คำพยากรณ์อันเป็นสัจจะของท่านศาสนฑูตเกี่ยวกับสถานภาพของท่านค่อลีฟะหฺอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.)

รายงานจากท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า ท่านศาสนฑูตได้กล่าวแก่ฉันว่า

إِنَّ فِيْكَ مَثَلًا مِنْ عِيْسى ، أَبْغَضَتْهُ الْيَهُوْدُ حَتَّى بَهَتُوْا أُمَّهُ ، وَأَحَبَّتْهُ النَّصَارى حَتَّى نزلُوهُ بالمَنْزِلِ الذي ليس به ، ألَا وإنَّهُ يَهْلِكُ فِيَّ اثْنَانِ مُحِبٌّ مُفْرِطٌ يُقَرِّظُنِي بِمَاليس فِيَّ ، وَمُبْغِضٌ يُحَمِلْهُ شَنآنِى على أن يَبْهَتَنِيْ

ในตัวท่านนั้นมีความละม้ายคล้ายคลึงจากอีซา (อ.ล.) ที่บรรดายะฮูด (ชาวยิว) จงเกลียดจงชังจนกระทั่งกล่าวหามารดาของอีซา (ว่าผิดประเวณี) และพวกนะศอรอ (ชาวคริสต์) รักเทิดทูน อีซา (อ.ล.) จนกระทั่งยกย่องสู่สถานภาพที่ไม่ใช่สิทธิของอีซา (อ.ล.) (คือเทิดทูนและยกขึ้นเป็นพระเจ้า)

ต่อมาท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้กล่าวว่า “พึงทราบเถิด! จะมีบุคคลสองคนที่วิบัติในตัวฉัน (คนหนึ่ง) มีความรักจนเลยเถิดโดยยืนยันสิ่งที่ไม่มีสิทธิในตัวฉัน และ (อีกคนหนึ่ง) จงเกลียดจงชังโดยความโกรธเกลียดที่มีต่อฉันได้นำพาเขาผู้นั้นทำการกล่าวหาฉัน” รายงานโดย อับดุลลอฮฺ อิบนุ อะหฺหมัด , อัลบัซซ๊าร , อบู ยะอ์ลา และอัลฮากิม

จากข้อความข้างต้นได้ระบุว่าจะมีบุคคลสองกลุ่มที่มีทัศนะสุดโต่งต่อสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) คือกลุ่มหนึ่งรักและเทิดทูนท่านจนเกินเลยจากสถานภาพอันเป็นจริงของท่าน พวกนี้ก็คือ กลุ่มอัรรอฟิเฏาะหฺ หรือ ชีอะหฺ นั่นเอง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งจงเกลียดจงชังจนเลยเถิดถึงขั้นกล่าวว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้ตกศาสนา (วัลอิยาซุบิลลาฮ์) พวกนี้ก็คือ พวกค่อวาริจซึ่งหมายถึงพวกที่ก่อการกบฏและฉีกพันธสัญญาในการปฏิบัติตามผู้นำปวงชนผู้ศรัทธา

สถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงเหมือนกับท่านศาสนฑูตอีซา (อ.ล.) ที่มีกลุ่มชน 2 จำพวกที่สุดโต่งในการมีความเชื่อต่อตัวท่าน ฝ่ายหนึ่งรักและเทิดทูนบูชาท่านศาสนฑูตอีซา (อ.ล.) จนถึงขั้นของความเป็นพระเจ้าหรือพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า ฝ่ายนี้เรียกได้ว่า รักและเทิดทูนจนเกินเหตุและสุดโต่ง อันได้แก่ พวกนะศอรอ (คริสเตียน) ในทางตรงกันข้ามฝ่ายยะฮูด (ชาวยิว) ซึ่งไม่ยอมรับการเป็นศาสนฑูตของอีซา (อ.ล.) ก็ชิงชังและกล่าวหาท่านหญิงมัรยัม มารดาของอีซา (อ.ล.) ว่าผิดประเวณีและกล่าวหาว่าอีซาเป็นลูกนอกสมรส ฝ่ายนี้เรียกได้ว่าชิงชังจนสุดโต่ง และดึงฟ้าต่ำ

คำพยากรณ์ในพระวจนะของท่านศาสนฑูตข้างต้นได้เกิดขึ้นจริงดังที่ประวัติศาสตร์ได้ระบุเอาไว้ ความนิยมชมชอบของฝ่ายสนับสนุนต่อท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่เกินขอบเขตและสุดโต่งจนเลยเถิดจากสภาพที่บุคคลซึ่งเป็นอัครสาวกคนสำคัญจะได้รับนำไปสู่การกำเนิดขึ้นของลัทธิชีอะหฺ แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นเพียงการนิยมยกย่องในตัวท่าน ซึ่งก็ไม่ใช่ข้อเสียหายอันใด แต่เมื่อกาลเวลาได้เปลี่ยนไปความนิยมยกย่องในตัวท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ได้แปรเปลี่ยนไปสู่ความคลั่งไคล้ จนเกิดความเชื่อของชีอะหฺบางกลุ่มที่กล่าวอ้างการอวตารของพระผู้เป็นเจ้าในตัวของท่าน อะลี (ร.ฎ.)

ตลอดจนการจาบจ้วงบริภาษต่อบรรดาอัครสาวก (ร.ฎ.) ท่านอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่งบรรดาค่อลีฟะหฺที่ดำรงตำแหน่งก่อนหน้าท่านอะลี (ร.ฎ.) ในทางตรงกันข้ามปฏิกิริยาโต้ตอบจากฝ่ายหนึ่งก็ได้สำแดงขึ้น ซึ่งเป็นไปในทางลบอันได้แก่ กลุ่มค่อวาริจและพวกอันนะวาศิบ ซึ่งชิงชังต่อท่านอิหม่ามอะลี (ร.ฎ.) จนก้าวล่วงสู่การตัดสินว่าท่านได้ตกศาสนา –วัลอิยาซุบิลลาฮ์- หรือกล่าวหาว่าท่านเป็นผู้อธรรม ความคิดทั้งสองขั้วนี้ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกและความวุ่นวายอย่างต่อเนื่องในหน้าประวัติศาสตร์ของชนมุสลิม

ฝ่ายที่มีทัศนะเป็นสายกลางต่อสถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็คือ “ฝ่ายอะหฺลิสซุนนะหฺ วัลญ่ามาอะหฺ” ซึ่งยอมรับถึงความประเสริฐที่มีอย่างเอกอุในตัวท่านอะลี (ร.ฎ.) และกำหนดวางสถานภาพของท่านอย่างเหมาะควร โดยปราศจากการลิดรอนจาบจ้วงหรือคลั่งไคล้จนเกินเหตุ ความเชื่อและทัศนคติของฝ่ายอะหฺลิสซุนนะหฺจึงเป็นทางสายกลางเฉกเช่นที่อิสลามิกชนมีต่อท่านศาสนทูต อีซา (อ.ล.) โดยมีชาวยะฮูดและนะศอรอเป็น 2 ขั้วที่ตกขอบอยู่ทั้ง 2 ด้าน

อิสลามิกชนยอมรับความประเสริฐของท่านศาสนทูตอีซา (อ.ล.) และมารดาของท่านโดยพื้นฐานของหลักศรัทธา คือไม่ใช่ยอมรับเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความศรัทธาในขั้นหลักมูลฐานที่สำคัญอันขาดมิได้ เป็นหลักศรัทธาสายกลางที่อยู่ระหว่างความสุดโต่ง 2 ขั้ว อิสลามิกชนมิเชื่อว่า ท่านศาสนทูตอีซา (อ.ล.) เป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าหรือเป็นหนึ่งในความเชื่อแบบตรีเอกานุภาพเยี่ยงที่ชาวคริสต์เชื่อ และอิสลามิกชนก็มิเชื่อว่าท่านหญิงมัรยัม (อ.ล.) กระทำผิดศีลธรรมเยี่ยงที่พวกยิวใส่ร้ายป้ายสีต่อพระนาง

หากแต่เชื่ออย่างหมดจิตหมดใจว่า พระนางเป็นสตรีที่บริสุทธิ์และพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเป่าวิญญาณของท่านศาสนฑูตอีซา (อ.ล.) สู่ครรภ์ของพระนางโดยมิผ่านกระบวนการทางธรรมชาติในการกำเนิดทารกอันจำต้องอาศัยเพศชายซึ่งการบันดาลให้ท่านศาสนทูต (อ.ล.) ถือกำเนิดจากสตรีเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีเพศของบิดานั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างยิ่งสำหรับพระบรมเดชานุภาพของพระองค์ การกำเนิดท่านศาสดาอาดัม (อ.ล.) และพระนาง ฮาวา ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

หวนกลับมาสู่เรื่องราวของท่านอิหม่ามอะลี (ร.ฎ.) ได้มีรายงานจากท่านซัลลาม อิบนุ อบี อัลกอซิม จากท่าน  อุสมาน อิบนิ อบี อุสมาน กล่าวว่า มีชนกลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอะลี (ร.ฎ.) และกล่าวขึ้นว่า “ท่านคือเขา”  ท่าน อะลี (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่าฉันคือใคร พวกนั้นกล่าวว่า “ท่านคือเขา” ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า “ความวิบัติจงมีแก่พวกท่าน ฉันคือใครเล่า?” พวกนั้นกล่าวว่า “ท่านคือพระผู้เป็นเจ้าของเรา!”

ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงกล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายจงกลับตัว (เตาบะห์) เถิด” พวกนั้นก็ปฏิเสธ (คือยังยืนกรานตามคำพูดของพวกเขาเช่นเดิม)  ท่าน อะลี (ร.ฎ.) จึงได้ฟันต้นคอของพวกเขา (สำเร็จโทษชนกลุ่มนั้นเนื่องจากตกศาสนาและยืนกรานที่จะไม่กลับเนื้อกลับตัว)  ต่อมาท่านก็มีคำสั่งให้ขุดร่องดินสำหรับพวกนั้น และกล่าวว่า โอ้ กุนบุ๊ร ท่านจงนำฟืนมาให้ฉันหนึ่งหอบและแล้วท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ได้จุดไฟเผาพวกนั้น…(ตารีค มะดีนะห์ ดิมัชก์ ของอิบนุ อะซากิร 42/476)

เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าเคยมีกลุ่มชนที่เลยเถิดกล่าวอ้างว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นพระเจ้าเกิดขึ้นในสมัยของท่าน และพวกนั้นก็ถูกสำเร็จโทษด้วยการถูกบั่นคอจนด่าวดิ้นหลังจากยืนกรานในคำกล่าวอ้างของพวกเขา มิหนำซ้ำยังถูกจุดไฟเผาเสียอีกด้วยน้ำมือของท่านอะลี (ร.ฎ.) เอง

นอกจากนี้ยังได้มีพระวจนะของท่านศานฑูตพยากรณ์อีกว่าต่อไปในกาลข้างหน้า ท่านอะลี (ร.ฎ.) จะต้องสู้รบกับกลุ่มชนที่ตีความบิดเบือนอัลกุรอานตามอำเภอใจและใช้อวิชาในการตีความอัลกุรอาน กลุ่มชนที่กล่าวถึงนี้ก็คือ พวกค่อวาริจนั่นเอง ดังรายงานจากท่านอิสมาอีล อิบนุ รอญาอ์ จากบิดาของเขาจากท่านอบีสะอีด (ร.ฎ.) ว่าท่านเคยได้ยินท่านศาสนฑูตกล่าวว่า

إِنَّ مِنْكُمْ مَنْ يُقَا تِلُ عَلى تَأْ وِيْلِ القرآنِ كَمَا قَا تَلْتُ عَلى تَنْزِىْلِه الحديث

“แท้จริง จะมีบุคคลหนึ่งจากพวกท่านสู้รบต่อการตีความอัลกุรอานเหมือนอย่างที่ฉันเคยสู้รบต่อการประทานอัลกุรอานลงมา” ท่านอบูบักร (ร.ฎ.) กล่าวว่า “ฉันคือบุคคลผู้นั้นใช่หรือไม่?” ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “ไม่” ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ก็กล่าวว่า “ฉันคือบุคคลผู้นั้นใช่หรือไม่?” ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “ไม่” หากแต่บุคคลผู้นั้นคือ ชายผู้ซ่อมปะรองเท้า ซึ่งปรากฏว่าท่านศาสนฑูตได้มอบรองเท้าแตะของท่านให้แก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งกำลังซ่อมรองเท้านั้นอยู่” รายงานโดย อะหฺหมัด , อัลฮากิมและอัลบัยฮะกียฺ

พวกค่อวาริจได้ตีความอัลกุรอานในอายะหฺที่ว่า  إِنِ الحُكْمُ إِلاَّ للهِ  “การตัดสินชี้ขาดนั้นหาใช่อื่นนอกจากเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)”  (อัลอันอาม 27) เพื่อเป็นข้อสมอ้างในทัศนะของพวกตนกรณีปฏิเสธไม่ยอมรับการตัดสินชี้ขาดของตัวแทนจากทั้งสองฝ่ายที่เกิดกรณีพิพาทและสู้รบกันในสมรภูมิศิฟฟีน คือ ฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) และฝ่ายของท่านมุอาวียะหฺ (ร.ฎ.) ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ยอมรับให้ตั้งตัวแทนในการชำระความ แต่แล้วพวกค่อวาริจก็แข็งขืนที่จะยอมรับและซ่องสุมกำลังพลเพื่อต่อสู้กับท่านอะลี (ร.ฎ.) ในตำบลหะรูรออฺ

ท่านอะลี (ร.ฎ.) จึงได้สู้รบกับพวกค่อวาริจสมดังคำพยากรณ์ของท่านศาสนฑูตที่ได้กล่าวว่า

تَفْتَرِقُ أُمَّتِىْ فِرقَتَيْنِ تَمْرُقُ بَيْنَهُمَا مَارِقَةٌ تَقْتُلُهُمْ أَوْلى الطَّا ئِفَتَيْنِ بَالْحَقِّ

“ประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม ระหว่างสองกลุ่มนั้นจะมีพวกที่ตกศาสนาได้ออกนอกจากแนวทาง โดยกลุ่มที่ชอบธรรมที่สุดจาก 2 กลุ่มนั้นจะเข่นฆ่าพวกนั้น (พวกที่ตกศาสนา)” รายงานโดย อะหฺหมัด 3/79 และอัลบัยฮะกียฺ ในสุนัน อัลกุบรอ 8/178 ชนสองกลุ่มที่แตกแยกนั้นคือ กลุ่มของท่านอะลี (ร.ฎ.) ฝ่ายหนึ่ง และกลุ่มของท่านมุอาวียะหฺ (ร.ฎ.) อีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนพวกที่ตกศาสนานั้นคือพวกคอวาริจนั่นเอง ซึ่งพวกนี้ได้ถูกฝ่ายของท่านอะลี (ร.ฎ.) อันเป็นฝ่ายที่ชอบธรรมทำการปราบปรามในปี ฮ.ศ.ที่ 39

โดยก่อนหน้าที่ท่านอะลี (ร.ฎ.) จะยกพลเข้าปราบปรามพวกคอวาริจใน ต.หะรูรออฺ  นั้นท่านได้ส่งท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ให้ทำการชี้แจงถึงความเข้าใจที่ผิดพลาดของพวกนี้ซึ่งมีจำนวนคนมากถึง 60,000 คน และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ก็สามารถดึงพวกนี้ให้กลับสู่แนวทางอันชอบธรรมได้มากถึง 4,000 คน ส่วนพวกที่เหลือก็ถูกกองทัพของท่านอะลี (ร.ฎ.) รุกเข้าบดขยี้จนแตกพ่ายไปในที่สุด

และมีรายงานจากอิสมาอีล อิบนุ มูซา จากอัรร่อเบียะอฺ อิบนุ ซะหฺลิน จากสะอีด อิบนุ อะบีด จากอะลี อิบนุ ร่อบีอะหฺ ว่า ฉันเคยได้ยินท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวขณะอยู่บนมิมบัรของพวกท่านนี้ว่า

لَقَدْ عَهَدَ إِلَيَّ رَسُوْلُ اللهِ صلى الله عليه وسلم فى قِتَالِ النَّا كِثِيْنَ وَالْقَا سِطِيْنَ وَالْمَا رِقِيْنَ

“ท่านศาสนทูตได้มอบหมายแก่ฉันให้ทำการสู้รบกับกลุ่มชนที่ละเมิดสัญญา กลุ่มชนที่ออกห่างจากความถูกต้อง และกลุ่มชนที่ออกนอกศาสนา” กลุ่มชนที่ละเมิดสัญญานั้นหมายถึง บรรดาผู้ร่วมรบในสมรภูมิอูฐ ซึ่งนำโดยท่านหญิงอาอิชะหฺ (ร.ฎ.) ท่านฏอลหะหฺ อิบนุ อุบัยดิลลาห์ (ร.ฎ.) และท่านอัซซุบัยรฺ   อิบนุ เอาวาม (ร.ฎ.)

ส่วนกลุ่มชนที่ออกห่างจากความถูกต้องนั้นหมายถึง กลุ่มชนที่ร่วมกับท่านมุอาวียะหฺ (ร.ฎ.) จากพลเมืองในแคว้นชาม เมื่อครั้งสมรภูมิศิฟฟีน และกลุ่มชนที่ออกนอกศาสนานั้นคือ พวกค่อวาริจซึ่งกระทำตนเป็นซ่องโจรเที่ยวปล้นสะดมภ์และซ่องสุมกำลังใน ต.นะฮฺรอวานและฮะรูรออฺ

Default image
อาลี เสือสมิง