วันกิยามะฮฺได้เกิดขึ้นแล้ว?

ท่านรอซูลบอกระหว่างวันกิยามะฮฺกับตัวท่านใกล้นิดเดียว แต่เราว่ายังบอกว่าอีกไกล (หน้า 2 บรรทัดสุดท้ายข้างล่าง)

มนุษย์จะถามถึงเรื่องวันกิยามะฮ์เมื่อใดเล่าจะเกิดขึ้น 1400 กว่าปีแล้วที่นบี บอกว่า (ชูสองนิ้ว) ระหว่างกิยามะฮ์กับฉันใกล้ยังงี้ นบีบอกใกล้แล้วแต่เราบอกไกล เพราะเราตั้งหน้ารอสัญญาณใหญ่เท่านั้น ซึ่งเป็นนามอธรรมหรือปริศนา… ท่านอย่าบอกว่าไกล เพราะท่านรอซูลบอกใกล้แล้ว…” (หน้า 6 บรรทัดบนสุดลงมาถึงบรรทัดที่ 12)


*แน่นอน! อัล-กุรอานและสุนนะฮฺของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า วันนั้น โมงนั้น (อัส-สาอะฮฺ) คือวันสิ้นโลกนั้นใกล้แล้ว ดังที่อัล-กุรอานระบุว่า

اِقْتَرَبَتِ السَّاعَةُ

ความว่า “วันนั้น โมงนั้นใกล้เข้ามาแล้ว”

(อัล-เกาะมัร : 1)

ความใกล้ของวันนั้น โมงนั้นใกล้ขนาดที่อัล-กุรอานเรียกวันนั้น โมงนั้นว่า อัล-ฆอดฺ (اَلْغَدُ) คือวันพรุ่งนี้ ดังปรากฏในสูเราะฮฺ อัล-หัชรฺ อายะฮฺที่ 18 มิหนำซ้ำความใกล้ที่มากที่สุดนี่เอง อัล-กุรอานใช้สำนวนว่า

أَتى أَمْرُاللهِ فَلاَ تَسْتَعْجِلُوْهُ

ความว่า : “ภารกิจของอัลลอฮฺ (วันนั้น โมงนั้น) มาแล้ว ฉะนั้นพวกเจ้าอย่าได้เร่งรัดภารกิจนั้นเลย”

(อัน-นะหฺลุ : 1)

อายะฮฺนี้โต้ตอบกับบรรดามุชริกมักกะฮฺที่ปฏิเสธวันกิยามะฮฺและท้าทายให้พระองค์ส่งการลงทัณฑ์มายังพวกเขาเร็วๆ เมื่อพวกเขาเห็นว่าการลงทัณฑ์นั้นล่าช้า อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมาโดยใช้คำกริยาอดีตว่า “มาแล้ว” เพื่อบ่งว่า มาแน่ เกิดขึ้นแน่ และใกล้แล้วที่จะเกิดสิ่งนั้น ไม่ต้องเร่งรัดและไม่ต้องท้าเพราะมาแน่ๆ

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ใกล้นั้นน่ะ ใกล้อย่างไร เพราะนี่ก็กินเวลามากกว่า 1,400 ปีแล้ว นับแต่ที่บอกว่าใกล้ คำตอบก็คือ ใกล้ในความรู้และการกำหนดของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ถึงแม้ว่าในมาตรฐานของมนุษย์จะมองเห็นว่าไกลก็ตาม ดังที่อัล-กุรอานระบุว่า

إِنَّهُمْ يَرَوْنَهُ بَعِيْدًا ◌ وَنَرىهُ قَرِيْبًا

ความว่า “แท้จริงพวกเขาจะมองว่าวันนั้น โมงนั้นไกล และเรามองว่ามันใกล้”

(อัล-มะอาริจญ์ : 6-7)

เพราะหนึ่งวัน ณ พระองค์นั้นมีระยะเวลา 50,000 ปีสำหรับเวลาในมนุษย์โลก ดังนั้น 1,400 ปีนี้ จึงไม่นานเลยเพราะเป็นเวลาเพียงเศษเสี้ยวของวัน ณ พระองค์ เหตุนี้แหละ ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงกล่าวว่า

إِنَّمَا أَجَلُكُمْ فِيْمَنْ مَضى قَبْلَكُمْ مِنَ الأُمَمِ مِنْ صَلاَةِ العَصْرِ إِلى مَغْرِب الشَّمْسِ

ความว่า : “อันที่จริงอายุขัยของพวกท่านในการเทียบกับหมู่ชนทั้งหลายที่ผ่านพ้นมาก่อนหน้าพวกท่านคือ (เทียบได้กับเวลา) นับตั้งแต่การละหมาดอัศรฺจนถึงตะวันตกดิน” (รายงานโดย อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร (ร.ฎ.) บันทึกโดยอัลบุคอรียฺและมุสลิม)

ในอีกสำนวนหนึ่งมีใจความว่า : อันที่จริงการคงอยู่ของพวกท่าน (คือเวลาที่เหลือสำหรับประชาชาตินี้) ในสิ่งที่ผ่านพ้นมาก่อนหน้าพวกท่านจากประชาชาติทั้งหลาย นั้นคือ ช่วงเวลาละหมาดอัศรฺ จนถึงตะวันตกดิน”

นั่นหมายความว่า อายุขัยของโลกนี้นับแต่เริ่มต้นมีมนุษย์ผ่านพ้นประชาชาติต่างๆ ในอดีตเทียบได้กับเวลาของวันดังกล่าว นับจากเวลารุ่งอรุณจนถึงเวลาอัศริ และเวลาที่เหลืออยู่สำหรับอายุขัยของโลกนี้จวบจนถึงวันสิ้นโลกนั้นคือ เวลาที่อยู่ระหว่างอัศริกับมัฆริบเท่านั้นเอง ดังนั้นระยะเวลานับตั้งแต่อัศริจนถึงมัฆริบนั้นสั้นนิดเดียว และเวลาอัศริที่เป็นเวลาแรกสำหรับการนับถอยหลังนี้ก็เริ่มต้นด้วยการแต่งตั้งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ให้มาเป็นศาสนทูต ซึ่งบัดนี้ผ่านมาได้ 1,400 กว่าปีแล้ว ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงกล่าวว่า :

بُعِثْثُ أَناَ وَالسَّاعَةُ هكَذَا

ความว่า “ฉันได้ถูกส่งมาและวันนั้น โมงนั้นเป็นเช่นนี้” แล้วท่านก็ชูสองนิ้วขึ้นคือนิ้วชี้และนิ้วกลางพร้อมกับยืดนิ้วทั้งสองนั้นออก (รายงานจากท่านสะฮฺล์ บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺและมุสลิม)

ซึ่งนั่นแสดงว่าใกล้มากถึงแม้ว่ายืดหรือกางนิ้วทั้งสองออกจากกันให้สุดก็ตาม ดังนั้น เมื่ออัล-กุรอานและอัล-หะดีษบอกว่าใกล้แล้ว แน่นอนผู้ศรัทธาก็ต้องศรัทธาและยืนยันเช่นนั้น เพียงแต่ที่ว่าใกล้นี้กำหนดไม่ได้ว่าอีกกี่ปีหรือจะเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สงวนเอาไว้เฉพาะในความรู้ของพระองค์เพียงพระองค์เดียว แม้ตัวท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และญิบรออีล (อ.ล.) ก็ไม่รู้ดังที่ปรากฏในอัล-หะดีษระบุเอาไว้

เรื่องสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อวันสิ้นโลกใกล้แล้วและพวกเรามีเวลาเหลืออยู่น้อยเต็มที พวกเราจะเตรียมพร้อมอย่างไรต่างหาก มนุษย์ที่มีปัญญาและเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่พวกเขารอคอยจะมาอย่างแน่นอน และจะมาในระยะเวลาอันใกล้ พวกเขาก็จะเตรียมพร้อมอย่างสุดกำลังที่จะเผชิญกับสิ่งนั้น มิใช่เผอเรอ และเพลิดเพลิน มองว่าภัยนั้นยังห่างไกล ยังไม่มาหรืออาจจะไม่มาเพราะไม่เชื่อ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ปฏิเสธและพวกเราก็ไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น

ในทำนองเดียวกันพวกเราก็ไม่ได้บอกว่าไกล เพราะเมื่ออัล-กุรอานและอัล-หะดีษระบุชัดว่า “ใกล้” พวกเราก็ศรัทธาและยืนยันเช่นนั้น เพียงแต่เราไม่รู้กำหนดระยะเวลาที่แน่นอนว่าใกล้นั้นคือเมื่อใด? เพราะนั่นเป็นภารกิจของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพียงพระองค์เดียว

ดังที่อัล-กุรอานระบุว่า

يَسْئَلُوْنَكَ عَنِ السَّاعَةِ أَيَّانَ مُرْسَاهَا قُلْ إِنَّمَا عِلْمُهَا عِنْدَ رَبِّيْ

ความว่า : “พวกเขาจะถามท่าน (โอ้มุฮัมมัด) ถึงวันนั้น โมงนั้นว่าเมื่อใดเล่าคือการปรากฏขึ้นของมัน จงกล่าวเถิด อันที่จริง ความรู้เกี่ยวกับวันนั้น โมงนั้นอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของฉันเท่านั้น”

(อัล-อะอฺรอฟ : 187)

เพราะเวลาแห่งการเกิดขึ้นของวันนั้น โมงนั้น (อัส-สาอะฮฺ) เป็นหนึ่งจากบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ 5 ดอกที่สงวนไว้เฉพาะพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เท่านั้น (ลุกมาน : 34) ดังนั้นสิ่งที่อัล-กุรอานและรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) บอกเอาไว้ก็คือ วันกิยามะฮฺหรือวันสิ้นโลกนั้น “ใกล้ยิ่งนัก” แต่สิ่งที่ไม่ได้บอกเอาไว้ก็คือ วันกิยามะฮฺจะเกิดขึ้นเมื่อใด? เพราะอัลลอฮฺ (ซ.บ.) สงวนเอาไว้เป็นสิทธิเฉพาะของพระองค์ อัล-กุรอานไม่ได้บอกและรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็มิได้กล่าวว่า “วันนี้คือวันกิยามะฮฺแล้ว แล้วเรากำลังอยู่ในทุ่งมะหฺชัร” เหมือนอย่างที่พวกคุณกล่าวอ้าง

เพราะถ้าวันนี้ (คือวันหนึ่งจากบรรดาวันที่พวกคุณเขียนบทความนี้) เป็นวันกิยามะฮฺแล้วก็แสดงว่าพวกคุณกำลังกล่าวอ้างว่ารู้ถึงกำหนดเวลาของวันกิยามะฮฺ คือรู้ว่าวันนี้เป็นวันกิยามะฮฺแล้วนั่นเอง เพราะโลกในวันนี้ตามคำกล่าวอ้างของพวกคุณคือทุ่งมะหฺชัร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาพที่จะเกิดขึ้นในวันกิยามะฮฺ ความสับสนและขัดแย้งในคำกล่าวอ้างของพวกคุณก็คือ ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) บอกว่าใกล้แล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดเมื่อใด? แต่พวกคุณบอกว่าเกิดขึ้นแล้วและวันนี้คือวันกิยามะฮฺ!

*การกล่าวอ้างของพวกคุณที่ว่า “สัญญาณในวันกิยามะฮฺคือนามธรรม (ซึ่งพวกคุณพิมพ์ผิดว่านามอธรรม) หรือเป็นปริศนา” แล้วก็ยกตัวอย่างมาประกอบ เช่น “รอดัจญาล จอมหลอกลวง (ซึ่งพวกคุณระบุว่าเป็นสัตว์ มีตาเดียว) ญะญูด มะญูด รอให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก… รอนบีอีซาปรากฏตัว มาเป็นมะอฺมูมอิหม่ามมะฮฺดียฺ และช่วยกันทำลายฆ่าดัจญาลฺ” และก็สรุปว่า “นี่คือความจริง ท่านกำลังรอดัจญาลที่เป็นรูปอธรรม (รูปธรรม) ต้องเป็นสัตว์ประหลาด มีตาเดียว ตรงหน้าผากเขียน กาฟ ฟา รอ… ท่านจงยอมจำนนด้วยคำพูดของศาสนทูตเถิด นบีบอก “ใกล้” ท่านบอก “ไกล” (หน้า 6 บรรทัดที่ 1 ลงมาจากข้างบน)

พวกท่านเรียกร้องเราให้ยอมจำนนด้วยคำพูดของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่ว่า “ใกล้” แน่นอนเราจำนนต่อคำพูดของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยดุษฎี และพวกเราก็มิได้บอกว่า “ไกล” อีกด้วย เพราะนั่นก็เท่ากับว่าเราไม่ยอมจำนน แต่พวกคุณต่างหากเล่าที่ไม่ยอมจำนนต่อคำกล่าวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งท่านบอกว่า “ใกล้” แต่พวกคุณบอกว่า “วันนี้” ซึ่งหมายความว่าเกิดแล้ว มิใช่แค่ใกล้ แล้วพวกคุณก็ตีความสิ่งที่นบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) บอกถึงสัญญาณใหญ่เอาไว้ว่าเป็นนามธรรม มิใช่รูปธรรม ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง แต่เป็นปริศนา

นั่นต่างหากคือสิ่งที่ยืนยันว่าพวกคุณไม่ยอมจำนนต่อคำกล่าวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ใครกันแน่ที่ยอมรับความจริงและยอมจำนนต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในสิ่งที่ท่านได้กล่าวเอาไว้?

Default image
อาลี เสือสมิง