หมวดการทำธุรกรรมประเภทต่างๆ : การหุ้นส่วน

การหุ้นส่วน เรียกในภาษาอาหรับว่า อัช-ชะริกะฮฺ (اَلشَّرِكَةُ) มีความหมายตามหลักภาษาว่า การเข้าร่วมกัน จะโดยมีข้อตกลงหรือไม่ก็ตาม และการเข้าร่วมกันนั้นจะร่วมกันในทรัพย์สินหรือสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สินก็ได้

ส่วนความหมายตามศาสนบัญญัติ การหุ้นส่วน หมายถึง การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีกรรมสิทธิในสิ่งหนึ่งร่วมกัน โดยมีข้อตกลงที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ และมีเจตนาดำเนินการโดยจะแสวงหาผลกำไรหรือไม่ก็ตาม

นักวิชาการได้แบ่งประเภทหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

1. การหุ้นส่วนในกรรมสิทธิ์ คือการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในสิ่งหนึ่งซึ่งการมีส่วนร่วมนี้อาจเกิดขึ้นโดยที่บุคคลทั้งสองไม่ได้สมัครใจ หรือเกิดขึ้นโดยที่บุคคลทั้งสองมิได้กระทำ อาทิเช่น บุคคลทั้งสองได้รับมรดกร่วมกัน เป็นต้น

หรืออาจเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ หรือด้วยการกระทำและความพอใจของบุคคลทั้งสอง อาทิเช่น ร่วมกันรับของขวัญจากคนๆ เดียวกัน เป็นต้น การหุ้นส่วนในกรรมสิทธินี้ ไม่อนุญาตให้ผู้มีหุ้นส่วนเข้าไปดำเนินการโดยพละการในส่วนของผู้มีหุ้นส่วนอีกคนหนึ่ง เว้นไว้เสียแต่ได้รับอนุญาตเสียก่อน

2. การหุ้นส่วนที่มีข้อตกลง ถือเป็นเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในเรื่องการหุ้นส่วนนี้ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังจะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป

หลักฐานว่าด้วยการหุ้นส่วน

การหุ้นส่วนโดยทั่วไปเป็นสิ่งที่ศาสนาบัญญัติเอาไว้ โดยมีหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานและอัลหะดีษ ดังนี้

อัลกุรอาน : ได้แก่อายะฮฺที่กล่าวถึงเรื่องมรดกว่า : (فَهُمْ شُرَكَاءُ فِيْ الثُّلُثِ) “ดังนั้นพวกเขาย่อมมีส่วนร่วมกันหนึ่งในสาม” (สูเราะฮฺ อัน-นิสาอฺ อายะที่ 12)

อัลหะดีษ : รายงานจากท่าน อบู ฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) จากท่านนบีฯ (صلى الله عليه وسلم) กล่าวว่า : يَقُوْلُ اللهُ تَعَالَى: أَنَا ثَالِثُ الْشَّرِيْكَيْنِ مَا لَمْ يَخُنْ أَحَدُهُمَا صَاحِبَهُ فَإِذَا خَانَهُ خَرَجْتُ مِنْ بَيْنِهِمَا “อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า : ฉันคือที่สามของหุ้นส่วนสองคน ตราบที่คนหนึ่งจากทั้งสองนั้นไม่คดโกงเพื่อนของเขา ฉะนั้นเมื่อเขาคดโกงเพื่อนของเขา ฉันก็ได้ออกแล้วจากท่ามกลางคนทั้งสองนั้น” (รายงานโดย อบูดาวูด – 3383)

ประเภทของการหุ้นส่วนที่มีข้อตกลง

นักวิชาการได้กำหนดประเภทของการหุ้นส่วนที่มีข้อตกลงเอาไว้ 4 ประเภท ดังนี้

1) ชะริกะฮฺ อัลอินาน (شَرِكَةُ الْعِنَانِ) คือการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปนำทรัพย์สินมาหุ้นส่วนกันทำการค้าขาย โดยแบ่งผลกำไรกัน การหุ้นส่วนประเภทนี้เป็นสิ่งที่ศาสนาอนุญาตให้กระทำได้ และถือเป็นบัญญัติศาสนา โดยความเห็นพ้องกันของนักนิติศาสตร์ตลอดจนเป็นประเภทของการหุ้นส่วนที่แพร่หลายและเป็นหลักในการก่อตั้งบริษัทและห้างหุ้นส่วนต่างๆ

เงื่อนไขของชะริกะฮฺ อัลอินาน มีดังต่อไปนี้

– ถ้อยคำที่ใช้ตกลงกัน คือถ้อยคำที่ชัดเจนจากหุ้นส่วนทุกคนที่กล่าวแก่คนอื่นๆ ที่เป็นการบ่งบอกว่า อนุญาตให้ดำเนินการซื้อขาย เป็นต้น จากกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้า

– ผู้ร่วมหุ้นส่วนต้องมีคุณสมบัติที่เป็นผู้มอบอำนาจได้ กล่าวคือ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ บรรลุศาสนภาวะ ไม่ถูกอายัดทรัพย์ในการดำเนินการต่างๆ

– ทรัพย์สินที่นำมาร่วมหุ้นส่วนกันต้องเหมือนกัน กล่าวคือ เมื่อนำทรัพย์สินมาร่วมหุ้นส่วนกันแล้วก็แยกไม่ออกว่าทรัพย์ไหนเป็นของผู้ใด เช่น สกุลเงินต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

– ต้องนำทรัพย์สินที่ร่วมหุ้นส่วนกันนั้นมาปะปนกันก่อนทำข้อตกลงร่วมหุ้นส่วนกัน ในกรณีที่ผู้มีหุ้นส่วนทุกคนนำทรัพย์ของตนมาและทำข้อตกลงหุ้นส่วนกัน ส่วนในกรณีที่ผู้มีหุ้นส่วนทั้งหลายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในทรัพย์สินนั้น เช่น ด้วยการรับมรดก หรือซื้อมา หรือมีผู้ยกให้ เป็นต้น ก่อนการทำข้อตกลงหุ้นส่วนกัน หลังจากนั้นได้ทำข้อตกลงหุ้นส่วนกันก็ย่อมถือว่าเป็นข้อตกลงที่ใช้ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขว่าจะต้องแบ่งทรัพย์กันก่อนแล้วจึงนำมาเข้าหุ้นกันแต่อย่างใด

– ผลกำไรและการขาดทุนต้องเป็นไปตามสัดส่วนของทรัพย์ ดังนั้นการกำหนดเงื่อนไขว่าให้ผู้มีหุ้นส่วนคนหนึ่งได้รับผลกำไรเกินกว่าทุนทรัพย์ของตนที่เขาหุ้นกันจึงใช้ไม่ได้ เช่นเดียวกับการกำหนดเงื่อนไขว่าให้ผู้มีหุ้นส่วนคนหนึ่งต้องรับผิดชอบการขาดทุนหรือได้ผลกำไรน้อยกว่าสัดส่วนทุนทรัพย์ของเขาที่เข้าหุ้นกัน ก็ย่อมถือว่าใช้ไม่ได้

ซึ่งในการหุ้นส่วนกันนั้นไม่มีเงื่อนไขว่าทรัพย์ที่นำมาเข้าหุ้นส่วนกันนั้นจะต้องมีจำนวนเท่ากัน ผู้มีหุ้นส่วนคนหนึ่งอาจจะนำทรัพย์ของตนมาเข้าหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่าหรือน้อยกว่าผู้มีหุ้นส่วนคนอื่นก็ได้ โดยผลกำไรจะตกเป็นของผู้มีหุ้นส่วนแต่ละคนตามสัดส่วนของเงินทุนที่เขาลงไป และการเฉลี่ยการขาดทุนก็ให้เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าทุกคนร่วมกันทำงานหรือบางคนไม่ได้ทำงานหรือทุกคนจะทำงานเท่ากันหรือไม่ก็ตาม

2) ชะริกะฮฺ อัลมุฟาว่าเฎาะฮฺ (شَرِكَةُ الْمُفَاوَضَةِ) คือการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปนำทรัพย์สินมาหุ้นส่วนกันในลักษณะกว้างๆ โดยแต่ละคนเป็นหุ้นส่วนในทุกสิ่งที่แต่ละคนมี ตลอดจนเป็นตัวแทนและเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งกันและกัน อีกทั้งเป็นหุ้นส่วนในผลประโยชน์ที่ได้รับ และรับผิดชอบคามเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด

การหุ้นส่วนประเภทนี้เป็นโมฆะ ตามทัศนะของมัซฮับอัช- ชาฟิอี พราะมีความฉ้อฉลอยู่อย่างมากมาย อีกทั้งมีการมอบหมายและมีการค้ำประกันในสิ่งที่ไม่รู้แน่ชัด ซึ่งทั้งสองกรณีนี้เป็นโมฆะ

3) ชะริกะฮฺ อัล-อับดาน (شَرِكَةُالْأَ بْدَانِ) เรียกอีกอย่างว่า ชะริกะฮฺ อัล-อะอฺมาล (شَرِكَةُ الأَعْمَالِ) คือการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปซึ่งไม่มีทรัพย์สินเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อรับทำงานต่างๆ โดยไม่คำนึงว่าแต่ละคนจะมีอาชีพเดียวกันหรือต่างอาชีพกัน เพื่อนำผลกำไรที่ได้มาแบ่งกัน โดยจะแบ่งเท่าๆ กันหรือไม่ก็ตาม เช่น พวกคนรับจ้างแบกของและช่างตัดเย็บ หรือกลุ่มอาชีพอื่นๆ ที่ถูกต้องตามหลักศาสนา เป็นต้น

การหุ้นส่วนประเภทนี้ตกเป็นโมฆะอีกเช่นกันเพราะมีผลเสียที่ศาสนาห้ามอยู่ในการหุ้นส่วนนี้ เนื่องจากบางคนอาจต้องทำงานมากกว่าคนอื่นๆ หรือบางครั้งคนหนึ่งอาจต้องทำงานทั้งหมด โดยที่คนอื่นๆ ไม่ได้ทำงานอะไรเลย

4) ชะริกะฮฺ อัล-วุญูฮฺ (شَرِكَةالْوُجُوْهِ) คือการที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีอำนาจบารมีและมีชื่อเสียงซื้อสินค้าด้วยเงินเชื่อ จะโดยร่วมกันหรือโดยลำพังก็ตาม โดยทุกคนมีส่วนร่วมในสินค้าที่ซื้อมานั้น ต่อมาพวกเขาก็ขายสินค้านั้น แล้วนำผลกำไรที่ได้จากการขายสินค้านั้นมาแบ่งเท่าๆ กัน หรือตามแต่จะตกลงกัน การหุ้นส่วนประเภทนี้ ตกเป็นโมฆะอีกเช่นกัน ที้งนี้เพราะไม่มีทรัพย์สินที่นำมาเข้าหุ้นกัน

อนึ่งการหุ้นส่วนในประเภทที่ 2, 3, และ 4 ดังที่กล่าวมาถือเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำได้ในมัซฮับอื่นนอกจากมัซฮับ อัช-ชาฟีอีย์


ผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อข้อตกลงหุ้นส่วนกันมีผลใช้ได้

ในกรณีของการหุ้นส่วนแบบ อัล-อินาน ครบเงื่อนไขการเข้าหุ้นกันย่อมถือว่าใช้ได้ และมีผลตามมาดังต่อไปนี้

– หุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิ์เข้าไปดำเนินการในทรัพย์สินที่นำมาเข้าหุ้นกันโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ตราบที่การดำเนินการนั้นเป็นไปตามประเพณีปฏิบัติ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่น

– บรรดาผู้ร่วมหุ้นส่วนจำเป็นต้องทำงานตามที่มีข้อตกลงกันไว้

– เมื่อผู้ร่วมหุ้นส่วนคนหนึ่งซื้อสินค้าด้วยทรัพย์สินที่หุ้นส่วนกัน ตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวมาแล้ว ย่อมถือว่าการซื้อสิ้นค้านั้นเป็นการดำเนินการของผู้ร่วมหุ้นส่วนทุกคน เพราะผู้ซื้อถือเป็นตัวแทนของทุกคน ยกเว้นในกรณีที่ผู้ขายถามเอาราคาจากผู้ซื้อเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อการหุ้นส่วนเป็นโมฆะ

1. ในกรณีที่รู้ว่า การหุ้นส่วนเป็นโมฆะ ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ในการหุ้นส่วนกัน ก็ถือว่าไม่มีผลใดๆ เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงหุ้นส่วนร่วมกัน ทั้งนี้สมควรที่จะต้องทำข้อตกลงหุ้นส่วนกันใหม่ให้ถูกต้อง หากประสงค์ที่จะดำเนินการหุ้นส่วนกันต่อไป

2. กรณีที่รู้ว่าข้อตกลงหุ้นส่วนกันเป็นโมฆะภายหลังจากเริ่มดำเนินการในการหุ้นส่วนไปแล้ว ก็จำเป็นต้องระงับการดำเนินการในทันที และให้ทำข้อตกลงหุ้นส่วนกันใหม่ให้ถูกต้อง หากประสงค์ที่จะดำเนินการหุ้นส่วนกันต่อไป และผลที่เกิดจากการทำข้อตกลงหุ้นส่วนที่เป็นโมฆะ มีดังนี้

– ให้แบ่งผลกำไรที่เกิดขึ้นภายหลังการดำเนินการแก่ผู้ร่วมหุ้นส่วนตามสัดส่วนของเงินลงทุนของแต่ละคน เพราะผลกำไรดังกล่าวเกิดจากเงินลงทุนนั้น เมื่อข้อตกลงการหุ้นส่วนเป็นโมฆะ ก็ให้กลับคืนสู่หลักเดิมคือทรัพย์ที่นำมาเข้าหุ้นกัน ดังนั้นผลกำไรของผู้ร่วมหุ้นส่วนแต่ละคน จึงคิดตามสัดส่วนของเงินทุนที่แต่ละคนนำมาเข้าหุ้นกัน

– ให้ผู้ร่วมหุ้นส่วนแต่ละคนเอาค่าจ้างการทำงานของตนคืนจากทรัพย์สินเฉพาะของผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ เนื่องจากเป็นที่ปรากฎชัดว่าผู้ร่วมหุ้นส่วนนั้นเป็นลูกจ้างของผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ มิใช่เป็นผู้ร่วมหุ้นส่วนกับพวกเขาแต่อย่างใด

– สิ่งที่ผู้ร่วมหุ้นส่วนดำเนินการไป ถือว่าบรรลุผล เพราะผู้ร่วมหุ้นส่วนแต่ละคนดำเนินการไปโดยได้รับการยินยอมจากผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ

การสิ้นสุดของข้อตกลงการหุ้นส่วนที่มีผลใช้ได้
ข้อตกลงการหุ้นส่วนจะสิ้นสุดลงด้วยกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้

– บอกเลิกข้อตกลงการหุ้นส่วนจากผู้ร่วมหุ้นส่วนทุกคนหรือจากผู้ร่วมหุ้นส่วนบางคน ทั้งนี้ผู้ร่วมหุ้นส่วนแต่ละคนย่อมมีสิทธิ์บอกเลิกข้อตกลงการหุ้นส่วนกันเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นหากมีผู้ร่วมหุ้นส่วนสองคน และได้มีการบอกเลิกข้อตกลงจากคนหนึ่งคนใด ก็ถือว่าข้อตกลงการหุ้นส่วนของบุคคลทั้งสองเป็นอันสิ้นสุดลง แต่ถ้าหากมีผู้ร่วมหุ้นส่วนหลายคน แล้วมีคนหนึ่งได้บอกเลิกข้อตกลง การหุ้นส่วนกันระหว่างผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้บอกเลิกข้อตกลง ก็ถือว่ายังคงมีอยู่ต่อไป

– มีการเสียชีวิตของผู้ร่วมหุ้นส่วนเกิดขึ้น การหุ้นส่วนกันก็เป็นอันสิ้นสุด ทั้งนี้เพราะบรรดาผู้ร่วมหุ้นส่วนที่ทำการตกลงกันในการหุ้นส่วนกันได้เสียสิทธิ์ที่จะดำเนินการในทรัพย์สินของผู้ร่วมหุ้นส่วนที่เสียชีวิต จึงถือว่าขาดคุณสมบัติในการดำเนินการ เนื่องจากการหุ้นส่วนกันนั้นมีการมอบอำนาจในระหว่างผู้ร่วมหุ้นส่วนในการดำเนินการ ซึ่งการมอบอำนาจนี้จะไม่ย้ายสิทธิ์ไปสู่ทายาทของผู้เสียชีวิต เพราะทายาทของผู้เสียชีวิตมิใช่เป็นผู้ทำข้อตกลงหุ้นส่วนกัน

ดังนั้นหากผู้ร่วมหุ้นส่วนคนหนึ่งจากผู้ร่วมหุ้นส่วนสองคนได้เสียชีวิต ข้อตกลงการหุ้นส่วนก็เป็นอันสิ้นสุด แต่ถ้าหากมีผู้ร่วมหุ้นส่วนมากกว่าสองคนข้อตกลงการหุ้นส่วนก็จะยุติเฉพาะผู้ร่วมหุ้นส่วนที่เสียชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนการหุ้นส่วนกันของผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ นั้น ยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะการมอบอำนาจของพวกเขาก็ยังคงอยู่ และการดำเนินการของพวกเขาก็ถือว่าอนุญาตให้กระทำได้และถือว่าถูกต้อง

อนึ่ง การบอกเลิกข้อตกลงการหุ้นส่วนและการสิ้นสุดลงของข้อตกลงนั้นให้นับตั้งแต่วันที่บอกเลิกหรือนับแต่วันที่ผู้ร่วมหุ้นส่วนเสียชีวิต ถึงแม้ว่าผู้ร่วมหุ้นส่วนคนอื่นๆ จะไม่รู้ก็ตาม

– เป็นบ้าวิกลจริต หรือหมดสติ ถ้าหากผู้ร่วมหุ้นส่วนคนหนึ่งเป็นบ้าวิกลจริตหรือหมดสติ เช่น เป็นลมหรือสลบ ข้อตกลงการหุ้นส่วนกันของเขาย่อมถือว่าถูกยกเลิกและสิ้นสุดลงโดยปริยาย เพราะสติสัมปชัญญะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบังคับใช้ตามหลักศาสนา ทั้งนี้การหมดสติที่จะทำให้การหุ้นส่วนเป็นอันสิ้นสุดลงนั้น มีเงื่อนไขว่าการหมดสตินั้นต้องกินระยะเวลาของการละหมาดหนึ่งฟัรฎูทั้งหมด หากไม่เกินระยะเวลาดังกล่าวก็ถือว่าไม่มีผลในเรื่องนี้แต่อย่างใด

อนึ่งในกรณีที่ผู้ร่วมหุ้นส่วนเป็นบ้าวิกลจริต การตัดสินใจจะตกเป็นของผู้ปกครอง (วะลี) ของผู้นั้น หากผู้ปกครองมีความประสงค์ก็อาจขอให้มีการแบ่งทรัพย์สินได้ หรืออาจขอเข้าเป็นหุ้นส่วนก็ได้ โดยต้องทำข้อตกลงใหม่

ในกรณีที่ผู้ร่วมหุ้นส่วนหมดสติ ให้พิจารณาดังนี้

– หากมีความหวังว่าสติสัมปชัญญะของเขาจะกลับคืนมาโดยเร็ว การตัดสินใจจะยังไม่ตกเป็นของผู้ปกครอง

– หากสติของเขากลับคืนมา เขาย่อมมีสิทธิที่จะขอให้แบ่งทรัพย์สินหรือขอเข้าเป็นหุ้นส่วนโดยทำข้อตกลงกันใหม่ได้ตามต้องการ แม้จะใช้ถ้อยคำยืนยันก็ตาม

– หากหมดหวังว่าสติของเขาจะกลับคืนมาโดยเร็วหรือเขาหมดสติไปเป็นเวลา 3 วัน หรือมากกว่านั้น การตัดสินใจจะตกเป็นของผู้ปกครองของเขา ดังนั้นหากผู้ปกครองมีความประสงค์ก็อาจขอให้แบ่งทรัพย์สิน หรืออาจขอเข้าเป็นหุ้นส่วนก็ได้ โดยทำข้อตกลงใหม่

Default image
อาลี เสือสมิง