เส้นทางการเผยแผ่อิสลามโดยนักซูฟีย์เองก็เป็นเส้นทางที่กว้างไกลเช่นกัน

ดังนั้นอิสลามจึงมีวิถีทางในการเผยแผ่อยู่หลายวิถีทางโดยมิต้องมีการทำสงครามและการใช้ความรุนแรง  ส่วนหนึ่งก็คือนักเผยแผ่ที่ได้ยอมอุทิศและเสียสละเพื่อนำอิสามสู่การรับรู้ของผู้คนโดยมิได้ขึ้นอยู่กับองค์กรหรือระบอบใด ๆ เราจะพบว่า  กลุ่มซูฟีย์สายต่าง ๆ นับเป็นวิถีทางที่สำคัญประการหนึ่งในการนำพาอิสลามสู่ดินแดนต่าง ๆ ที่อิสลามสามารถไปถึงอย่างง่ายดาย  ทั้งนี้เพราะกลุ่มซูฟีย์จะมีการจัดระบบที่รัดกุมชัดเจน  มีระดับขั้นของผู้คนที่ขึ้นกับกลุ่มซูฟีย์แต่ละสาย 

พร้อมทั้งสามารถปลูกฝังความศรัทธาที่มั่นคงแน่นแฟ้นให้เกิดขึ้นในหัวใจของผู้คน  จึงเป็นเรื่องปกติที่การจัดระบบของกลุ่มซูฟีย์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแพร่หลายของอิสลาม  นักซูฟีย์ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดของกลุ่มจะถือว่าตัวเองเป็นผู้เรียกร้องสู่อิสลาม  ในดินแดนอิสลามพวกเขาจะทำหน้าที่สร้างศรัทธาอันมั่นคงแก่ผู้คน  และความเชื่อมั่นของผู้คนที่มีต่อนักซูฟีย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อนักซูฟีย์ผู้นั้นมีความจริงใจในการเรียกร้อง 

ส่วนในดินแดนที่มิใช่อิสลาม  นักซูฟีย์ก็คือผู้นำพาการศรัทธาและเป็นผู้เผยแผ่หลักความเชื่อในเวลาเดียวกัน  ไม่จำเป็นว่านักซูฟีย์จะต้องเป็นผู้ที่ปลีกตัวจากโลกนี้เพื่อประกอบศาสนกิจและทำหน้าที่เรียกร้องสู่อิสลามเพียงอย่างเดียว  แต่ในความเป็นจริงแล้วมีบรรดาสานุศิษย์ที่ยึดมั่นในแนวทางซูฟีย์อีกเป็นจำนวนมากที่ประกอบอาชีพพ่อค้าและกลุ่มอาชีพแขนงต่าง ๆ สานุศิษย์เหล่านี้ได้รับเอาคำสัตยาบันที่มอบไว้ให้กับครูของตนและดำเนินตามวิถีปฏิบัติที่เคร่งครัดพร้อมกับเสริมสร้างคุณธรรมแห่งการศรัทธาอันถูกต้อง  ยึดมั่นในจริยธรรมอันสูงส่ง  ปฏิบัติศาสนกิจเป็นหลัก  มีความจริงใจในการปฏิบัติกับผู้คนรอบข้าง  และมีความพอเพียงในปัจจัยยังชีพที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนา 

ในบางครั้งปัจจัยยังชีพของพวกเขาอาจจะเพิ่มพูนมากขึ้นจนกลายเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สินและการนับน่าถือตาของผู้คนในสังคม  สิ่งดังกล่าวจึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการเผยแผ่คำเชิญชวนเรียกร้อง  ทั้งนี้เพราะผู้ที่คบค้าสมาคมกับนักซูฟีย์ได้ประจักษ์เห็นถึงสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพอันกว้างขวางแก่นักซูฟีย์ผู้นั้น  และได้เห็นถึงความสมถะและการปฏิบัติชอบตลอดจนการไม่ยึดติดกับโลกนี้  การศรัทธาจึงคืบคลานเข้าสู่หัวใจของพวกเขา  จนในที่สุดพวกเขาก็เข้ารับอิสลามด้วยความยินดี

ท่านอัสสะอฺดีย์  นักประวัติศาสตร์แห่งอาณาจักรกาน่า  ซึ่งเป็นอาณาจักรอิสลามที่รุ่งเรืองในแอฟริกาตะวันตกได้เล่าถึงเรื่องราวของพ่อค้าคนหนึ่งจากเผ่าอัลโฟล่า  ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองอูดาเฆชต์  ในช่วงแรก ๆ ที่พ่อค้าผู้นี้ได้ทำงานให้กับผู้นำของเผ่าคนหนึ่ง  ต่อมาพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทรงชี้นำให้เขาได้เข้ารับอิสลามโดยการชักชวนของนักซูฟีย์คนหนึ่งจากสายอัตตีญานียะห์  เขาจึงมุ่งทำการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด  ประจำอยู่กับมัสยิดในเมืองและมีความซื่อสัตย์ในการรับใช้ผู้เป็นเจ้านาย 

เจ้านายของเขาก็ให้ความรักความไว้วางใจและมอบทรัพย์สินก้อนหนึ่งเพื่อทำทุนในการค้าขาย  ผู้คนที่เป็นพ่อค้าด้วยกันก็มีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อบุคคลผู้นี้ในการทำการค้าระหว่างกันจนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้กลายเป็นผู้ร่ำรวย  แต่ถึงกระนั้นเขาผู้นี้ก็ยังคงมีความเคร่งครัดต่อการใช้ชีวิตอย่างสมถะและให้การช่วยเหลือผู้คนที่ตกยากตลอดจนมีจริยธรรมอันสูงและอยู่กับมัสยิดเสมอ  พ่อค้านักซูฟีย์ผู้นี้ได้บริจาคทรัพย์สินเพื่อสร้างสถานที่ประกอบศาสนกิจของนักซูฟีย์  หลายต่อหลายแห่ง 

ผู้นำเผ่าที่เป็นนายเก่าก็ได้แต่งงานลูกสาวของตนให้กับเขา  เมื่อนางได้เห็นถึงการปฏิบัติตัวและความมีจริยธรรมอันงดงามของสามี  นางก็ศรัทธาและเข้ารับอิสลามและนางก็คงชักชวนบิดาของนางจนกระทั่งเข้ารับอิสลาม  และผู้คนในเผ่าทั้งหมดก็เข้ารับอิสลามพร้อมกับผู้นำของพวกเขาในวันเดียวกันนั้น  ซึ่งมีจำนวนถึง  12,000  คน  ผู้นำเผ่าก็สละทรัพย์ของตนทั้งหมดเพื่อสร้างมัสยิดหลังใหญ่ขึ้น  โดยมุ่งประกอบศาสนกิจในมัสยิดแห่งนั้น  และยังได้ยกบ้านของตนให้เป็นที่พักค้างแรมของผู้เดินทาง  ดังนั้นย่อมไม่มีบุคคลใดที่จะมีความดีความชอบในเขตดินแดนนี้มากไปกว่าบุคคลผู้นี้ที่มีส่วนในการเผยแผ่อิสลาม

Default image
อาลี เสือสมิง