สิทธิและหน้าที่ของผู้นำและผู้ตาม อันเป็นผลมาจากการทำสัตยาบันทั่วไป

ดร.ยะหฺยา อิสมาอีล ระบุว่า เมื่อปรากฏว่าการทำสัตยาบันเฉพาะกิจ (บัยอะฮฺ คอศเศาะฮฺ) ในเรื่องการทำสัตยาบัน (บัยอะฮฺ) คือการสัตยาบันของอะฮฺลุลหัลล์ วัล-อักดฺ จะไม่มีผลสืบเนื่องตามมานอกจากเป็นการสัตยาบันแบบนำเสนอ (بَيْعَةٌ تَرْشِيْحِيَّةٌ) ให้แก่บุคคลที่อะฮฺลุล หัลล์ วัล-อักดฺ เห็นว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการดำรงตำแหน่งผู้นำของประชาคมเพื่อให้ประชาคมได้ทำการสัตยาบันรับรองแก่บุคคลผู้นั้น

 

แน่นอนสำหรับการสัตยาบันทั่วไปย่อมมีผลพวงอันยิ่งยวดและสำคัญยิ่ง คือ

1. เกิดศักยภาพและอำนาจหน้าที่แก่ผู้นำสูงสุด ดังที่นักวิชาการระบุว่า

(فإذابُوْيِعَ بَيْعَةً حَصَلَتْ بهاالقدرةُ وَالسُّلْطَانُ صَارَاِمَامًا)

“ดังนั้นเมื่อ (บุคคลที่ถูกนำเสนอ) ได้รับการให้สัตยาบันอันเป็นสัตยาบันที่ศักยภาพและอำนาจหน้าที่เกิดขึ้นด้วยการสัตยาบันนั้น บุคคลผู้นั้นก็กลายเป็นผู้นำ (อิหม่าม) แล้ว” (มินฮาญุสสุนนะฮฺ 1/142, อัล-มุนตะกอ 58)

 

2.  แท้จริงการสัตยาบันทั่วไปเป็นเสมือนข้อตกลงแรกสุดหรือใหญ่สุด ซึ่งบรรดาข้อตกลงที่เหลือขึ้นอยู่กับข้อตกลงแรกสุดนั้น หมายความว่าการสัตยาบันทั่วไปจะเป็นสิ่งพิทักษ์และค้ำประกันข้อตกลงอื่นๆ ให้เป็นที่ลุล่วงโดยมีผลบังคับในสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้นำของผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายให้กระทำแทน (อัน-นัซรียาตฺ อัส-สิยาสิยะฮฺ อัล-อิสลามียะฮฺ 215)

 

ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลงที่กระทำนิติกรรมระหว่างกันของประชาคม เช่น การทำข้อตกลงประนีประนอม การร่วมลงทุนในรูปบริษัทและการเช่า เป็นต้น หรือการทำข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นจากผู้นำภายหลังการสัตยาบันทั่วไปแก่บรรดาผู้ทำหน้าที่และปฏิบัติภาระกิจแทนจากการมอบอำนาจ 4 ประการ คือ

  1. อำนาจหน้าที่ทั่วไปในบรรดาภาระกิจทั่วไป (َوِلَايَةٌعَامَّةٌفى الْأعْمَالِ الْعَامَّةِ)  คือบรรดาวะซีร (มนตรี)
  2. อำนาจหน้าที่ทั่วไปในบรรดาภาระกิจเฉพาะ (وِلَايَةٌعَامَّةٌفى أَعْمَالٍ خَاصَّةٍ)  คือบรรดาผู้นำ (อะมีร) ในระดับภูมิภาคหรือเขตพื้นที่
  3. อำนาจหน้าที่เฉพาะในบรรดาภารกิจทั่วไป (وِلَا يَةٌخَاصَّة فى الأعمالِ الْعَامَّةِ)  เช่น กฮฏียฺสูงสุด (กอฎียฺ อัล-กุฎอฮฺ) เป็นต้น
  4. อำนาจหน้าที่เฉพาะในบรรดาภาระกิจเฉพาะ (وِلَايَةٌ خَاصَّةٌ فى الأعمالِ الخَاصَّةِ)  เช่น กอฎียฺประจำเขตหรือภูมิภาค เป็นต้น (อัล-อะหฺกาม อัส-สุลฏอนียะฮฺ ; อัล-มาวัรดียฺ : 21)

 

ทั้งนี้ เมื่อจุฬาราชมนตรีมีสถานภาพเป็นผู้นำสูงสุด (อิมาม อะอฺซอม) ฝ่ายกิจการศาสนาอิสลามแล้วภายหลังการสัตยาบันทั่วไปจากประชาคมทั่วประเทศ จุฬาราชมนตรีสามารถมอบอำนาจและหน้าที่ตามข้อที่ (1) ด้วยการเตาลียะฮฺแก่บรรดาคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์คณะอยู่แล้วให้เป็นวะซีร (มนตรี) โดยเรียกคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในแง่ศาสนบัญญัติว่า “สภาคณะมนตรีฝ่ายกิจการศาสนาอิสลาม” ก็ได้โดยอาศัยความตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 เช่นเดิมเพียงแต่เพิ่มการเตาลียะฮฺอำนาจหน้าที่ตามข้อที่ (1) จากจุฬาราชมนตรีให้แก่องค์คณะเข้าไปเท่านั้น ส่วนบรรดาประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศนั้น จุฬาราชมนตรีก็สามารถเตาลียะฮฺบรรดาประธานคณะกรรมการอิสลามฯ เหล่านี้ให้มีอำนาจหน้าที่ตามข้อที่ (2)

 

ส่วนในกรณีของอำนาจหน้าที่ตามข้อที่ (3) นั้น จุฬาราชมนตรีอาจจะดำรงตำแหน่งกอฎียฺสูงสุดด้วยตนเอง เพราะมีอำนาจหน้าที่ในการออกประกาศคำวินิจฉัยว่าด้วยบทบัญญัติในศาสนาอิสลาม ซึ่งมีมาตรา (8) ข้อ (4) ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 รับรองอยู่แล้วในแง่กฏหมาย หรือจะมีการสรรหากอฎียฺสูงสุด  ( قاضى القضاة ) จากบรรดาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ โดยกอฎียฺสูงสุดที่ได้รับเลือกจากการสรรหานั้นจะถูกรับรองสถานภาพและอำนาจหน้าที่ด้วยการเตาลียะฮฺจากจุฬาราชมนตรี

 

ทั้งนี้สถานภาพและอำนาจหน้าที่ของกอฎียฺสุงสุดจะมีผลมาจากการเตาลียะฮฺและเป็นไปตามหลักศาสนบัญญัติเท่านั้น เพราะไม่มีกฏหมายรับรอง อีกทั้งกอฎียฺสูงสุดจะมีอำนาจหน้าที่เฉพาะในด้านการชำระคดีความที่เกี่ยวข้องกับหลักการของศาสนาเท่านั้น เช่น คดีความว่าด้วยกฏหมายมรดกและครอบครัวอิสลาม เป็นต้น ในขณะที่จุฬาราชมนตรีมีสถานภาพเป็นมุฟตียฺสูงสุด ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยและออกประกาศคำวินิจฉัยประเด็นชี้ขาดเกี่ยวกับปัญหาในด้านศาสนบัญญัติทั่วไปตามที่กฏหมายรับรอง

 

ส่วนผู้มีอำนาจหน้าที่ข้อที่ (4) นั้นให้ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดในการแต่งตั้งกอฎียฺประจำเขตหรือกอฎียฺประจำจังหวัด ทั้งนี้ภายหลังจากการที่ประธานคณะกรรมการฯ ของจังหวัดนั้นๆ ได้รับการเตาลียะฮฺจากจุฬาราชมนตรีแล้วตามข้อที่ (2)

 

3. การสัตยาบันทั่วไป (บัยอะฮฺ อามมะฮฺ) จะมีผลทำให้การพิพาทที่อาจจะมีขึ้นระหว่างกลุ่มบุคคลที่ถูกเสนอชื่อในการประชุมคัดสรรผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดสิ้นสุดลง (ฆิยาษุลอุมัม 2.33) ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันว่า วิธีการสรรหาจุฬาราชมนตรีตามที่มีปรากฏในกฏกระทรวง พ.ศ. 2542 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 นั้น มีประเด็นที่เอื้อต่อการหาเสียงและลอบบี้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในการเป็นองค์ประชุมในวันที่มีการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีโดยการดำเนินการดังกล่าวจะเกิดขึ้นก่อนวันที่กระทรวงมหาดไทยประกาสกำหนดเอาไว้จากคณะบุคคลที่ให้การสนับสนุนผู้ที่มีทีท่าว่าจะถูกเสนอชื่อ อย่างน้อยก็ต้องมีการหาเสียงผู้รับรองจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดไม่น้อยกว่า 20 คน

 

ซึ่งในการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมามีบุคคลถูกเสนอชื่อมากกว่า 1 คน ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนวันกำหนดการสรรหาจึงมีการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งพรรคแบ่งพวกของกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนบุคคลต่างๆ ที่ถูกวางตัวเอาไว้ในการเสนอชื่อเมื่อถึงวันกำหนดการสรรหาที่กระทรวงมหาดไทยประกาศไว้ สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลข้างเคียงจากการดำเนิการดังกล่าวคือ การปรากฏรายชื่อของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อและได้รับการรับรองจากองค์ประชุมหลายคนด้วยกัน และในกลุ่มบุคคลที่ถูกเสนอชื่อและได้รับการรับรองนี้ต่างก็มีการเตรียมการและมีความหวังในโอกาสที่ตนจะเป็นผู้ที่องค์ประชุมเห็นชอบในการเป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี แม้ว่าผลของการลงคะแนนเสียงจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์และจบลงตามขั้นตอนสุดท้ายของวิธีสรรหาที่ดูเหมือนว่าจะจบลงด้วยดี แต่ก็มีสิ่งที่เก็บงำเอาไว้อยู่ในใจของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อตกค้างอยู่ในใจไม่มากก็น้อย

 

เหตุนี้เองการสัตยาบันเฉพาะกิจในวันคัดสรรจึงยังไม่ใช่สิ่งที่จะชี้ขาดได้ว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่ถูกเสนอชื่อ และกลุ่มที่ให้การรับรองเกิดขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้น การให้สัตยาบันทั่วไป (บัยอะฮฺ อามมะฮฺ) จากประชาคมมุสลิมโดยรวมจึงเป็นการปิดโอกาสในการเคลื่อนไหวดังกล่าวโดยเด็ดขาดและเป็นการตอกย้ำความชอบธรรมให้แก่บุคคลเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นในการดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีผู้นำสูงสุดฝ่ายกิจการศาสนาอิสลาม

 

ทั้งนี้เป็นการขจัดข้อพิพาทและสิ่งที่ค้างคาใจให้หมดไปจากกลุ่มบุคคลที่ผิดหวังในวันสรรหาโดยยึดเอาฉันทามติจากประชาคมมุสลิมในการให้สัตยาบันทั่วไปเป็นตัวชี้ขาดและเป็นที่สิ้นสุด อย่างน้อยการให้สัตยาบันทั่วไปจากประชาคมมุสลิมโดยรวมแก่ผู้ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีก็ไม่มีความน่าเคลือบแคลงในเรื่องของประโยชน์แอบแฝงใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง หากแต่เป็นการแสดงฉันทามติที่โปร่งใสและตั้งอยู่บนหลักการของศาสนาล้วนๆ

 

4. ความเป็นประชาคมมุสลิม (อัล-ญามาอะฮฺ) ทั้งในด้านรูปลักษณ์และจิตวิญญาณจะได้รับการพิทักษ์รักษาเอาไว้ด้วยการสัตยาบันทั่วไป (บัยอะฮฺ อามมะฮฺ) เพราะความเป็นประชาคมที่มีผู้นำสูงสุดซึ่งได้รับการสัตยาบันทั้ง 2 ประเภทเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด และในเรื่องนี้มีแบบฉบับจากชนยุคสะลัฟ ศอลิหฺที่พวกเขาเร่งรีบและให้ความสำคัญในการมีผู้นำของประชาคมแม้กระทั่งในวันที่ท่าน รสูล (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้วะฟาตก็ตาม (ดู ตารีค อัฏ-เฏาะบะรียฺ 3/207)

 

5. การสัตยาบัน (บัยอะฮฺ) ทั้ง 2 ประเภทคือสิ่งที่กำหนดรูปลักษณ์ การปกครองว่ามีความเป็นคิลาฟะฮฺนุบูวะฮฺมากน้อยเพียงใด กล่าวคือหากว่า อะฮฺลุลหัลล์ วัล-อักดฺ ได้เสนอบุคคลที่มีความพร้อมมากที่สุดและครบเงื่อนไขมากที่สุดตลอดจนเป็นบุคคลที่ประชาคมมุสลิมไม่รีรอที่จะให้การสัตยาบันและเชื่อฟังบุคคลผู้นั้น นักวิชาการถือว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมีลักษณะเข้าข่ายเป็นคิลาฟะฮฺ นุบูวะฮฺ ถึงแม้จะไม่ใช่คิลาฟะฮฺ นุบูวะฮฺแบบสมบูรณ์เหมือนอย่างเคาะลีฟะฮฺทั้ง 4 ท่านก็ตาม

 

6. การสัตยาบันทั่วไป (บัยอะฮฺ อามมะฮฺ) ตามหลักการของศาสนาจะเป็นตัวกำหนดท่าทีของประชาคมมุสลิมที่มีต่อผู้นำที่ได้รับการสัตยาบันทั่วไป กล่าวคือประชาคมมุสลิมจากทุกภาคส่วนซึ่งมีศักยภาพและอำนาจในการต่อรองเนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าประชาคมมุสลิมที่มิใช่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศนั้นเป็นมหาชนมุสลิมจากทุกสาขาอาชีพ มีทั้งปัจเจกบุคคลและนิติบุคคล มีนักวิชาการสาขาต่างๆ มีบารมีชนและข้าราชการในหน่วยงานของรัฐและวิสาหกิจ นักธุรกิจ พ่อค้า แพทย์ นักศึกษา นักเรียน ครู อาจารย์ และกลุ่มชนชั้นกลางของสังคม มหาชนมุสลิมที่ว่านี้มีจำนวนหลายล้านคนจากทุกภูมิภาคของประเทศ

 

เมื่อทั้งหมดร่วมกันแสดงฉันทามติในการสัตยาบันแก่จุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดของประชาคมมุสลิมแล้ว ย่อมทำให้การดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายกิจการศาสนาอิสลามของจุฬาราชมนตรีมีเสถียรภาพ และความมั่นคงตลอดจนมีอำนาจในการต่อรองและมีศักยภาพในการขับเคลื่อนนโยบายในการบริหารและปกครององค์กรสูงสุดของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย ดังนั้นเมื่อมีการทำสัตยาบันทั่วไป (บัยอะฮฺ อามมะฮฺ) แก่จุฬาราชมนตรีจากประชาคมมุสลิมทุกภาคส่วนแล้ว ประชาคมมุสลิมโดยรวมก็มีภาระกิจทางด้านศาสนาในการดำรงรักษาสถานภาพของผู้นำสูงสุดและปกป้องผู้นำสูงสุดของตน ซึ่งความจำเป็นดังกล่าวเป็นผลมาจากพันธกรณีที่เกิดขึ้นจากการสัตยาบันทั่วไประหว่างผู้นำและผู้ตามอันเป็นการมีส่วนร่วมรับผิดชอบอย่างเป็นกิจลักษณะ

 

ทั้งนี้หากไม่มีการสัตยาบันทั่วไปจากประชาคมมุสลิมแก่จุฬาราชมนตรีแล้ว ก็ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่าประชาคมมุสลิมมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสถานภาพของความเป็นผู้นำสูงสุดของจุฬาราชมนตรี


7. ด้วยการทำสัตยาบันทั่วไปจากประชาคมมุสลิมโดยรวมแก่จุฬาราชมนตรี จุฬาราชมนตรีในฐานะ “อิมาม อะอฺซอม” (ผู้นำสุงสุดทางศาสนา) ย่อมมีสิทธิและความชอบธรรมในการได้รับความสนับสนุนและช่วยเหลือในสิ่งที่ถูกต้องจากประชาคมมุสลิมโดยรวม  (สรุปความจาก มันฮะญุสสุนนะฮฺ ฟิล อะลาเกาะฮฺ บัยนัล หากิม วัล-มะหฺกูม ; ดร.ยะห์ยา อิสมาอีล หน้า 184-190 โดยการเทียบเนื้อหาและสาระ)

 

8. เมื่อจุฬาราชมนตรีมีสถานภาพเป็นอิมามอะอฺซอม (ผู้นำทางศาสนาสูงสุด) ด้วยการสัตยาบันทั่วไปจากประชาคมมุสลิมโดยรวม จุฬาราชมนตรีจะมีสิทธิตามศาสนาซึ่งเป็นหน้าที่ของประชาคมมุสลิมที่จะต้องปฏิบัติต่อจุฬาราชมนตรีดังต่อไปนี้

 

8.1 การเชื่อฟังและปฏฺบัติตามจุฬาราชมนตรีในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการของศาสนาถือเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า : “ผู้ใดเชื่อฟังภักดีต่อฉัน แน่แท้ผู้นั้นภักดีเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ และผู้ใดฝ่าฝืนต่อฉัน แน่แท้ผู้นั้นฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ และผู้ใดเชื่อฟังภักดีต่อผู้นำของฉัน แน่แท้ผู้นั้นเชื่อฟังภักดีต่อฉัน และผู้ใดฝ่าฝืนต่อผู้นำของฉัน แน่แท้ผู้นั้นฝ่าฝืนต่อฉันแล้ว” (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ และมุสลิม)

 

8.2 การกบถแข็งขืนต่อผู้นำเป็นสิ่งต้องห้าม ตราบใดที่ผู้นำดำรงการละหมาดและถือศีลอด เนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า : “เมื่อพวกท่านเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พวกท่านรังเกียจสิ่งนั้นจากบรรดาผู้ปกครองของพวกท่านแล้ว ฉะนั้นพวกท่านจงรังเกียจพฤติกรรมของเขา และพวกท่านอย่าได้ถอดมือออกจากการภักดีเชื่อฟัง” (บันทึกโดย มุสลิม และอัล-บัยฮะกียฺ)

 

8.3 สุนนะฮฺได้กำหนดว่าการด่าทอบริภาษและการนินทาลับหลังผู้นำเป็นบาปใหญ่ (กะบีเราะฮฺ) ถึงแม้ว่าโทษดังกล่าวจะไม่มีบทลงโทษกำหนดเอาไว้ (หัดดฺ) ก็ตาม เนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า :
“เมื่อปรากฏว่าบรรดาผู้นำเหนือพวกท่านสั่งใช้ให้พวกท่านทำการละหมาด จ่ายซะกาต และทำการญิฮาด แน่แท้การด่าทอบริภาษพวกเขาก็เป็นที่ต้องห้ามเหนือพวกท่านแล้ว” (บันทึกโดย อบูดาวูด และอัฏ-เฏาะบะรอนียฺ ใน อัล-เอาสัฏ)

8.4 สุนนะฮฺถือว่าการให้เกียรติยกย่องต่อผู้นำนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า : “บุคคลใดให้เกียรติต่อสุลฏอนของอัลลอฮฺในโลกนี้ พระองค์ย่อมให้เกียรติผู้นั้นในวันกิยามะฮฺ และบุคคลใดดูถูกเหยียดหยามต่อสุลฏอนของอัลลอฮฺในโลกนี้ พระองค์ย่อมดูแคลนผู้นั้นในวันกิยามะฮฺ”
(บันทึกโดย อัต-ติรมิซียฺ และอะหฺมัด)

 

8.5 สุนนะฮฺถือว่าการอดทนอดกลั้นต่อการละเมิด (ซุลมฺ) ของผู้นำเป็นสิ่งที่ดีกว่าการกบถและดื้อแพ่งต่อผู้นำ เนื่องจากมีอัล-หะดีษระบุว่า : “ท่านจะต้องเชื่อฟังและภักดีต่อผู้นำ ถึงแม้ว่าผู้นำได้เฆี่ยนตีหลังของท่านและเอาทรัพย์สินของท่านไป ท่านก็จงเชื่อฟังและภักดี” (บันทึกโดย มุสลิม)

8.6 เมื่อผู้นำได้มีคำสั่งใช้ให้กระทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดที่ไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ก็ถือเป็นภาระกิจของประชาคมที่จะต้องเชื่อฟัง และดำเนินการตามคำสั่งนั้น ตราบใดที่ไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งฝ่าฝืนตามหลักการของศาสนา (บะดาอิอฺ อัศ-เศาะนาอิอฺ 9/4304)

 

9. เมื่อจุฬาราชมนตรีได้รับการสัตยาบันทั่วไปจากประชาคมมุสลิมโดยรวมแล้ว ในฐานะผู้นำสูงสุด (อิมาม อะอฺซอม) จุฬาราชมนตรีย่อมมีภาระกิจหลัก 2 ประการดังนี้

1- การเผยแผ่ความรู้และสั่งสอนความรู้นั้นแก่ประชาคมมุสลิม
2- การนำความรู้นั้นมาปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือประชาคมมุสลิมตามอำนาจและหน้าที่

ด้วยภารกิจ 2 ประการนี้ เป้าหมายจากการดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจุฬาราชมนตรีที่ว่า “เป็นการพัฒนาปรับปรุงประชาคม” ก็เป็นไปอย่างสมบูรณ์ และในภาระกิจข้อที่ 1 นั้น จุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นำสูงสุดจะต้องดำเนินการสิ่งสำคัญ 3 ประการดังต่อไปนี้

ก.ดำรงรักษาศาสนาให้คงอยู่กับศรัทธาชนอย่างสุดความสามารถ ปัดป้องตอบโต้ข้อคลุมเครือที่มุ่งโจมตีและใส่ร้ายต่อศาสนาอิสลาม และขจัดอุตริกรรมทางศาสนาให้หมดไป

ข.เรียกร้องเชิญชวนผู้ปฏิเสธและผู้ที่มีอคติต่อศาสนาอิสลามให้ยอมจำนนต่อสัจธรรม

ค.รวบรวมทัศนะความเห็นต่างและตัดสินชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทตลอดจนการแก้ไขปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

 

ส่วนภาระกิจข้อที่ 2 นั้นจุฬาราชมนตรีสามารถนำความรู้ที่มีมาใช้การบริหารองค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในเรื่องต่างๆ เช่นการจัดตั้งกองทุนซะกาตอย่างเป็นรูปธรรม เป็นต้น ซึ่งในเรื่องนี้เราจะได้นำเสนอแนวคิดและรูปแบบที่น่าจะมีความเป็นไปได้ในลำดับต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

 

กลุ่มเครือข่ายสัตยาบันจุฬาราชมนตรี

Default image
อาลี เสือสมิง