค้าของคนเมืองให้แก่คนชนบท  คือการที่มีคนชนบทหรือคนต่างถิ่นเข้ามายังตัวเมืองพร้อมกับสินค้าที่เขาต้องการขายมันในตลาดของเมืองด้วยราคาของวันที่นำสินค้าเข้ามาแล้วมีชาวเมืองคนหนึ่งกล่าวแก่เขาว่า  :  ท่านจงทิ้งสินค้าไว้กับฉันและฉันจะขายสินค้านั้นให้แก่ท่านหลังจากนี้วันหนึ่งหรือหลายวันด้วยราคาที่มากกว่าวันนี้”  โดยที่ผู้คนมีความต้องการสินค้านั้นการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม  .

เนื่องจากมีหลักฐานในอัล-หะดีษระบุว่า  :  لاَيَبِعْ حَاضِرٌ لِبَادٍ  دَعُواالنَّاسَ يَرْزُقُ الله بَعْضَهُمْ مِنْ بَعْضٍ  “คนเมืองอย่าได้ขาย(แทน)ให้กับคนชนบทพวกท่านจงปล่อยให้ผู้คนอยู่ในสภาพที่อัลลอฮฺ  ทรงประทานปัจจัยแก่พวกเขาซึ่งกันและกันเถิด”  (รายงานโดย  บุคอรี  และมุสลิม)

(4)  การขายตัดราคาและการแย่งซื้อแย่งขาย

การขายตัดราคา คือการไปหาคนที่กำลังซื้อสินค้าและยังอยู่ในช่วงเวลาที่เขาสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเอาหรือไม่เอาสินค้านั้น  แล้วกล่าวกับเขาว่า  :  “ฉันจะขายสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าที่ท่านซื้อด้วยราคาเดียวกัน  หรือฉันจะขายสินค้าที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันด้วยราคาที่ถูกกว่า”

การแย่งซื้อแย่งขาย คือการที่มีผู้หนึ่งกำลังต่อรองราคาสินค้าอยู่กับพ่อค้า  ซึ่งบางทีเขาอาจบรรลุข้อตกลงเรื่องราคากันได้แล้ว  แล้วมีอีกคนหนึ่งมาเสนอราคาสินค้าชิ้นเดียวกันนั้นให้แก่พ่อค้ามากกว่าราคาที่คนแรกตกลงไว้  เพื่อให้ขายสินค้าแก่ตน  เป็นต้น  การกระทำดังกล่าวถือเป็นสิ่งต้องห้าม  เนื่องจากมีหลักฐานในอัล-หะดีษระบุว่า  :  لاَيَبِعْ الرَّجُلُ على بَيْعِ أَخِيْهِ  “บุคคลอย่าได้ขายตัดราคาการขายของพี่น้องของเขา”  (รายงานโดย  บุคอรี-2023-/มุสลิม-1515-)

(5) การขายลูกสัตว์ที่อยู่ในท้องแม่  เนื่องจากมีหะดีษระบุว่า  : “ห้ามการซื้อขายลูกสัตว์ที่ยังอยู่ในท้องแม่”  (รายงานโดยบุคอรี  และมุสลิม)

(6)  การขายองุ่นหรือพืชผลอื่นๆที่ผู้ขายทราบแน่ชัดว่าผู้ซื้อจะนำไปผลิตสุราและของมึนเมา  เนื่องจากมีหะดีษระบุว่า  :  مَنْ حَبَسَ العِنَبَ أَيَّامَ الْقِطَافِ حَتّى يَبِيْعَه مِمَّنْ

يَتَّخِذَه خَمْرًا فَقَدْ تَقَحَّمَ النَّارَ على بَصِيْرَةٍ  “ผู้ใดกักองุ่นเอาไว้ในช่วงวันเก็บองุ่นสุก  เพื่อที่เขาจะได้ขายองุ่นนั้น  (เพื่อเอาราคา)  จากคนที่จะเอามันไปทำของมึนเมา  แน่แท้ผู้นั้นได้กระโจนสู่ไฟนรกโดยรู้ทั้งรู้”  (รายงานโดย  อัฏฏอบรอนี)

(7)  การออกไปดักซื้อสินค้าจากกองคาราวานสินค้านอกเมือง  แล้วทำให้พ่อค้าในกองคาราวานสินค้าเข้าใจผิดว่า  สินค้าที่พวกเขานำมาขายนั้นขายไม่ออกในเมือง  และราคาของสินค้านั้นตกต่ำ  เพื่อที่ผู้ออกไปดักซื้อสินค้านั้นจะซื้อสินค้าจากกองคาราวานด้วยราคาที่ต่ำกว่าเป็นจริงการซื้อขายในกรณีนี้ถือว่าใช้ได้  แต่เป็นบาป  เพราะมีการหลอกลวงเกิดขึ้น  ดังปรากฏหลักฐานจากอัลหะดีษว่า  :  لاَتَتَلَقَّوُاالرُّكْبَانَ  “พวกท่านอย่าออกไปดักพบกองคาราวานสินค้า”  (รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)

ดังนั้นหากเจ้าของสินค้าในกองคาราวานได้เข้ามายังตลาดในตัวเมือง  และรู้ความจริงว่าพวกตนถูกหลอกลวงเรื่องราคาของสินค้า  พวกเขาก็มีสิทธิ์ตัดสินใจยกเลิกการซื้อขายนั้นได้

(8)  การกักตุนสินค้า

การกักตุนสินค้าเรียกในภาษาอาหรับว่า  อัล-อิหฺติการฺ  (اَلإِحْتِكَارُ)  คือการซื้อสินค้าประเภทอาหารหลักของประชาชนจากท้องตลาด  โดยเฉพาะในยามที่ประชาชนกำลังมีความต้องการสินค้านั้น  แล้วนำมาเก็บกักตุนเอาไว้โดยไม่เปิดเผย  เพื่อทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น  เมื่อสินค้าขาดตลาดก็ทยอยนำมาออกขาย  การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งต้องห้าม  เพราะเป็นการฉวยโอกาสจากความต้องการของประชาชน 

ทั้งนี้มีหลักฐานจากอัล-หะดีษระบุว่า  :  لاَيَحْتَكِرُإلاَّخَاطِئٌ  “ไม่มีใครกักตุน  (สินค้า)  นอกจากคนที่ทำผิด”  (รายงานโดย  มุสลิม-1605)

ในกรณีที่ประชาชนมีความต้องการสินค้าจำพวกอาหารหลักในขั้นรุนแรงหรือถึงภาวะวิกฤติ  ให้ผู้มีอำนาจบังคับผู้ที่กักตุนสินค้าดังกล่าวนำสินค้าออกจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมหากผู้กักตุนสินค้าปฏิเสธ  ให้ผู้มีอำนาจนำสินค้านั้นออกจำหน่ายแก่ประชาชน  และจ่ายราคาสินค้าให้แก่เจ้าของสินค้านั้น

Default image
อาลี เสือสมิง