วิภาษเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามในหนังสือแปล “ศาสนาทั้งหลายนับถืออะไร” [ตอนที่ ๒]

ในหัวข้อที่ 3 “ลา อิลาฮา อิลลา อัลเลาะห์” ทุกปีในฤดูร้อนเดือนรอมะดอน พระโมฮัมเม็ดปลีกตัวจากครอบครัวไปยังถ้ำในทะเลทราย ที่นั่นเขาใช้เวลาไปในการทำสมาธิ  วันหนึ่ง พระโมฮัมเม็ด กำลังนอนในถ้ำ เขาได้ยินเสียงสั่งให้เขาอ่าน   “กระผมอ่านไม่ออก” พระโมฮัมเม็ดตอบ   มีเสียงสั่งให้เขาอ่านอีก พระโมฮัมเม็ด ได้อธิบายอีกว่า เขาไม่สามารถอ่านออก เมื่อมีเสียงสั่งเป็นครั้งที่ ๓ พระโมฮัมเม็ด ถามว่า “กระผมจะอ่านอะไร”

แล้วมีเสียงตอบว่า  “จงอ่าน ในพระนามของพระอัลเลาะห์ ผู้เมตตาและกรุณา จงอ่านในพระนามของอัลเลาะห์ ผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านพระเจ้าของเจ้า ทรงเป็นผู้มหากรุณาธิคุณมากที่สุด และพระองค์ทรงสอนมนุษย์ด้วยปากกา และทรงสอนมนุษย์ถึงสิ่งที่เขาไม่รู้”

เมื่อตื่นขึ้น พระโมฮัมเม็ด จำได้ถึงเรื่องที่เสียงนั้นกล่าวไว้อย่างชัดเจนเสมือนว่า คำเหล่านั้นถูกจารึกไว้บนหัวใจของเขา พระโมฮัมเม็ด ได้ออกจากถ้ำ และเขาได้ยินเสียงอีกว่า  “โอ! โมฮัมเม็ด เจ้าเป็นทูตของอัลเลาะห์ และเราคือคาเบรียล” การเปิดเผยของพระเจ้าครั้งนี้ ทำให้พระโมฮัมเม็ดหนักใจ เขาได้เล่าความในใจแก่ขอดิชาห์ ภรรยาของเขาได้พยายามทำให้พระโมฮัมเม็ดสงบและมั่นคง เมื่อการเปิดเผยของพระเจ้ามาถึงพระโมฮัมเม็ดบ่อยครั้งขึ้น นางไปตามหาอาลักษณ์ผู้ฉลาดมาบันทึกภาพที่เห็น ซึ่งพระโมฮัมเม็ดเรียกว่า “คัมภีร์อ่าน” เพราะเทพคาเบรียลบังคับให้พระโมฮัมเม็ดอ่าน

 

วิพากษ์

ในหลักฐานที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องการแต่งตั้งให้ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูตและการประทาน 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก ไม่มีระบุ “ทุกปีในฤดูร้อนเดือนเราะมะฎอน” แต่มีระบุว่าเริ่มแรกของการมีวะฮียฺมายังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) คือการฝันเห็นสิ่งที่ดี (อัร-รุอฺยา อัศ-ศอลิหะฮฺ) และการฝันของบรรดาศาสดาประกาศกนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการวะฮียฺ (การดลใจจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) )

 

ต่อมาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ชอบปลีกวิเวก สถานที่ที่ท่านมักใช้เวลาปลีกวิเวกก็คือถ้ำหิรออฺ บนยอดเขาอัน-นูร ที่ชานนครมักกะฮฺ ไม่ใช่ถ้ำในท้องทะเลทราย แต่เป็นถ้าที่อยู่บนยอดเขาซึ่งจากยอดเขาอัน-นูรนี้สามารถมองเห็นอาคารอัล-กะ อฺบะฮฺได้แต่ไกล เพราะไม่มียอดเขาสูงและอาคารบดบัง ท่านใช้เวลาอยู่ในถ้ำหิรออฺบนยอดเขาอัน-นูรในการปลีกวิเวกและทำ อิบาดะฮฺตามแนวทางของอัล-หะนีฟียะฮฺอันเป็นแนวทางของท่านศาสนทูตอิบรอฮีม (อ.ล.) บรรพบุรุษของท่าน โดยการขึ้นสู่ยอดเขาอัน-นูรเพื่อการปลีกวิเวกนี้เป็นไปตามการดลใจของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)

 

และในแต่ละครั้งก็กินเวลาหลายวันโดยท่านจะเตรียมเสบียงขึ้นไปด้วยในแต่ละครั้ง เมื่อเสบียงหมดท่านก็จะกลับลงมาและกลับไปยังบ้านของท่านซึ่งท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็จะเตรียมเสบียงเอาไว้สำหรับการขึ้นปลีกวิเวกในครั้งต่อไป จริงอยูในวันที่ท่านได้รับวะฮียฺครั้งแรกเป็นช่วงเวลาในค่ำคืนอันทรงเกียรติ ของเดือนเราะมะฎอน แต่หลักฐานก็ไม่ได้ระบุว่าก่อนหน้านั้นในทุกปีช่วงฤดูร้อนเดือนเราะมะฎอน ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ปลีกวิเวกบนยอดเขาอันนูรในถ้ำหิรออฺเฉพาะช่วงเดือนเราะมะฎอนของทุกปี อย่างที่ผู้เขียนระบุไว้ และเดือนเราะมะฎอนก็ไม่ได้มีช่วงเวลาตายตัวว่าจะต้องตรงกับฤดูร้อนของทุกปี

 

ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์การรับวะฮียฺครั้งแรกของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยระบุว่า ท่านกำลังนอนหลับอยู่ในถ้ำแล้วก็จบเรื่องว่า “เมื่อตื่นขึ้น…” แสดงว่าการรับวะฮียฺครั้งแรกซึ่งโองการแรก 5 โองการจากบทอัล-อะลักถูกประทานลงมาด้วยการอ่านของท่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) เกิดขึ้นในขณะที่ท่านนอนหลับ ประหนึ่งดังว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ฝันเห็นเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งจริงๆ แล้วท่านตื่นอยู่และมีสติรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านมิได้นอนหลับและฝันไปอย่างที่ผู้เขียนสื่อให้เป็นเช่นนั้น

 

เพราะการประทานวะฮียฺที่เป็นอัล-กุรอานแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จะเป็นไปในลักษณะประจักษ์และตื่นอยู่ มิใช่หลับใหลและฝันเห็น การที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) มาพบท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ณ ถ้ำหิรออฺซึ่งท่านปลีกวิเวกอยู่ที่นั่นเพียงลำพังย่อมเป็นเรื่องที่ท่านต้อง ตระหนกตกใจเป็นธรรมดา เพราะเป็นเรื่องที่ท่านมิได้คาดฝันมาก่อน

 

เหตุนี้ท่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงสนทนากับท่านด้วยประโยคที่ว่า “จงอ่าน!”

แต่เป็นเพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คือเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ท่านจึงตอบว่า “ฉันอ่านไม่ได้”

ซึ่งเป็นการบอกตามสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวของท่าน

เหตุนั้นมะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ให้มีความพร้อมสำหรับการอ่านด้วยการกอดรัดท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วก็ปล่อยให้ผ่อนคลาย เป็นเช่นนั้นถึง 3 ครั้ง

 

เมื่อมีสภาพที่พร้อมแล้วสำหรับการอ่านตามสิ่งที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) จะอ่านให้ฟัง มะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงอ่าน 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและอ่านตาม ซึ่งท่านก็อ่านตามได้โดยความจดจำที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงดลใจให้เกิดขึ้นแก่ท่าน และการฟังถ้อยคำพร้อมอ่านตามโดยไม่ต้องมีตัวหนังสือสำหรับผู้ที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่อาศัยการจำจากถ้อยคำที่ได้ยิน และได้ฟังเป็นหลักเท่านั้น

 

การกอดรัดของมะลักญิบรีล (อ.ล.) ก่อนการอ่าน 5 โองการแรกนั้น ยังบ่งชี้อีกด้วยว่า การพบมะลักญิบรีล (อ.ล.) การประทานวะฮียฺ การแต่งตั้งให้ท่านเป็นนบีทั้งหมดเป็นเหตุการณ์จริง มิใช่ความฝันหรือการคิดไปเองของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมมะลักญิบรีล (อ.ล.) ถึงต้องกอดรัดท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในเหตุการณ์ ณ ถ้ำหิรออฺ ซึ่งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้พบกับมะลักญิบรีล (อ.ล.)


มีนักบูรพาคดีและบาทหลวงในศาสนาคริสต์ (ชาวอาหรับ) บางคนได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไม่รู้ว่าผู้ที่มาหาคือทูตสวรรค์ (มะลัก) หากมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูตของพระเจ้าจริงก็ต้องรู้ว่าผู้ที่มาคือทูตสวรรค์  อีกทั้งผู้ที่มาหาเป็นทูตสวรรค์จริงทำไมจึงกอดรัดมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จนหายใจไม่ออกแล้วปล่อยถึง 3 ครั้ง เพราะทูตสวรรค์จะมาในลักษณะที่นิ่มนวลมิได้มาในลักษณะที่มีการกอดรัด

 

แล้วพวกเขาก็สรุปว่า ผู้ที่มาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิใช่ทูตสวรรค์แต่เป็นญิน (อมนุษย์) และอาการของมุอัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คืออาการของคนที่เป็นลมบ้าหมู ที่สำคัญพวกเขายังตั้งข้อกล่าวหาอีกว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไม่รู้ว่าผู้ที่มาหาคือใคร? จนกระทั่งเมื่อกลับลงมาและมุ่งไปยังบ้านเพื่อพบท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) และเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พระนางฟัง พระนางเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ยืนยันว่าผู้ที่มาหาคือ ทูตสวรรค์!

 

พวกเขาตั้งข้อกล่าวหาว่า มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เชื่อได้อย่างไรว่าผู้ที่มาหาในถ้าฮิรออฺคือทูตสวรรค์ ทั้งๆ ที่มีท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวเป็นพยานยืนยัน แล้วพวกเขาก็อ้างถ้อยความในคัมภีร์อัล-กุรอานที่ระบุเรื่องการเป็นพยานของสตรีว่าต้องมี 2 คนขึ้นไปถึงจะรับฟังการเป็นพยานในเรื่องที่มีการสอบพยานได้ แต่ในกรณีนี้มีท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) เพียงคนเดียว จึงถือว่าการเป็นพยานของท่านหญิงในเรื่องนี้รับฟังไม่ได้

 

นี่คือสิ่งที่นักบูรพาคดีและบาทหลวงชาวอาหรับพูดสนทนาในรายการภาคภาษาอาหรับ ที่ปรากฏอยู่ในยูทูบซึ่งผู้วิพากษ์ได้รับชมและฟังการสนทนาของบุคคลทั้งสอง เมื่อไม่นานมานี้เอง (ราวปลายปี 2554) หากเราจะอาศัยบทความวิพากษ์นี้เพื่อหักล้างคำกล่าวหาที่ปรากฏในสื่ออินเตอร์ เน็ตที่ว่านั้น ก็คงทำได้ไม่ยาก แต่เรื่องเนื้อหาของบทความนี้เป็นการวิพากษ์สิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแปล ที่พาดพิงศาสนาอิสลาม ซึ่งผู้เขียนมิได้แตะประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว ก็ขอใช้โอกาสถัดไปในการหักล้างข้อกล่าวหาที่เล่าสู่กันฟังมานั้นเป็นกรณีเฉพาะ อินชาอัลลอฮฺ

 

อย่างไรก็ตามประเด็นข้อกล่าวหาที่เล่าสู่กันฟังมานั้นมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของบรรดาผู้ที่มีอคติต่อศาสนาอิสลามที่พูดและเขียนถึงทำนองซ้ำซาก เพราะการพบกับมะลักญิบรีล (อ.ล.) ที่ถ้ำหิรออฺ เป็นการพบครั้งแรก การกอดรัดที่เกิดขึ้นก็มิใช่สิ่งทีผิดปกติแต่อย่างไร เพราะทูตสวรรค์ที่ลงมาปล้ำสู้กับยากอบ (นบียะกู๊บ อ.ล.) ตามที่คัมภีร์ไบเบิ้ลเก่าเล่าถึงนั่นก็รุนแรงยิ่งกว่าการกอดรัดที่เกิดขึ้น ในกรณีของท่าน นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียอีก

 

และท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ไม่ได้เป็นพยานยืนยันว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูต แต่ได้ปลอบประโลมใจแก่ท่าน เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประพฤติดีและมีคุณธรรม ผู้ที่ยืนยันว่าทูตสวรรค์ที่มาหาคือ วะเราะเกาะฮฺ อิบนุ เนาวฺฟัล ญาติของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ส่วนที่มีบางกระแสรายงานระบุว่า ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ถามถึงลักษณะการเห็นมะลักญิบรีล (อ.ล.) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม)

 

แล้วท่านหญิงก็ยืนยันว่า นั่นคือมะลัก (ทูตสวรรค์) มิใช่ชัยฏอน (มารร้าย) ก็สามารถตีความได้ว่าเป็นการถามย้ำของท่านหญิงเพื่อปลอบใจและสร้างความมั่น ใจแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) อีกครั้งภายหลังการเป็นพยานยืนยันของวะเราะเกาะฮฺที่ยืนยันมาก่อนหน้านั้น แล้ว และหากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ถูกผีสิงหรือเป็นลมบ้าหมูอย่างที่พยาพยามใส่ไคล้

 

แล้วสิ่งที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นำมาประกาศคือ “อัล-กุรอาน” นั้นเล่าจะว่าอย่างไร เพราะถ้อยคำของอัล-กุรอานซึ่งทั้งญินและ มนุษย์ไม่สามารถแต่งหรือประพันธ์เลียนแบบให้เหมือนได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ คำเพ้อเจ้อของคนที่เป็นลมบ้าหมูว่าเป็นตุเป็นตะเอาเองอย่างแน่นอน

 

ย้อนกลับมายังเนื้อหาของหนังสือแปลเล่มที่เรากำลังวิพากษ์ถึงอยู่นี้ ผู้เขียนเล่าต่อมาว่า

“เมื่อการเปิดเผยของพระเจ้ามาถึงพระโมฮัมเม็ดบ่อยครั้งขึ้น นางไปตามหาอาลักษณ์ผู้ฉลาดมาบันทึกภาพที่เห็น ซึ่งพระโมฮัมเม็ดเรียกว่า “คัมภีร์อ่าน” เพราะเทพคาเบรียลบังคับให้พระโมฮัมเม็ดอ่าน หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อภาพที่ปรากฏแก่พระโมฮัมเม็ดมีจำนวนมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากภรรยาผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเขา พระโมฮัมเม็ดจึงออกแสดงธรรมในเรื่องเหล่านั้น เขาได้พบว่า มีน้อยคนที่จะเชื่อเขา ครั้งแรกประชาชนแห่งเมืองเมกกะได้เย้ยหยัน แต่เมื่อพระโมฮัมเม็ดเริ่มแสดงธรรมต่อต้านความเชื่อการบูชารูปเคารพ พวกผู้คนได้ขู่ที่จะล้างผลาญเขา ในระยะเวลา ๓ ปี แห่งการแสดงธรรม พระโมฮัมเม็ดสามารถได้ผู้กลับใจมาถือศาสนาใหม่เพียงหยิบมือ และคนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา สมาชิกในครอบครัว อาลักษณ์ และญาติของพระโมฮัมเม็ดเองแต่พระโมฮัมเม็ดก็ได้ยืนหยัดทำต่อไป   ภาพที่เห็นได้มาปรากฏแก่พระโมฮัมเม็ดมากยิ่งขึ้น และอาลักษณ์ผู้ซื่อสัตย์ อาบู เบกร์ได้บันทึกเรื่องเหล่านั้นไว้ เมื่อไร และที่ไหนก็ตามที่พระโมฮัมเม็ดพบผู้ฟังล้อมวงเข้ามา เขาจะแสดงธรรมแต่ละเรื่องที่ประสบมา วงกลมของผู้ฟังจะขยายออกอย่างช้าๆ ช้ามาก แล้วจำนวนผู้ฟังจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ”

 

วิพากษ์

การระบุว่า สิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีวะฮียฺ (ดลใจ) ลงมาให้แก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งก็คือพระดำรัสของพระองค์ที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) นำมาอ่านให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและจดจำขึ้นใจว่าเป็น “ภาพที่เห็น” เป็นการระบุที่ขัดกันโดยข้อเท็จจริง เพราะถ้าหากวะฮียฺที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานลงมาเป็นภาพที่เห็นแทนที่จะเป็นถ้อยคำที่ได้ฟังและจดจำ ก็กลายเป็นว่า “อัล-กุรอาน” คือภาพที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เห็นเป็นภาพในเบื้องแรก ต่อมาก็เรียกอาลักษณ์ให้มาจดบันทึกคำอธิบายภาพที่ได้เห็นและจดจำเอาไว้

 

แล้วเหตุไฉนโองการแรกจึงใช้ประโยคว่า “จงอ่าน” เล่า! ไฉนจึงไม่ใช้ประโยคที่ว่า “จงมองดูและจงจดจำสิ่งที่เห็นเอาไว้” และถ้าสิ่งที่ถูกจดบันทึกเป็นคำสาธยายและอธิบายภาพที่ได้เห็นของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นก็ย่อมขัดกันโดยสิ้นเชิงกับข้อเขียนของผู้แต่งที่ว่า “ซึ่งพระโมฮัมเม็ดเรียกว่า” คัมภีร์อ่าน “เพราะเทพคาเบรียลบังคับให้พระโมฮัมเม็ดอ่าน” เพราะการเห็นภาพที่ปรากฏจะเห็นจริงๆ หรือเป็นจินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องจำภาพทั้งหมดโดยไม่ต้องอ่านเพราะมิใช่เสียงที่ได้ยิน ส่วนเสียงที่ได้ยินจะได้ยินด้วยกับสองหูจริงหรือได้ยินในความฝันนั่นเป็น ประโยคคำพูดซึ่งต้องจดจำหรืออ่านตามที่ได้ยินเสียงนั้น

 

และถ้าหากเป็นคำอธิบายภาพตามที่ได้เห็น นั่นก็เป็นคำพูดของผู้ที่เห็น ดังนั้น อัล-กุรอานจึงมิใช่ภาพที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เห็น แต่เป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งประทานลงมาผ่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) ที่นำพระดำรัสนั้นมาอ่านให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและจดจำ จึงสมเหตุสมผลว่าทำไมต้องจดจำให้ขึ้นใจ เพราะนั่นมิใช่คำพูดของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม)

 

เมื่อถึงเวลาที่อาลักษณ์จะจดบันทึกถ้อยคำนั้น ท่าน นบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็จะอ่านถ้อยคำนั้นให้อาลักษณ์จดบันทึกเป็นตัวอักษรและอักขระภาษาอาหรับ มิใช่เป็นการบันทึกภาพหรือวาดภาพตามคำสาธยายของผู้ที่เห็นภาพแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำในคัมภีร์อัล-กุรอานซึ่งเป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็ไม่สามารถวาดภาพหรือบันทึกเป็นภาพได้เลย ดู 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก นั่นปะไร ทั้ง 5 โองการนั้นล้วนแต่เป็นประโยคคำพูดและเป็นการบอกเล่าถึงคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งไม่สามารถวาดหรือบันทึกเป็นภาพได้เลยแม้แต่น้อย

 

“จงอ่าน ในพระนามพระผู้อภิบาลของท่าน พระผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านและพระผู้อภิบาลของท่านทรงเป็น พระผู้การุณยิ่ง พระองค์ทรงสอนด้วยปากกา พระองค์ทรงสอนมนุษย์ให้รู้ถึงสิ่งที่มนุษย์มิเคยรู้มาก่อน”  นี่คือ พระดำรัสของพระเจ้าที่เรียกว่า “อัล-กุรอาน” ที่พระองค์ทรงส่งมะลักญิบรีล (อ.ล.) คือทูตสวรรค์ผู้อันเชิญ พระกระแสดำรัสของพระเจ้าลงมาและอ่านพระกระแสดำรัสนั้นให้ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังโดยการอ่านนำของมะลักญิบรีล (อ.ล.) แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็อ่านตามถ้อยคำและประโยคอันเป็นพระกระแสดำรัสของพระเจ้านั้น

 

โดยการอ่านของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นการอ่านตามที่ได้ฟังและจดจำอย่างแม่นยำตามการบันดาลของพระเจ้า เมื่อจดจำอย่างขึ้นใจแล้ว ก็นำพระกระแสดำรัสนั้นมาอ่านและถ่ายทอดให้ผู้ศรัทธาได้ฟัง อ่าน และจดจำพระกระแสดำรัสที่เป็นอัล-กุรอานนี้ยังไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์ อักษรในช่วงแรก เพราะในขณะนั้นผู้ที่ศรัทธาเป็นคนแรกก็คือท่านหญิง เคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ภรรยาของท่าน

 

ดังนั้น อัล-กุรอานจึงถูกท่องจำปากเปล่าจนขึ้นใจก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นลาย ลักษณ์อักษร (มิใช่รูปภาพหรือบันทึกภาพอย่างที่ผู้เขียนว่า) และอาลักษณ์ที่จดบันทึกถ้อยความที่เป็นอัล-กุรอานก็เป็นผู้ศรัทธาที่เชื่อใน การเป็นผู้เผยแผ่สาส์นของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และเป็นผู้ที่ได้ยินได้ฟังถ้อยความนั้นจากท่านก่อนเป็นอันดับแรก ท่องจำจนขึ้นใจแล้วก็บันทึกถ้อยความนั้นเป็นลายลักษณ์อักษรในวัสดุที่พอจะหาได้ในขณะนั้น เช่น ทางหรือกิ่งอินทผลัม กระดูกและแผ่นหินเป็นต้น

 

ซึ่งการบันทึกนี้เป็นไปตามคำสั่งของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิใช่เป็นการตามหาอาลักษณ์คนใดก็ได้ให้มาจดบันทึกของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) อย่างที่ผู้เขียนกล่าวอ้างและอาลักษณ์ที่จดบันทึกอัล-กุรอานก็ไม่ได้มีเพียง ท่านอบูบักร (ร.ฎ.) เท่านั้น แต่มีผู้ศรัทธาอีกเป็นจำนวนมากที่อ่านออกเขียนได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เช่นกัน ซึ่งนักวิชาการระบุเอาไว้ว่ามีจำนวนถึง 43 คนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือบรรดาสาวกรุ่นแรกที่ศรัทธาต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่นครมักกะฮฺนั่นเอง

 

ในช่วง 3 ปีแรกของการประกาศศาสนาอิสลามในนครมักกะฮฺเป็นช่วงที่เผยแผ่ศาสนาแบบลับๆ นั่นเป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น อย่างน้อยก็มีชายหญิงรวมกันไม่น้อยกว่า 40 คนที่ศรัทธาและพยายามเรียนรู้หลักคำสอนของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่บ้านของอัล-อัรก็อม อิบนุ อบี อัล-อัรก็อม

 

เมื่อบุคคลรุ่นแรกที่เป็นสาวกเหล่านี้มีความเข้มแข็งในหลักศาสนา การประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยจึงเริ่มขึ้นหลังจากนั้นพร้อมกับการเผชิญหน้ากับ พลเมืองมักกะฮฺที่มีตระกูลกุรอยช์เป็นผู้ทรงอิทธิพลและครอบงำความคิดของผู้คน การทารุณกรรมและการต่อต้านในทุกรูปแบบย่อมเป็นสิ่งที่ตระกูลกุรอยช์ ต้องกระทำกับผู้ศรัทาในศาสนาอิสลามอย่างหลีกหนีไม่พ้น เพราะฐานอำนาจของพวกเขาที่ตั้งอยู่บนการเคารพเจว็ดได้ถูกท้าทายด้วยการประกาศศาสนาที่เรียกร้องให้ละทิ้งการบูชาเจว็ด การละเมิดศีลธรรม สู่การเคารพสักการะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพียงพระองค์เดียว

 

ศาสนาที่เรียกร้องสู่หลักความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว อันเป็นศาสนาของเหล่าศาสดาประกาศกและศาสนทูตในยุคอดีต ศาสนาที่เป็นวิถีของอิบรอฮีม (อ.ล.) และอิสมาอีล (อ.ล.) บรรพบุรุษของชาวอาหรับผู้ยกรากฐานของอาคารอัล-กะบะฮฺ ศาสนาของศาสนทูตมูซา (โมเสส) ฮารูน (อารอน) ยะห์ยา (ยอห์น) และอีซา (พระเยซูคริสต์) นั่นคือศาสนาอิสลาม

 

เป็นเรื่องน่าเสียดายว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงช่วงเหตุการณ์ ที่บรรดาผู้ศรัทธาและแม้แต่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวจากบรรดาผู้ปฏิเสธซึ่งต่อต้านอย่างรุนแรงและ ทุ่มสรรพกำลังของพวกเขาเพื่อขัดขวางการเผยแผ่หลักคำสอนของอิสลามในช่วงเวลา นับจากการเปิดเผยในการประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มากกว่า 10 ปี โดยไม่นับรวมช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น เพราะช่วงเวลา 10 ปีนั้นคือช่วงเวลาของการทดสอบที่หนักหน่วงต่อความศรัทธาอันมั่นคงของเหล่าสาวกรุ่นแรก

 

การยอมพลีชีพเพื่อศรัทธาในศาสนาที่จำต้องแลกด้วยชีวิตเริ่มขึ้นในช่วงเวลานั่น การกดขี่และทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ก็เป็นไปอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานั้น มิใช่เป็นเพียงการเยาะเย้ยหรือดูแคลนแต่เป็นการล้างผลาญที่เกิดขึ้นจริงมิ ใช่เป็นเพียงคำขู่ และการประกาศสัจธรรมของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ตลอดจนช่วงเวลา 13 ปี ณ นครมักกะฮฺมิได้มุ่งเพียงแค่การแสดงธรรมต่อต้านความเชื่อการบูชารูปเคารพเท่านั้น

 

แต่ยังได้มุ่งสู่การปฏิรูปสังคมของพลเมืองอาหรับโดยรวมให้หลุดพ้นจากความ เสื่อมทรามทางศีลธรรม การจมปลักอยู่กับความโง่เขลา ความงมงาย และยกฐานะของความเป็นมนุษย์ให้สูงส่งขึ้นบนพื้นฐานของหลักศรัทธาที่ บริสุทธิ์และการประพฤติปฏิบัติที่งดงามด้วยจริยธรรมและคุณธรรมตามวิถีแห่งอิสลาม เป็นช่วงระยะเวลา 13 ปี ที่จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงในภายหน้าสำหรับการเปลี่ยนแปลงโลกที่จะเกิดขึ้นตาม มาหลังจากนั้น

 

จริงอยู่ข้อเขียนที่ว่า ในระยะเวลา 3 ปี แห่งการแสดงธรรม พระโมฮัมเม็ดสามารถได้ผู้กลับใจมาถือศาสนาใหม่เพียงหยิบมือ และคนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา สมาชิกในครอบครัว อาลักษณ์ และญาติของพระโมฮัมเม็ดเอง” นั่นมิใช่สิ่งที่ค้านกับข้อเท็จจริง แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผยการประกาศศาสนาแก่พลเมืองมักกะฮฺโดยรวม กระนั้นจำนวนของสาวกที่ศรัทธารุ่นแรกก็มีจำนวนที่ไม่อาจ ดูแคลนได้เลยคือ ชายราว 40 คน หญิงราว 10 คน ในจำนวนของสาวกกลุ่มแรกนี้มิได้มีเฉพาะผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หรือญาติของท่านเพียงเท่านั้น หากยังรวมถึงบุคคลต่างตระกูลและบุคคลที่มิใช่ญาติของท่านอีกด้วย เช่น อัมมาร อิบนุ ยาสิร (ร.ฎ.) บิลาล อิบนุ เราะบาห์ (ร.ฎ.) ศุฮัยบฺ อิบนุ สินาน (ร.ฎ.) เป็นต้น

 

และเมื่อมีการประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยแล้ว จำนวนสาวกที่ศรัทธาก็เพิ่มมากขึ้นถึงแม้ว่าจะถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจาก ฝ่ายผู้นำตระกูลกุรอยช์ก็ตาม สิ่งที่ยืนยันว่าจำนวนสาวกได้เพิ่มขึ้นภายหลัง 3 ปีแรกของการเผยแผ่อย่างลับๆ ก็คือจำนวนของสาวกที่อพยพลี้ภัยจากนครมักกะฮฺสู่แผ่นดินอบิสซีเนีย (แอธิโอเปีย) ในครั้งแรกมีจำนวน 80 กว่าคนซึ่งไม่รวมจำนวนของบรรดาสาวกที่ยังคงอยู่ในนครมักกะฮฺอีกหลายร้อยคน

 

การอพยพลี้ภัยสู่แผ่นดินอบิสซีเนียซึ่งเป็นดินแดนที่ปกครองโดยกษัตริย์คริสเตียนนามว่า เนกุส (อัน-นะญาชียฺ) เป็นผลทำให้มีชาวคริสเตียนเดินทางกลับมาพร้อมท่านญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ญาติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เพื่อประกาศเข้ารับอิสลามและเรียนรู้หลักคำสอนของอิสลามจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งมีจำนวนถึง 40 คน

 

เหตุการณ์ในครั้งนี้ย่อมเป็นประจักษ์พยานยืนยันว่า ศาสนาอิสลามมิได้เป็นที่ยอมรับอยู่เฉพาะในนครมักกะฮฺเท่านั้น หากแต่ยังได้แผ่ไปถึงดินแดนนอกคาบสมุทรอาหรับในช่วงเวลานั้นแล้วอีกด้วย แน่นอน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย

 

นอกเหนือจากกรณีที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุถึงเรื่องการทารุณกรรมและการรกดขี่ของ ผู้นำในตระกูลกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺที่มีต่อเหล่าสาวกและตัวท่านนบีมุฮัม มัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในช่วง 10 ปีหลัง ณ นครมักกะฮฺ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นถือเป็นสาระสำคัญและเป็นการฉายภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าการประกาศศาสนาอิสลามตลอดช่วงเวลา 13 ปี ณ นครมักกะฮฺนั้นเป็นการประกาศศาสนาโดยสันติวิธีและเป็นไปในทำนองอหิงสา และการขัดขวางตลอดจนการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาดังกล่าวก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนอีกด้วยว่าเพราะอะไรหรือทำไม? ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และสาวกที่ยืนหยัดและมั่นคงในศรัทธาจึงต้องอพยพลี้ภัยสู่นครยัษริบในเวลาต่อมา

 

โจเซฟ แกร์ ผู้เขียนหนังสือ “ศาสนาทั้งหลายนับถืออะไร” เขียนต่อมาว่า :

“ต่อมาขอดิชาห์ผู้มั่นคงและจงรักภักดีสิ้นชีวิตลงหลังจากแต่งงานมาแล้วได้ ๒๖ ปี การสูญเสียของพระโมฮัมเม็ดทำให้ท่านปวดร้าวด้วยความเศร้าโศก แต่ท่านก็ก้าวต่อไปและได้แสดงธรรมแก่ศาสนิกซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น ชาวเมืองเมกกะได้หยุดการเยาะเย้ยมานานแล้ว แต่พวกเขาต้องมาตกใจในเมื่อพระโมฮัมเม็ดเริ่มหันมาแสดงธรรมต่อต้านคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ พวกคนเหล่านั้นจึงได้วางแผนฆ่าเขา

พระโมฮัมเม็ดวางแผนการทันเวลาที่จะหนีออกไปยังเมืองยาถริบ เมื่องที่อยู่ห่างออกไปประมาณ ๒๐๐ ไมล์จากเมืองเมกกะ และคืนที่พระโมฮัมเม็ดหนีเป็นคืนวันที่ ๒๐ มิถุนายน คริสตศักราช ๖๒๒ กลายเป็นเรื่องความทรงจำกันมากที่สุดในศาสนาอิสลาม ศาสนาที่ตั้งขึ้นโดยพระโมฮัมเม็ด เหตุการณ์นั้นเรียกว่าคืนแห่งการหนี (Anno Hegira) พวกยิวเริ่มนับปีศักราชจากสัปดาห์แห่งการสร้างโลก และชาวคริสต์เริ่มนับจากการเกิดของพระเยซูฉันใด พวกนับถือศาสนาโมฮัมเม็ด หรือมักจะเรียกกันว่า มุสลิม (ศรัทธาที่แท้จริง) เพราะพวกเขาชอบที่ถูกเรียกเช่นนั้น ได้นับเวลาจากปีคืนที่หนี (Anno Hegira หรือ A.H.) ก็ฉันนั้น

ชื่อเมืองที่พระโมฮัมเม็ดหนีไปอยู่ คือเมืองยาถริบได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมดินาอัลนะบู (เมืองแห่งอาณาจักรของศาสดาพยากรณ์) และเรียกสั้นๆ ว่า เมดินา ที่นั่น พระโมฮัมเม็ดได้ศาสนิกของเขาเข้าเป็นกองทัพอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ศาสนิกซึ่งพระโมฮัมเม็ดพามาเปลี่ยนใจนับถือศาสนาใหม่ เรียกว่า อิสลาม มีความหมายว่า การยอมจำนน (ต่อพระเจ้า)”

 

วิพากษ์

ผู้เขียน (โจเซฟ แกร์) กล่าวถึงการเสียชีวิตของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) แต่มิได้กล่าวถึงการเสียชีวิตของอบูฏอลิบ ลุงของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งบุคคลทั้งสองเสียชีวิตในปีเดียวกัน แน่นอนการเสียชีวิตของบุคคลทั้งสองย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แต่โดยข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดความเศร้าใจคือ ประตูและโอกาสที่อำนวยสำหรับการเผยแผ่ศาสนาในนครมักกะฮฺได้ถูกปิดลงเบื้องหน้า และโอกาสก็เหลือน้อยลงทุกที เพราะบุคคลทั้งสองมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระกิจการเผยแผ่ศาสนา

 

การปกป้องของอบูฏอลิบผู้เป็นลุงมีส่วนสำคัญในการลดทอนความเกรี้ยวกราดของ เหล่าผู้นำกุรอยช์ที่พวกเขาต้องเพลามือในการมุ่งร้ายต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เนื่องจากการออกหน้ารับแทนของอบูฏอลิบผู้อาวุโสแห่งสายตระกูลฮาชิมหนึ่งใน สายตระกูลใหญ่ของเผ่ากุรอยช์ เมื่ออบูฏอลิบสิ้นชีวิตลงก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าผู้นำกุรอยช์และ พลเมืองมักกะฮฺไม่ต้องยั้งมืออีกต่อไป ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นการปิดโอกาสลงต่อหน้าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไปพร้อมกันเพราะบัดนี้การพุ่งเป้าในการประทุษร้ายก็จะมุ่งมาสู่ตัวท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง ทำให้ภาระกิจการเผยแผ่ศาสนาเป็นไปด้วยความยากลำบากมากทวีคูณขึ้นไปอีก

 

ประโยคที่ว่า “ชาวเมืองเมกกะฮฺได้หยุดการเยาะเย้ยมานานแล้ว แต่พวกเขาต้องมาตกใจในเมื่อพระโมฮัมเม็ดเริ่มหันมาแสดงธรรมต่อต้านการ คอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ พวกคนเหล่านั้นจึงได้วางแผนฆ่าเขา” เปล่าเลย! การเยาะเย้ยไม่ได้เคยหยุดลงเลยแม้แต่น้อย และข้อเท็จจริงก็มิใช่เพียงแค่การ เยาะเย้ยแต่มันหมายถึงโศกนาฏกรรมที่พลเมืองมักกะฮฺนำโดยอบูญะฮัลและเหล่าผู้ นำในตระกูลกุรอยช์ได้กระทำต่อบรรดาผู้ศรัทธาและทุกอย่างก็เลวร้ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงอนุญาตให้ผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งหลบลี้ภัยการกดขี่ที่หนักหน่วงไปยังแผ่นดินอบิสซีเนียถึงสองครั้งด้วยกัน

 

สถานการณ์ในเวลานั้นไม่ได้ผ่อนหรือบรรเทาลงแต่อย่างใด เพราะต่อมาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เดินทางไปยังเมืองฏออิฟ เพื่อเรียกร้องผู้นำเผ่าและผู้คนที่นั่นโดยมีความหวังว่าผู้คนที่ฏออิฟจะตอบรับคำประกาศเรียกร้องของท่าน แต่ผลที่ได้รับก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งทีเกิดขึ้นในนครมักกะฮฺ มิหนำซ้ำสิ่งที่ชาวเมืองฏออิฟในเวลานั้นได้กระทำต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรงก็หนักหนาและสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก

 

และความตกใจของพลเมืองมักกะฮฺก็มิได้เกิดขึ้นเพราะการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ แต่ความตกใจเกิดขึ้นนับแต่การเริ่มประกาศศาสนาโดยเปิดเผยสู่พลเมืองโดยรวมในนครมักกะฮฺ การแสดงธรรมให้ผู้คนศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการละเลิกบูชารูปเคารพซึ่งเป็นแหล่งรายได้และฐานอำนาจของผู้นำในเผ่ากุรอยช์ด้วยเหตุที่พวกเขามีอภิสิทธิ์ในการดูแลอาคารอัล-กะอฺบะฮฺซึ่งเป็นแหล่งรวมของรูปเคารพที่ชาวอาหรับชนเผ่าต่างๆ ก็มีส่วนในการมุ่งหน้ามายังที่นั่นพร้อมกับคาราวานสินค้า

 

การเรียกร้องสู่ประโยคที่ว่า ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่า นั้น) นั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺและชนเผ่าอาหรับเกิดความตกใจและไม่อาจยอมรับได้ เพราะการเรียกร้องสู่พระเจ้าองค์เดียวก็คือการทำลายระบบของฐานอำนาจที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่งมงาย และการบูชารูปเคารพที่มีเรื่องของการพาณิชย์อยู่เบื้องหลัง

 

เมื่อการเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามเป็นการประกาศความเป็นปรปักษ์กับฐานอำนาจ และแหล่งที่มาของรายได้มหาศาลที่มอมเมาพลเมืองมักกะฮฺแน่นอนการปะทะกันอย่างรุนแรงจึงเลี่ยงได้ยาก ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เฉพาะการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ แต่อยู่ที่ระบอบและวิถีที่ถูกท้าทายด้วยหลักคำสอนของอิสลาม และการประกาศศาสนาอิสลามก็คือภาระกิจที่ยิ่งใหญ่และมีมติที่กว้างมากกว่าการต่อต้านการคอรัปชั่น  ถึงแม้ว่าโดยหลักคำสอนของอิสลามจะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนก็ตาม

 

แต่การให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ทำให้พลเมืองมักกะฮฺต้องตกใจก็คือการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่น เป็นการให้เหตุผลที่ผิวเผินและอ่อนด้อยเกินไป อีกทั้งการให้เหตุผลในทำนองนี้เป็นการเขียนแบบร่วมสมัยเกินไป เพราะเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่าเป็นนักต่อสู้ วีรบุรุษ หรือนักปฏิรูป หรือนักเรียกร้องแบบพวก NGO หรือนักสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับแนวนโยบายของรัฐและเรียกร้องในเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

ซึ่งแน่นอนท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) คือบุคคลต้นแบบในเรื่องที่ว่ามา แต่ความเป็นศาสนทูตและผู้ประกาศศาสนาและสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าคือสถานะและ ภาพลักษณ์ที่สำคัญที่สุดเหนืออื่นใด และความเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า (นบี) และความเป็นศาสนทูต (เราะสูล) ตลอดจนหลักธรรมคำสอนที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ประกาศแก่ชาวโลกโดยเริ่มต้นขึ้น ณ นครมักกะฮฺนี่แหล่ะคือเหตุผลหลักที่ทำให้บรรดาผู้ต่อต้านอิสลาม (นับแต่ยุคนั้นจวบจนปัจจุบัน) พยายามทุกวิถีทางที่จะดับรัศมีแห่งอิสลาม การวางแผนเพื่อมุ่งเอาชีวิตท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงมิใช่มีเหตุผลเพียงแค่เฉพาะการต่อต้านการคอรัปชั่นอย่างแน่นอน

 

เหตุการณ์สำคัญทีเกิดขึ้นในช่วงก่อนการอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมท่านจึงต้องลี้ภัยสู่นครมะดีนะฮฺ (หรือนครยัษริบในอดีต) ก็คือการเดินทางของชนชาวยัษริบสู่นครมักกะฮฺซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนเพื่อแสดง ความประสงค์ในการเข้ารับสู่อิสลามและกระทำสัตยาบันถึง 2 ครั้งกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ครั้งแรกมีกลุ่มคน 12 คน และครั้งที่สองในปีถัดมามีจำนวนถึง 70 คน และกลุ่มชนชาวเมืองยัษริบเหล่านี้ได้กลับไปยังเมืองของตนและเผยแผ่อิสลามจนกระทั่งว่าศาสนาอิสลามได้แพร่เข้าสู่ทุกครัวเรือนในนครยัษริบก่อนหน้าการอพยพลี้ภัยของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียอีก

 

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า การประกาศศาสนาอิสลามและการยอมรับของพลเมืองนอกนครมักกะฮฺเป็นไปโดยสันติวิธีและศรัทธาด้วยความสมัครใจ  ที่สำคัญชนชาวเมืองยัษริบเหล่านี้เคยได้ยินคำของเพื่อบ้านชาวยิวที่ตั้ง ประชาคมอยู่ในนครยัษริบถึง 3 เผ่าด้วยกันว่าพวกเขากำลังรอคอยศาสนทูตท่านสุดท้ายที่เป็นพันธสัญญาของพระ ผู้เป็นเจ้า และถึงเวลาสำหรับการปรากฏขึ้นของศาสนทูตที่ถูกรอคอยนั้นแล้ว

 

ชาวอาหรับในนครยัษริบจึงมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮฺในช่วงเทศกาลหัจญ์ ซึ่งพวกเขาเดินทางมาเยือนเป็นปกติในทุกปีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขามีความกระหายยิ่งก็คือข่าวการประกาศศาสนาในนครมักกะฮฺโดย บุรุษมีผู้มีนามว่า มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งได้เสนอหลักธรรมคำสอนแก่ชนเผ่าอาหรับที่มารวมตัวกันประกอบพิธีหัจญ์ แล้วพวกเขาก็ได้พบบุรุษผู้นั้นและศรัทธาในคำเรียกร้องเชิญชวนโดยเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่านี่คือศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พวกชาวยิวในนครยัษริบกำลงรอคอยและกล่าวถึง แต่ก็นั่นแหละ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้พลาดจากการกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในตอนนี้ไปอีกจน ได้ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวคือสาระสำคัญที่จะเชื่อมต่อเนื้อเรื่องทั้งหมดให้เป็น ไปอย่างสมบูรณ์และชัดเจน แต่ผู้เขียนก็เลยผ่านและก้าวข้ามมันไป เนื้อเรื่องจึงขาดความต่อเนื่องไปโดยปริยาย

 

ประโยคที่ว่า “….ศาสนาอิสลาม ศาสนาที่ตั้งขึ้นโดยพระโมฮัมเม็ด…” เป็นการเขียนแบบจารีตนิยมของพวกนักบูรพาคดีชาวตะวันตกและชนต่างศาสนิกที่มัก จะกล่าวอ้างว่า ศาสนาอิสลามคิดค้นและตั้งขึ้นโดยศาสดามุฮัมมัด แน่นอนสำหรับชาวมุสลิมแล้วนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประกาศศาสนาอิสลาม เป็นศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ท่านมิใช่ผู้ก่อตั้งหรือคิดค้นหลักธรรมคำสอนหรือตรัสรู้ด้วยตนเอง

 

แต่ทว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่พระองค์ทรงส่งบรรดาศาสนทูตและเหล่าผู้เผยพระวจนะให้มาประกาศแก่มนุษย์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย สถานภาพของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คือสถานภาพเดียวกันกับนูห์ (โนอาห์) อิบรอฮีม (อับราฮัม) มูซา (โมเสส) และ อีซา (พระเยซู) คือเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกสรรให้เป็นศาสนทูตเพื่อมาประกาศศาสนาอิสลาม มิใช่ก่อตั้งหรือคิดค้นขึ้นเองแต่อย่างใด

 

การเรียกศาสนาอิสลามว่า “ศาสนาโมฮัมเม็ด” หรือ “Mohammedanism” ก็เป็นการเรียกขานตามจารีตของพวกนักคิดชาวตะวันตกหรือชาวคริสต์ซึ่งส่อให้ เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นศาสนาที่นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ตั้งขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่อิสลามเป็นวิถีแห่งการยอมจำนนตนต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งเป็นวิถีสากลที่เหล่าศาสนทูตและผู้เผยพระวจนะในยุคอดีตต่างก็เรียกร้องสู่วิถีแห่งอิสลามนี้เหมือนกัน

 

คำว่า “อิสลาม” จึงมิใช่ชื่อเรียกศาสนาหรือหลักคำสอนที่อ้างอิงถึงศาสดาผู้ก่อตั้งหรือคิดค้น อย่างศาสนาพุทธ หรือ ลัทธิขงจื้อ ไม่ได้อ้างอิงถึงกลุ่มคนที่ถือศาสนานั้น อย่างศาสนายูดายซึ่งเป็นศาสนาของชนชาติยิว การเรียกศาสนาอิสลามว่า ศาสนาโมฮัมเม็ด จึงเป็นการเรียกขานตามบริบทของชาวคริสต์ที่เรียกขานศาสนาของตนว่า ศาสนาของพระคริสต์ (Christanity) เป็นต้น

 

เมื่ออิสลามคือศาสนาและระบอบของความเชื่อที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของผู้ศรัทธา คำว่า “มุสลิม” ก็หมายถึงผู้ที่ยอมรับนับถือในศาสนาอิสลามนั่นเอง และแน่นอนผู้ศรัทธาย่อมชื่นชอบในการถูกเรียกขานว่า “มุสลิม” คือผู้ยอมจำนนตนต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตามวิถีแห่งอิสลามซึ่งเป็นศาสนาของพระองค์ และมีนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประกาศสาส์นสุดท้ายแก่มนุษย์โลก กระนั้นพวกฝรั่งและชาวตะวันตกก็ยังคงเรียกขานมุสลิมว่า “พวกโมฮัมเม็ด” “พวกที่นับถือศาสนาโมฮัมเม็ด” “พวกซาระเซ็น” “พวกมัวร์” “พวกอรับ” และ “พวกเติร์ก” แทนที่จะเรียกอย่างตรงไปตรงไปมาว่า “มุสลิม” และ “ศาสนาอิสลาม”

 

สำหรับเหตุการณ์ลี้ภัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หรือการฮิจเราะฮฺของท่านนั้น แน่นอนสำหรับชาวมุสลิมแล้วนั่นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่มุสลิมทุกคนต่างก็จดจำ และเป็นสิ่งเตือนใจของพวกเขาเสมอ เพราะการฮิจเราะฮฺซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกในการกำหนดปีปฏิทินของชาวมุสลิมนับ ตั้งแต่สมัย เคาะลีฟะฮฺ อุมัร อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) คือประจักษ์พยานสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ยืนยันว่า มุสลิมคือผู้รักสันติอย่างแท้จริง และความสันติและความสงบนี้ก็คือ สันติภาพในความเชื่อ ศรัทธา และการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

 

ที่ใดมีสันติภาพในเรื่องศาสนาให้แก่ชาวมุสลิม ที่นั่นก็ย่อมหมายถึงดินแดนแห่งสันติภาพ และที่ใดคุกคามต่อสันติภาพทางศาสนาของมุสลิม ที่นั่นก็ย่อมไม่ใช่สถานที่สำหรับการตั้งประชาคมของมุสลิม ถึงแม้ว่าที่นั่นจะเป็นมาตุภูมิแดนเกิดของมุสลิมเองก็ตาม อิสลามมีหลักคำสอนในเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า

 

เมื่อมุสลิมอยู่อาศัยในดินแดนหนึ่งที่คุกคามต่อสันติภาพและเสรีภาพทางศาสนา อย่างรุนแรงจนกระทั่งไม่สามารถดำรงหลักคำสอนทางศาสนาและการประกอบศาสนกิจ ตลอดจนการเผยแผ่ศาสนาได้อย่างปกติสุข มุสลิมก็จำต้องละทิ้งและอพยพออกจากดินแดนนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียที่ดิน ทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิครอบครอง และการประกอบอาชีพที่ได้ผลกำไรมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะสิ่งที่จะต้องสูญเสียนั้นมีความสำคัญน้อยกว่าการดำรงไว้ซึ่งศาสนาและเสรีภาพแห่งศรัทธา

 

การยืนกรานที่จะอยู่ต่อไปในดินแดนแห่งการกดขี่ทางศาสนาและมีการคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของมุสลิม ทั้งๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเรียกร้องสันติภาพและเสรีภาพทางศาสนาได้เลยนั้น ถือเป็นโทษมหันต์ เพราะในท้ายที่สุดมุสลิมก็จะต้องถูกรังควานและถูกคุกคามจากผู้ละเมิดอยู่ร่ำไป หนักเข้ามุสลิมที่ไม่สามารถอดทนแบกรับสภาพการกดดันดังกล่าวก็อาจจะยอมละทิ้งศาสนาของตนเพื่อรักษาสถานภาพทางโลกเอาไว้ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่สุดจะประมาณได้ การอพยพและละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนที่ไร้เสรีภาพและสันติภาพทางศาสนาจึงถูกบัญญัติให้มุสลิมได้ปฏิบัติโดยมีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นแบบฉบับในเรื่องนี้ และบัญญัติว่าด้วยการอพยพลี้ภัยนี้ก็ยังคงถูกบังคับใช้ตราบจนทุกวันนี้

 

การอพยพหลบหนีภัยการกดขี่จากนครมักกะฮฺสู่นครยัษริบของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นเครื่องยืนยันว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความสงบและอหิงสาโดยแท้ แต่ในการอพยพลี้ภัยไปพร้อมกับศาสนานี้ก็มิได้หมายความว่าเป็นการแสดงถึงความ ขลาดกลัวและสิ้นหวัง แต่เป็นความกล้าหาญและการแสวงหาสันติภาพในดินแดนแห่งใหม่ที่เปิดรับด้วยความ หวังที่เต็มเปี่ยมและพร้อมสำหรับการเริ่มต้นที่ดีกว่าในการสืบสานศาสนาให้ ดำรงอยู่และเติบใหญ่ต่อไป อาจกล่าวได้ว่าการอพยพลี้ภัยสู่นครยัษริบซึ่งต่อมาถูกเรียกขานว่า มะดีนะฮฺ อัน-นะบียฺ (مَدِيْنَةُ النَّبِيّ) “นครแห่งท่านนบี” คือการเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของมุนษยชาติในเวลาต่อมา

 

การรวบรัดตัดตอนความในการเดินเรื่องของผู้เขียนหนังสือโดยไม่ได้ให้รายละเอียดหรือสาระสำคัญของเหตุการณ์ภายหลังการเดินทางฮิจเราะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่ท่านได้ดำเนินการเป็นอันดับแรกๆ เมื่อมาถึงนครมะดีนะฮฺ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมัสยิด การจับคู่ระหว่างผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) กับผู้ให้การช่วยเหลือ (อัน-ศอร) การร่างข้อตกลงว่าด้วยธรรมนูญการปกครอง และช่วง 2 ปีแรกแห่งการสถาปนารัฐอิสลามในนครมะดีนะฮฺ ทั้งหมดถูกตัดออกไปจากการนำเสนอของผู้เขียน

 

ผู้เขียนรวบรัดเนื้อหาและกระโจนเข้าสู่ประเด็นที่ว่า “พระโมฮัมเม็ดได้ศาสนิกของเขาเข้าเป็นกองทัพอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง” ทำให้สาระสำคัญที่เป็นข้อเท็จจริงหลายประการเลือนหายไปด้วยประโยคที่ก้าว กระโดดนั้น เพราะเนื้อเรื่องกลายเป็นว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หลบหนีออกจากมักกะฮฺเพื่อมาหากองกำลังผู้คนในการซ่องสุมเป็นกองทัพ โดยมีเป้าหมายในการก่อสงครามเอาคืนกับพลเมืองมักกะฮฺ

 

เรื่องราวของท่านจากการใช้ประโยคดังกล่าวจึงกลายเป็นเรื่องของนักรบ หรือวีรบุรุษผู้กอบกู้เอกราชอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระนเรศวรไปเสียถนัด เข้าทำนองหลบหนีออกจากหงสาวดีเพื่อกอบกู้อิสรภาพให้แก่อโยธยา หรือตีฝ่าวงล้อมของพม่าข้าศึกด้วยกำลังพลน้อยนิดแล้วมุ่งหน้าสู่หัวเมือง ตะวันออกเพื่อเข้าตีจันทบูรณ์แล้วรวบรวมไพร่พลกลับเข้ามาตีค่ายพม่าที่โพธิ์ สามต้น อะไรในทำนองนั้น

 

จึงกล่าวได้ว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะตัดใจความและสาระสำคัญของเนื้อหาทิ้งไป เท่านั้น แต่ยังผูกเรื่องให้กลายเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้สะท้อนให้เห็นบริบทใดๆ เกี่ยวกับการประกาศศาสนาและการสถาปนารัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺแต่อย่างใดเลย

 

วัลลอฮุอะลียุตเตาฟีก

 

(โปรดติดตามบทวิพากษ์ในลำดับต่อไป อินชาอัลลอฮฺ)

 

ตอนที่ 2

ในหัวข้อที่ 3 “ลา อิลาฮา อิลลา อัลเลาะห์”

“ทุกปีในฤดูร้อนเดือนรอมะดอน…(คัดลอก)…เพราะเทพคาเบรียลบังคับให้พระโมฮัมเม็ดอ่าน”

วิพากษ์ ในหลักฐานที่รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องการแต่งตั้งให้ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูตและการประทาน 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก ไม่มีระบุ “ทุกปีในฤดูร้อนเดือนเราะมะฎอน” แต่มีระบุว่าเริ่มแรกของการมีวะฮียฺมายังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) คือการฝันเห็นสิ่งที่ดี (อัร-รุอฺยา อัศ-ศอลิหะฮฺ) และการฝันของบรรดาศาสดาประกาศกนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการวะฮียฺ (การดลใจจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ) ต่อมาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ชอบปลีกวิเวก สถานที่ที่ท่านมักใช้เวลาปลีกวิเวกก็คือถ้ำหิรออฺ บนยอดเขาอัน-นูร ที่ชานนครมักกะฮฺ ไม่ใช่ถ้ำในท้องทะเลทราย แต่เป็นถ้าที่อยู่บนยอดเขาซึ่งจากยอดเขาอัน-นูรนี้สามารถมองเห็นอาคารอัล-กะอฺบะฮฺได้แต่ไกล เพราะไม่มียอดเขาสูงและอาคารบดบัง ท่านใช้เวลาอยู่ในถ้ำหิรออฺบนยอดเขาอัน-นูรในการปลีกวิเวกและทำ อิบาดะฮฺตามแนวทางของอัล-หะนีฟียะฮฺอันเป็นแนวทางของท่านศาสนทูตอิบรอฮีม (อ.ล.) บรรพบุรุษของท่าน โดยการขึ้นสู่ยอดเขาอัน-นูรเพื่อการปลีกวิเวกนี้เป็นไปตามการดลใจของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) และในแต่ละครั้งก็กินเวลาหลายวันโดยท่านจะเตรียมเสบียงขึ้นไปด้วยในแต่ละครั้ง เมื่อเสบียงหมดท่านก็จะกลับลงมาและกลับไปยังบ้านของท่านซึ่งท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็จะเตรียมเสบียงเอาไว้สำหรับการขึ้นปลีกวิเวกในครั้งต่อไป จริงอยูในวันที่ท่านได้รับวะฮียฺครั้งแรกเป็นช่วงเวลาในค่ำคืนอันทรงเกียรติของเดือนเราะมะฎอน แต่หลักฐานก็ไม่ได้ระบุว่าก่อนหน้านั้นในทุกปีช่วงฤดูร้อนเดือนเราะมะฎอน ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ปลีกวิเวกบนยอดเขาอันนูรในถ้ำหิรออฺเฉพาะช่วงเดือนเราะมะฎอนของทุกปีอย่างที่ผู้เขียนระบุไว้ และเดือนเราะมะฎอนก็ไม่ได้มีช่วงเวลาตายตัวว่าจะต้องตรงกับฤดูร้อนของทุกปี

ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์การรับวะฮียฺครั้งแรกของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยระบุว่า ท่านกำลังนอนหลับอยู่ในถ้ำแล้วก็จบเรื่องว่า “เมื่อตื่นขึ้น…” แสดงว่าการรับวะฮียฺครั้งแรกซึ่งโองการแรก 5 โองการจากบทอัล-อะลักถูกประทานลงมาด้วยการอ่านของท่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) เกิดขึ้นในขณะที่ท่านนอนหลับ ประหนึ่งดังว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ฝันเห็นเรื่องราวดังกล่าว ซึ่งจริงๆ แล้วท่านตื่นอยู่และมีสติรับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านมิได้นอนหลับและฝันไปอย่างที่ผู้เขียนสื่อให้เป็นเช่นนั้น เพราะการประทานวะฮียฺที่เป็นอัล-กุรอานแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จะเป็นไปในลักษณะประจักษ์และตื่นอยู่ มิใช่หลับใหลและฝันเห็น การที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) มาพบท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ณ ถ้ำหิรออฺซึ่งท่านปลีกวิเวกอยู่ที่นั่นเพียงลำพังย่อมเป็นเรื่องที่ท่านต้องตระหนกตกใจเป็นธรรมดา เพราะเป็นเรื่องที่ท่านมิได้คาดฝันมาก่อน เหตุนี้ท่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงสนทนากับท่านด้วยประโยคที่ว่า “จงอ่าน!” แต่เป็นเพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คือเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ ท่านจึงตอบว่า “ฉันอ่านไม่ได้” ซึ่งเป็นการบอกตามสภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวของท่าน เหตุนั้นมะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ให้มีความพร้อมสำหรับการอ่านด้วยการ กอดรัดท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วก็ปล่อยให้ผ่อนคลาย เป็นเช่นนั้นถึง 3 ครั้ง เมื่อมีสภาพที่พร้อมแล้วสำหรับการอ่านตามสิ่งที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) จะอ่านให้ฟัง มะลักญิบรีล (อ.ล.) จึงอ่าน 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและอ่านตาม ซึ่งท่านก็อ่านตามได้โดยความจดจำที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงดลใจให้เกิดขึ้นแก่ท่าน และการฟังถ้อยคำพร้อมอ่านตามโดยไม่ต้องมีตัวหนังสือสำหรับผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องที่อาศัยการจำจากถ้อยคำที่ได้ยินและได้ฟังเป็นหลักเท่านั้น การกอดรัดของมะลักญิบรีล (อ.ล.) ก่อนการอ่าน 5 โองการแรกนั้น ยังบ่งชี้อีกด้วยว่า การพบมะลักญิบรีล (อ.ล.) การประทานวะฮียฺ การแต่งตั้งให้ท่านเป็นนบีทั้งหมดเป็นเหตุการณ์จริง มิใช่ความฝันหรือการคิดไปเองของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมมะลักญิบรีล (อ.ล.) ถึงต้องกอดรัดท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม)

ในเหตุการณ์ ณ ถ้ำหิรออฺ ซึ่งท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้พบกับมะลักญิบรีล (อ.ล.) มีนักบูรพาคดีและบาทหลวงในศาสนาคริสต์ (ชาวอาหรับ) บางคนได้ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไม่รู้ว่าผู้ที่มาหาคือทูตสวรรค์ (มะลัก) หากมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูตของพระเจ้าจริงก็ต้องรู้ว่าผู้ที่มาคือทูตสวรรค์ อีกทั้งผู้ที่มาหาเป็นทูตสวรรค์จริงทำไมจึงกอดรัดมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จนหายใจไม่ออกแล้วปล่อยถึง 3 ครั้ง เพราะทูตสวรรค์จะมาในลักษณะที่นิ่มนวลมิได้มาในลักษณะที่มีการกอดรัด แล้วพวกเขาก็สรุปว่า ผู้ที่มาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิใช่ทูตสวรรค์แต่เป็นญิน (อมนุษย์) และอาการของมุอัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คืออาการของคนที่เป็นลมบ้าหมู ที่สำคัญพวกเขายังตั้งข้อกล่าวหาอีกว่า นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไม่รู้ว่าผู้ที่มาหาคือใคร? จนกระทั่งเมื่อกลับลงมาและมุ่งไปยังบ้านเพื่อพบท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) และเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พระนางฟัง พระนางเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ยืนยันว่าผู้ที่มาหาคือ ทูตสวรรค์! พวกเขาตั้งข้อกล่าวหาว่า มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เชื่อได้อย่างไรว่าผู้ที่มาหาในถ้าฮิรออฺคือทูตสวรรค์ ทั้งๆ ที่มีท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ซึ่งเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวเป็นพยานยืนยัน แล้วพวกเขาก็อ้างถ้อยความในคัมภีร์อัล-กุรอานที่ระบุเรื่องการเป็นพยานของสตรีว่าต้องมี 2 คนขึ้นไปถึงจะรับฟังการเป็นพยานในเรื่องที่มีการสอบพยานได้ แต่ในกรณีนี้มีท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) เพียงคนเดียว จึงถือว่าการเป็นพยานของท่านหญิงในเรื่องนี้รับฟังไม่ได้ นี่คือสิ่งที่นักบูรพาคดีและบาทหลวงชาวอาหรับพูดสนทนาในรายการภาคภาษาอาหรับที่ปรากฏอยู่ในยูทูบซึ่งผู้วิพากษ์ได้รับชมและฟังการสนทนาของบุคคลทั้งสองเมื่อไม่นานมานี้เอง (ราวปลายปี 2554) หากเราจะอาศัยบทความวิพากษ์นี้เพื่อหักล้างคำกล่าวหาที่ปรากฏในสื่ออินเตอร์เน็ตที่ว่านั้น ก็คงทำได้ไม่ยาก แต่เรื่องเนื้อหาของบทความนี้เป็นการวิพากษ์สิ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือแปลที่พาดพิงศาสนาอิสลาม ซึ่งผู้เขียนมิได้แตะประเด็นข้อกล่าวหาดังกล่าว ก็ขอใช้โอกาสถัดไปในการหักล้างข้อกล่าวหาที่เล่าสู่กันฟังมานั้นเป็นกรณีเฉพาะ อินชาอัลลอฮฺ

อย่างไรก็ตามประเด็นข้อกล่าวหาที่เล่าสู่กันฟังมานั้นมิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเหมือนแผ่นเสียงตกร่องของบรรดาผู้ที่มีอคติต่อศาสนาอิสลามที่พูดและเขียนถึงทำนองซ้ำซาก เพราะการพบกับมะลักญิบรีล (อ.ล.) ที่ถ้ำ หิรออฺ เป็นการพบครั้งแรก การกอดรัดที่เกิดขึ้นก็มิใช่สิ่งทีผิดปกติแต่อย่างไร เพราะทูตสวรรค์ที่ลงมาปล้ำสู้กับยากอบ (นบียะกู๊บ อ.ล.) ตามที่คัมภีร์ไบเบิ้ลเก่าเล่าถึงนั่นก็รุนแรงยิ่งกว่าการกอดรัดที่เกิดขึ้นในกรณีของท่าน นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียอีก และท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ก็ไม่ได้เป็นพยานยืนยันว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นศาสนทูต แต่ได้ปลอบประโลมใจแก่ท่าน เรื่องที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องที่ดีเพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประพฤติดีและมีคุณธรรม ผู้ที่ยืนยันว่าทูตสวรรค์ที่มาหาคือ วะเราะเกาะฮฺ อิบนุ เนาวฺฟัล ญาติของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ส่วนที่มีบางกระแสรายงานระบุว่า ท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ถามถึงลักษณะการเห็นมะลักญิบรีล (อ.ล.) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วท่านหญิงก็ยืนยันว่า นั่นคือมะลัก (ทูตสวรรค์) มิใช่ชัยฏอน (มารร้าย) ก็สามารถตีความได้ว่าเป็นการถามย้ำของท่านหญิงเพื่อปลอบใจและสร้างความมั่นใจแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) อีกครั้งภายหลังการเป็นพยานยืนยันของวะเราะเกาะฮฺที่ยืนยันมาก่อนหน้านั้นแล้ว และหากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ถูกผีสิงหรือเป็นลมบ้าหมูอย่างที่พยาพยามใส่ไคล้ แล้วสิ่งที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นำมาประกาศคือ “อัล-กุรอาน” นั้นเล่าจะว่าอย่างไร เพราะถ้อยคำของอัล-กุรอานซึ่งทั้งญินและ มนุษย์ไม่สามารถแต่งหรือประพันธ์เลียนแบบให้เหมือนได้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คำเพ้อเจ้อของคนที่เป็นลมบ้าหมูว่าเป็นตุเป็นตะเอาเองอย่างแน่นอน

ย้อนกลับมายังเนื้อหาของหนังสือแปลเล่มที่เรากำลังวิพากษ์ถึงอยู่นี้ ผู้เขียนเล่าต่อมาว่า “เมื่อการเปิดเผยของพระเจ้ามาถึงพระโมฮัมเม็ดบ่อยครั้งขึ้น…คัดลอกจนถึง…วงกลมของผู้ฟังจะขยายออกไปอย่างช้าๆ ช้ามาก แล้วจำนวนผู้ฟังจะเพิ่มขึ้นตามลำดับ”

วิพากษ์ การระบุว่า สิ่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงมีวะฮียฺ (ดลใจ) ลงมาให้แก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งก็คือพระดำรัสของพระองค์ที่มะลักญิบรีล (อ.ล.) นำมาอ่านให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและจดจำขึ้นใจว่าเป็น “ภาพที่เห็น” เป็นการระบุที่ขัดกันโดยข้อเท็จจริง เพราะถ้า หากวะฮียฺที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานลงมาเป็นภาพที่เห็นแทนที่จะเป็นถ้อยคำที่ได้ฟังและจดจำ ก็กลายเป็นว่า “อัล-กุรอาน” คือภาพที่พระเจ้าทรงเปิดเผยให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เห็นเป็นภาพในเบื้องแรก ต่อมาก็เรียกอาลักษณ์ให้มาจดบันทึกคำอธิบายภาพที่ได้เห็นและจดจำเอาไว้ แล้วเหตุไฉนโองการแรกจึงใช้ประโยคว่า “จงอ่าน” เล่า! ไฉนจึงไม่ใช้ประโยคที่ว่า “จงมองดูและจงจดจำสิ่งที่เห็นเอาไว้” และถ้าสิ่งที่ถูกจดบันทึกเป็นคำสาธยายและอธิบายภาพที่ได้เห็นของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นก็ย่อมขัดกันโดยสิ้นเชิงกับข้อเขียนของผู้แต่งที่ว่า “ซึ่งพระโมฮัมเม็ดเรียกว่า” คัมภีร์อ่าน “เพราะเทพคาเบรียลบังคับให้พระโมฮัมเม็ดอ่าน” เพราะการเห็นภาพที่ปรากฏจะเห็นจริงๆ หรือเป็นจินตนาการเป็นสิ่งที่ต้องจำภาพทั้งหมดโดยไม่ต้องอ่านเพราะมิใช่เสียงที่ได้ยิน ส่วนเสียงที่ได้ยินจะได้ยินด้วยกับสองหูจริงหรือได้ยินในความฝันนั่นเป็นประโยคคำพูดซึ่งต้องจดจำหรืออ่านตามที่ได้ยินเสียงนั้น และถ้าหากเป็นคำอธิบายภาพตามที่ได้เห็น นั่นก็เป็นคำพูดของผู้ที่เห็น ดังนั้น อัล-กุรอานจึงมิใช่ภาพที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เห็น แต่เป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งประทานลงมาผ่านมะลักญิบรีล (อ.ล.) ที่นำพระดำรัสนั้นมาอ่านให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังและจดจำ จึงสมเหตุสมผลว่าทำไมต้องจดจำให้ขึ้นใจ เพราะนั่นมิใช่คำพูดของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อถึงเวลาที่อาลักษณ์จะจดบันทึกถ้อยคำนั้น ท่าน นบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็จะอ่านถ้อยคำนั้นให้อาลักษณ์จดบันทึกเป็นตัวอักษรและอักขระภาษาอาหรับ มิใช่เป็นการบันทึกภาพหรือวาดภาพตามคำสาธยายของผู้ที่เห็นภาพแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นถ้อยคำในคัมภีร์อัล-กุรอานซึ่งเป็นพระดำรัสของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ก็ไม่สามารถวาดภาพหรือบันทึกเป็นภาพได้เลย ดู 5 โองการแรกจากบท อัล-อะลัก นั่นปะไร ทั้ง 5 โองการนั้นล้วนแต่เป็นประโยคคำพูดและเป็นการบอกเล่าถึงคุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งไม่สามารถวาดหรือบันทึกเป็นภาพได้เลยแม้แต่น้อย “จงอ่าน ในพระนามพระผู้อภิบาลของท่าน พระผู้ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านและพระผู้อภิบาลของท่านทรงเป็น พระผู้การุณยิ่ง พระองค์ทรงสอนด้วยปากกา พระองค์ทรงสอนมนุษย์ให้รู้ถึงสิ่งที่มนุษย์มิเคยรู้มาก่อน” นี่คือ พระดำรัสของพระเจ้าที่เรียกว่า “อัล-กุรอาน” ที่พระองค์ทรงส่งมะลักญิบรีล (อ.ล.) คือทูตสวรรค์ผู้อันเชิญ พระกระแสดำรัสของพระเจ้าลงมาและอ่านพระกระแสดำรัสนั้นให้ท่านนบีมุฮัมมั (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ฟังโดยการอ่านนำของมะลักญิบรีล (อ.ล.) แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็อ่านตามถ้อยคำและประโยคอันเป็นพระกระแสดำรัสของพระเจ้านั้น โดยการอ่านของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นการอ่านตามที่ได้ฟังและจดจำอย่างแม่นยำตามการบันดาลของพระเจ้า เมื่อจดจำอย่างขึ้นใจแล้ว ก็นำพระกระแสดำรัสนั้นมาอ่านและถ่ายทอดให้ผู้ศรัทธาได้ฟัง อ่าน และจดจำพระกระแสดำรัสที่เป็นอัล-กุรอานนี้ยังไม่ได้ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในช่วงแรก เพราะในขณะนั้นผู้ที่ศรัทธาเป็นคนแรกก็คือท่านหญิง เคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) ภรรยาของท่าน ดังนั้น อัล-กุรอานจึงถูกท่องจำปากเปล่าจนขึ้นใจก่อนที่จะมีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (มิใช่รูปภาพหรือบันทึกภาพอย่างที่ผู้เขียนว่า) และอาลักษณ์ที่จดบันทึกถ้อยความที่เป็นอัล-กุรอานก็เป็นผู้ศรัทธาที่เชื่อในการเป็นผู้เผยแผ่สาส์นของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และเป็นผู้ที่ได้ยินได้ฟังถ้อยความนั้นจากท่านก่อนเป็นอันดับแรก ท่องจำจนขึ้นใจแล้วก็บันทึกถ้อยความนั้นเป็นลายลักษณ์อักษรในวัสดุที่พอจะหาได้ในขณะนั้น เช่น ทางหรือกิ่งอินทผลัม กระดูกและแผ่นหินเป็นต้น ซึ่งการบันทึกนี้เป็นไปตามคำสั่งของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) มิใช่เป็นการตามหาอาลักษณ์คนใดก็ได้ให้มาจดบันทึกของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) อย่างที่ผู้เขียนกล่าวอ้างและอาลักษณ์ที่จดบันทึกอัล-กุรอานก็ไม่ได้มีเพียงท่านอบูบักร (ร.ฎ.) เท่านั้น แต่มีผู้ศรัทธาอีกเป็นจำนวนมากที่อ่านออกเขียนได้ทำการจดบันทึกเอาไว้เช่นกัน ซึ่งนักวิชาการระบุเอาไว้ว่ามีจำนวนถึง 43 คนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือบรรดาสาวกรุ่นแรกที่ศรัทธาต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่นครมักกะฮฺนั่นเอง

ในช่วง 3 ปีแรกของการประกาศศาสนาอิสลามในนครมักกะฮฺเป็นช่วงที่เผยแผ่ศาสนาแบบลับๆ นั่นเป็นเรื่องของสถานการณ์ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง กระนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นในช่วงนั้น อย่างน้อยก็มีชายหญิงรวมกันไม่น้อยกว่า 40 คนที่ศรัทธาและพยายามเรียนรู้หลักคำสอนของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่บ้านของอัล-อัรก็อม อิบนุ อบี อัล-อัรก็อม เมื่อบุคคลรุ่นแรกที่เป็นสาวกเหล่านี้มีความเข้มแข็งในหลักศาสนา การประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยจึงเริ่มขึ้นหลังจากนั้นพร้อมกับการเผชิญหน้ากับพลเมืองมักกะฮฺที่มีตระกูลกุรอยช์เป็นผู้ทรงอิทธิพลและครอบงำความคิดของผู้คน การทารุณกรรมและการต่อต้านในทุกรูปแบบย่อมเป็นสิ่งที่ตระกูลกุรอยช์ต้องกระทำกับผู้ศรัทาในศาสนาอิสลามอย่างหลีกหนีไม่พ้น เพราะฐานอำนาจของพวกเขาที่ตั้งอยู่บนการเคารพเจว็ดได้ถูกท้าทายด้วยการประกาศศาสนาที่เรียกร้องให้ละทิ้งการบูชาเจว็ด การละเมิดศีลธรรม สู่การเคารพสักการะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพียงพระองค์เดียว ศาสนาที่เรียกร้องสู่หลักความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว อันเป็นศาสนาของเหล่าศาสดาประกาศกและศาสนทูตในยุคอดีต ศาสนาที่เป็นวิถีของอิบรอฮีม (อ.ล.) และอิสมาอีล (อ.ล.) บรรพบุรุษของชาวอาหรับผู้ยกรากฐานของอาคารอัล-กะบะฮฺ ศาสนาของศาสนทูตมูซา (โมเสส) ฮารูน (อารอน) ยะห์ยา (ยอห์น) และอีซา (พระเยซูคริสต์) นั่นคือศาสนาอิสลาม เป็นเรื่องน่าเสียดายว่าผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงช่วงเหตุการณ์ที่บรรดาผู้ศรัทธาและแม้แต่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ถูกกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวจากบรรดาผู้ปฏิเสธซึ่งต่อต้านอย่างรุนแรงและทุ่มสรรพกำลังของพวกเขาเพื่อขัดขวางการเผยแผ่หลักคำสอนของอิสลามในช่วงเวลานับจากการเปิดเผยในการประกาศศาสนา ณ นครมักกะฮฺ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มากกว่า 10 ปี โดยไม่นับรวมช่วง 3 ปีก่อนหน้านั้น เพราะช่วงเวลา 10 ปีนั้นคือช่วงเวลาของการทดสอบที่หนักหน่วงต่อความศรัทธาอันมั่นคงของเหล่าสาวกรุ่นแรก การยอมพลีชีพเพื่อศรัทธาในศาสนาที่จำต้องแลกด้วยชีวิตเริ่มขึ้นในช่วงเวลานั่น การกดขี่และทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ก็เป็นไปอย่างหนักหน่วงในช่วงเวลานั้น มิใช่เป็นเพียงการเยาะเย้ยหรือดูแคลนแต่เป็นการล้างผลาญที่เกิดขึ้นจริงมิใช่เป็นเพียงคำขู่ และการประกาศสัจธรรมของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ตลอดจนช่วงเวลา 13 ปี ณ นครมักกะฮฺมิได้มุ่งเพียงแค่การแสดงธรรมต่อต้านความเชื่อการบูชารูปเคารพเท่านั้น แต่ยังได้มุ่งสู่การปฏิรูปสังคมของพลเมืองอาหรับโดยรวมให้หลุดพ้นจากความเสื่อมทรามทางศีลธรรม การจมปลักอยู่กับความโง่เขลา ความงมงาย และยกฐานะของความเป็นมนุษย์ให้สูงส่งขึ้นบนพื้นฐานของหลักศรัทธาที่บริสุทธิ์และการประพฤติปฏิบัติที่งดงามด้วยจริยธรรมและคุณธรรมตามวิถีแห่งอิสลาม เป็นช่วงระยะเวลา 13 ปี ที่จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงในภายหน้าสำหรับการเปลี่ยนแปลงโลกที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้น

จริงอยู่ข้อเขียนที่ว่า ในระยะเวลา 3 ปี แห่งการแสดงธรรม พระโมฮัมเม็ดสามารถได้ผู้กลับใจมาถือศาสนาใหม่เพียงหยิบมือ และคนเหล่านี้ประกอบด้วยภรรยาของเขา สมาชิกในครอบครัว อาลักษณ์ และญาติของพระโมฮัมเม็ดเอง” นั่นมิใช่สิ่งที่ค้านกับข้อเท็จจริง แต่นั่นก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผยการประกาศศาสนาแก่พลเมืองมักกะฮฺโดยรวม กระนั้นจำนวนของสาวกที่ศรัทธารุ่นแรกก็มีจำนวนที่ไม่อาจ ดูแคลนได้เลยคือ ชายราว 40 คน หญิงราว 10 คน ในจำนวนของสาวกกลุ่มแรกนี้มิได้มีเฉพาะผู้เป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หรือญาติของท่านเพียงเท่านั้น หากยังรวมถึงบุคคลต่างตระกูลและบุคคลที่มิใช่ญาติของท่านอีกด้วย เช่น อัมมาร อิบนุ ยาสิร (ร.ฎ.) บิลาล อิบนุ เราะบาห์ (ร.ฎ.) ศุฮัยบฺ อิบนุ สินาน (ร.ฎ.) เป็นต้น และเมื่อมีการประกาศศาสนาอย่างเปิดเผยแล้ว จำนวนสาวกที่ศรัทธาก็เพิ่มมากขึ้นถึงแม้ว่าจะถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากฝ่ายผู้นำตระกูลกุรอยช์ก็ตาม สิ่งที่ยืนยันว่าจำนวนสาวกได้เพิ่มขึ้นภายหลัง 3 ปีแรกของการเผยแผ่อย่างลับๆ ก็คือจำนวนของสาวกที่อพยพลี้ภัยจากนครมักกะฮฺสู่แผ่นดินอบิสซีเนีย (แอธิโอเปีย) ในครั้งแรกมีจำนวน 80 กว่าคนซึ่งไม่รวมจำนวนของบรรดาสาวกที่ยังคงอยู่ในนครมักกะฮฺอีกหลายร้อยคน การอพยพลี้ภัยสู่แผ่นดินอบิสซีเนียซึ่งเป็นดินแดนที่ปกครองโดยกษัตริย์คริสเตียนนามว่า เนกุส (อัน-นะญาชียฺ) เป็นผลทำให้มีชาวคริสเตียนเดินทางกลับมาพร้อมท่านญะอฺฟัร อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) ญาติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เพื่อประกาศเข้ารับอิสลามและเรียนรู้หลักคำสอนของอิสลามจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งมีจำนวนถึง 40 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้ย่อมเป็น ประจักษ์พยานยืนยันว่า ศาสนาอิสลามมิได้เป็นที่ยอมรับอยู่เฉพาะในนครมักกะฮฺเท่านั้น หากแต่ยังได้แผ่ไปถึงดินแดนนอกคาบสมุทรอาหรับในช่วงเวลานั้นแล้วอีกด้วย แน่นอน ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย นอกเหนือจากกรณีที่ผู้เขียนไม่ได้ระบุถึงเรื่องการทารุณกรรมและการรกดขี่ของผู้นำในตระกูลกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺที่มีต่อเหล่าสาวกและตัวท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ในช่วง 10 ปีหลัง ณ นครมักกะฮฺ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นถือเป็นสาระสำคัญและเป็นการฉายภาพอย่างตรงไปตรงมาว่าการประกาศศาสนาอิสลามตลอดช่วงเวลา 13 ปี ณ นครมักกะฮฺนั้นเป็นการประกาศศาสนาโดยสันติวิธีและเป็นไปในทำนองอหิงสา และการขัดขวางตลอดจนการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาดังกล่าวก็จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนอีกด้วยว่าเพราะอะไรหรือทำไม? ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) และสาวกที่ยืนหยัดและมั่นคงในศรัทธาจึงต้องอพยพลี้ภัยสู่นครยัษริบในเวลาต่อมา

โจเซฟ แกร์ ผู้เขียนหนังสือ “ศาสนาทั้งหลายนับถืออะไร” เขียนต่อมาว่า :

“ต่อมาขอดิชาห์ผู้มั่นคงและจงรักภักดีสิ้นชีวิตลง….คัดลอกเรื่อยไปจนถึง…ศาสนิกซึ่งพระโมฮัมเม็ดพามาเปลี่ยนใจนับถือศาสนาใหม่ เรียกว่า อิสลาม มีความหมายว่า การยอมจำนน (ต่อพระเจ้า)”

วิพากษ์ ผู้เขียน (โจเซฟ แกร์) กล่าวถึงการเสียชีวิตของท่านหญิงเคาะดีญะฮฺ (ร.ฎ.) แต่มิได้กล่าวถึงการเสียชีวิตของอบูฏอลิบ ลุงของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งบุคคลทั้งสองเสียชีวิตในปีเดียวกัน แน่นอน การเสียชีวิตของบุคคลทั้งสองย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกแก่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) แต่โดยข้อเท็จจริง สิ่งที่ทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดความเศร้าใจคือ ประตูและโอกาสที่อำนวยสำหรับการเผยแผ่ศาสนาในนครมักกะฮฺได้ถูกปิดลงเบื้องหน้า และโอกาสก็เหลือน้อยลงทุกที เพราะบุคคลทั้งสองมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติภาระกิจการเผยแผ่ศาสนา การปกป้องของอบูฏอลิบผู้เป็นลุงมีส่วนสำคัญในการลดทอนความเกรี้ยวกราดของเหล่าผู้นำกุรอยช์ที่พวกเขาต้องเพลามือในการมุ่งร้ายต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เนื่องจากการออกหน้ารับแทนของอบูฏอลิบผู้อาวุโสแห่งสายตระกูลฮาชิมหนึ่งในสายตระกูลใหญ่ของเผ่ากุรอยช์ เมื่ออบูฏอลิบสิ้นชีวิตลงก็ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่าผู้นำกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺไม่ต้องยั้งมืออีกต่อไป ซึ่งในทางกลับกันก็เป็นการปิดโอกาสลงต่อหน้าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ไปพร้อมกันเพราะบัดนี้การพุ่งเป้าในการประทุษร้ายก็จะมุ่งมาสู่ตัวท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรง ทำให้ภาระกิจการเผยแผ่ศาสนาเป็นไปด้วยความยากลำบากมากทวีคูณขึ้นไปอีก

ประโยคที่ว่า “ชาวเมืองเมกกะฮฺได้หยุดการเยาะเย้ยมานานแล้ว แต่พวกเขาต้องมาตกใจในเมื่อพระโมฮัมเม็ดเริ่มหันมาแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ พวกคนเหล่านั้นจึงได้วางแผนฆ่าเขา” เปล่าเลย! การเยาะเย้ยไม่ได้เคยหยุดลงเลยแม้แต่น้อย และข้อเท็จจริงก็มิใช่เพียงแค่การ เยาะเย้ยแต่มันหมายถึงโศกนาฏกรรมที่พลเมืองมักกะฮฺนำโดยอบูญะฮัลและเหล่าผู้นำในตระกูลกุรอยช์ได้กระทำต่อบรรดาผู้ศรัทธาและทุกอย่างก็เลวร้ายมากยิ่งขึ้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงอนุญาตให้ผู้ศรัทธาจำนวนหนึ่งหลบลี้ภัยการกดขี่ที่หนักหน่วงไปยังแผ่นดินอบิสซีเนียถึงสองครั้งด้วยกัน สถานการณ์ในเวลานั้นไม่ได้ผ่อนหรือบรรเทาลงแต่อย่างใด เพราะต่อมาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เดินทางไปยังเมืองฏออิฟ เพื่อเรียกร้องผู้นำเผ่าและผู้คนที่นั่นโดยมีความหวังว่าผู้คนที่ฏออิฟจะตอบรับคำประกาศเรียกร้องของท่าน แต่ผลที่ได้รับก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งทีเกิดขึ้นในนครมักกะฮฺ มิหนำซ้ำสิ่งที่ชาวเมืองฏออิฟในเวลานั้นได้กระทำต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยตรงก็หนักหนาและสาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก และความตกใจของพลเมืองมักกะฮฺก็มิได้เกิดขึ้นเพราะการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ แต่ความตกใจเกิดขึ้นนับแต่การเริ่มประกาศศาสนาโดยเปิดเผยสู่พลเมืองโดยรวมในนครมักกะฮฺ การแสดงธรรมให้ผู้คนศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว และการละเลิกบูชารูปเคารพซึ่งเป็นแหล่งรายได้และฐานอำนาจของผู้นำในเผ่ากุรอยช์ด้วยเหตุที่พวกเขามีอภิสิทธิ์ในการดูแลอาคารอัล- กะอฺบะฮฺซึ่งเป็นแหล่งรวมของรูปเคารพที่ชาวอาหรับชนเผ่าต่างๆ ก็มีส่วนในการมุ่งหน้ามายังที่นั่นพร้อมกับคาราวานสินค้า การเรียกร้องสู่ประโยคที่ว่า ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพสักการะโดยเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น) นั่นคือสิ่งที่ทำให้พวกกุรอยช์และพลเมืองมักกะฮฺและชนเผ่าอาหรับเกิดความตกใจและไม่อาจยอมรับได้ เพราะการเรียกร้องสู่พระเจ้าองค์เดียวก็คือการทำลายระบบของฐานอำนาจที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่งมงาย และการบูชารูปเคารพที่มีเรื่องของการพาณิชย์อยู่เบื้องหลัง เมื่อการเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลามเป็นการประกาศความเป็นปรปักษ์กับฐานอำนาจและแหล่งที่มาของรายได้มหาศาลที่มอมเมาพลเมืองมักกะฮฺแน่นอนการปะทะกันอย่างรุนแรงจึงเลี่ยงได้ยาก ประเด็นจึงไม่ได้อยู่เฉพาะการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่นของพวกพ่อค้าและบรรดาผู้นำ แต่อยู่ที่ระบอบและวิถีที่ถูกท้าทายด้วยหลักคำสอนของอิสลาม และการประกาศศาสนาอิสลามก็คือภาระกิจที่ยิ่งใหญ่และมีมติที่กว้างมากกว่าการต่อต้านการคอรัปชั่น ถึงแม้ว่าโดยหลักคำสอนของอิสลามจะมีการกล่าวถึงเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนก็ตาม แต่การให้เหตุผลว่า สาเหตุที่ทำให้พลเมืองมักกะฮฺต้องตกใจก็คือการแสดงธรรมต่อต้านการคอรัปชั่น เป็นการให้เหตุผลที่ผิวเผินและอ่อนด้อยเกินไป อีกทั้งการให้เหตุผลในทำนองนี้เป็นการเขียนแบบร่วมสมัยเกินไป เพราะเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่าเป็นนักต่อสู้ วีรบุรุษ หรือนักปฏิรูป หรือนักเรียกร้องแบบพวก NGO หรือนักสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นต่อสู้กับแนวนโยบายของรัฐและเรียกร้องในเรื่องธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งแน่นอนท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) คือบุคคลต้นแบบในเรื่องที่ว่ามา แต่ความเป็นศาสนทูตและผู้ประกาศศาสนาและสาส์นของพระผู้เป็นเจ้าคือสถานะและภาพลักษณ์ที่สำคัญที่สุดเหนืออื่นใด และความเป็นผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า (นบี) และความเป็นศาสนทูต (เราะสูล) ตลอดจนหลักธรรมคำสอนที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ประกาศแก่ชาวโลกโดยเริ่มต้นขึ้น ณ นครมักกะฮฺนี่แหล่ะคือเหตุผลหลักที่ทำให้บรรดาผู้ต่อต้านอิสลาม (นับแต่ยุคนั้นจวบจนปัจจุบัน) พยายามทุกวิถีทางที่จะดับรัศมีแห่งอิสลาม การวางแผนเพื่อมุ่งเอาชีวิตท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงมิใช่มีเหตุผลเพียงแค่เฉพาะการต่อต้านการคอรัปชั่นอย่างแน่นอน

เหตุการณ์สำคัญทีเกิดขึ้นในช่วงก่อนการอพยพ (ฮิจเราะฮฺ) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ที่ว่า ทำไมท่านจึงต้องลี้ภัยสู่นครมะดีนะฮฺ (หรือนครยัษริบในอดีต) ก็คือการเดินทางของชนชาวยัษริบสู่นครมักกะฮฺซึ่งเป็นกลุ่มตัวแทนเพื่อแสดงความประสงค์ในการเข้ารับสู่อิสลามและกระทำสัตยาบันถึง 2 ครั้งกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ครั้งแรกมีกลุ่มคน 12 คน และครั้งที่สองในปีถัดมามีจำนวนถึง 70 คน และกลุ่มชนชาวเมืองยัษริบเหล่านี้ได้กลับไปยังเมืองของตนและเผยแผ่อิสลามจนกระทั่งว่าศาสนาอิสลามได้แพร่เข้าสู่ทุกครัวเรือนในนครยัษริบก่อนหน้าการอพยพลี้ภัยของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เสียอีก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งประจักษ์พยานที่ยืนยันว่า การประกาศศาสนาอิสลามและการยอมรับของพลเมืองนอกนครมักกะฮฺเป็นไปโดยสันติวิธี และศรัทธาด้วยความสมัครใจ ที่สำคัญชนชาวเมืองยัษริบเหล่านี้เคยได้ยินคำของเพื่อบ้านชาวยิวที่ตั้งประชาคมอยู่ในนครยัษริบถึง 3 เผ่าด้วยกันว่าพวกเขากำลังรอคอยศาสนทูตท่านสุดท้ายที่เป็นพันธสัญญาของพระผู้เป็นเจ้า และถึงเวลาสำหรับการปรากฏขึ้นของศาสนทูตที่ถูกรอคอยนั้นแล้ว ชาวอาหรับในนครยัษริบจึงมุ่งหน้าสู่นครมักกะฮฺในช่วงเทศกาลหัจญ์ ซึ่งพวกเขาเดินทางมาเยือนเป็นปกติในทุกปีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขามีความกระหายยิ่งก็คือข่าวการประกาศศาสนาในนครมักกะฮฺโดยบุรุษมีผู้มีนามว่า มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งได้เสนอหลักธรรมคำสอนแก่ชนเผ่าอาหรับที่มารวมตัวกันประกอบพิธีหัจญ์ แล้วพวกเขาก็ได้พบบุรุษผู้นั้นและศรัทธาในคำเรียกร้องเชิญชวนโดยเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่านี่คือศาสนทูตท่านสุดท้ายที่พวกชาวยิวในนครยัษริบกำลงรอคอยและกล่าวถึง แต่ก็นั่นแหละ ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้พลาดจากการกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญในตอนนี้ไปอีกจนได้ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ดังกล่าวคือสาระสำคัญที่จะเชื่อมต่อเนื้อเรื่องทั้งหมดให้เป็นไปอย่างสมบูรณ์และชัดเจน แต่ผู้เขียนก็เลยผ่านและก้าวข้ามมันไป เนื้อเรื่องจึงขาดความต่อเนื่องไปโดยปริยาย

ประโยคที่ว่า “….ศาสนาอิสลาม ศาสนาที่ตั้งขึ้นโดยพระโมฮัมเม็ด…” เป็นการเขียนแบบจารีตนิยมของพวกนักบูรพาคดีชาวตะวันตกและชนต่างศาสนิกที่มักจะกล่าวอ้างว่า ศาสนาอิสลามคิดค้นและตั้งขึ้นโดยศาสดามุฮัมมัด แน่นอนสำหรับชาวมุสลิมแล้วนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประกาศศาสนาอิสลาม เป็นศาสนทูตของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ท่านมิใช่ผู้ก่อตั้งหรือคิดค้นหลักธรรมคำสอนหรือตรัสรู้ด้วยตนเอง แต่ทว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่พระองค์ทรงส่งบรรดาศาสนทูตและเหล่าผู้เผยพระวจนะให้มาประกาศแก่มนุษย์ในแต่ละยุคแต่ละสมัย สถานภาพของนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คือสถานภาพเดียวกันกับนูห์ (โนอาห์) อิบรอฮีม (อับราฮัม) มูซา (โมเสส) และ อีซา (พระเยซู) คือเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกสรรให้เป็นศาสนทูตเพื่อมาประกาศศาสนาอิสลาม มิใช่ก่อตั้งหรือคิดค้นขึ้นเองแต่อย่างใด

การเรียกศาสนาอิสลามว่า “ศาสนาโมฮัมเม็ด” หรือ “Mohammedanism” ก็เป็นการเรียกขานตามจารีตของพวกนักคิดชาวตะวันตกหรือชาวคริสต์ซึ่งส่อให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอมรับว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นศาสนาที่นบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ตั้งขึ้นมาเอง ทั้งๆ ที่อิสลามเป็นวิถีแห่งการยอมจำนนตนต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งเป็นวิถีสากลที่เหล่าศาสนทูตและผู้เผยพระวจนะในยุคอดีตต่างก็เรียกร้องสู่วิถีแห่งอิสลามนี้เหมือนกัน คำว่า “อิสลาม” จึงมิใช่ชื่อเรียกศาสนาหรือหลัก คำสอนที่อ้างอิงถึงศาสดาผู้ก่อตั้งหรือคิดค้น อย่างศาสนาพุทธ หรือ ลัทธิขงจื้อ ไม่ได้อ้างอิงถึงกลุ่มคนที่ถือศาสนานั้น อย่างศาสนายูดายซึ่งเป็นศาสนาของชนชาติยิว การเรียกศาสนาอิสลามว่า ศาสนาโมฮัมเม็ด จึงเป็นการเรียกขานตามบริบทของชาวคริสต์ที่เรียกขานศาสนาของตนว่า ศาสนาของพระคริสต์ (Christanity) เป็นต้น เมื่ออิสลามคือศาสนาและระบอบของความเชื่อที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของผู้ศรัทธา คำว่า “มุสลิม” ก็หมายถึงผู้ที่ยอมรับนับถือในศาสนาอิสลามนั่นเอง และแน่นอนผู้ศรัทธาย่อมชื่นชอบในการถูกเรียกขานว่า “มุสลิม” คือผู้ยอมจำนนตนต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตามวิถีแห่งอิสลามซึ่งเป็นศาสนาของพระองค์ และมีนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นผู้ประกาศสาส์นสุดท้ายแก่มนุษย์โลก กระนั้นพวกฝรั่งและชาวตะวันตกก็ยังคงเรียกขานมุสลิมว่า “พวกโมฮัมเม็ด” “พวกที่นับถือศาสนาโมฮัมเม็ด” “พวกซาระเซ็น” “พวกมัวร์” “พวกอรับ” และ “พวกเติร์ก” แทนที่จะเรียกอย่างตรงไปตรงไปมาว่า “มุสลิม” และ “ศาสนาอิสลาม”

สำหรับเหตุการณ์ลี้ภัยของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หรือการฮิจเราะฮฺของท่านนั้น แน่นอนสำหรับชาวมุสลิมแล้วนั่นเป็นเหตุการณ์สำคัญที่มุสลิมทุกคนต่างก็จดจำและเป็นสิ่งเตือนใจของพวกเขาเสมอ เพราะการฮิจเราะฮฺซึ่งกลายเป็นชื่อเรียกในการกำหนดปีปฏิทินของชาวมุสลิมนับตั้งแต่สมัย เคาะลีฟะฮฺ อุมัร อิบนุ อัล-คอฏฏอบ (ร.ฎ.) คือประจักษ์พยานสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ยืนยันว่า มุสลิมคือผู้รักสันติอย่างแท้จริง และความสันติและความสงบนี้ก็คือ สันติภาพในความเชื่อ ศรัทธา และการปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ที่ใดมีสันติภาพในเรื่องศาสนาให้แก่ชาวมุสลิม ที่นั่นก็ย่อมหมายถึงดินแดนแห่งสันติภาพ และที่ใดคุกคามต่อสันติภาพทางศาสนาของมุสลิม ที่นั่นก็ย่อมไม่ใช่สถานที่สำหรับการตั้งประชาคมของมุสลิม ถึงแม้ว่าที่นั่นจะเป็นมาตุภูมิแดนเกิดของมุสลิมเองก็ตาม อิสลามมีหลักคำสอนในเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมุสลิมอยู่อาศัยในดินแดนหนึ่งที่คุกคามต่อสันติภาพและเสรีภาพทางศาสนาอย่างรุนแรงจนกระทั่งไม่สามารถดำรงหลักคำสอนทางศาสนาและการประกอบศาสนกิจตลอดจนการเผยแผ่ศาสนาได้อย่างปกติสุข มุสลิมก็จำต้องละทิ้งและอพยพออกจากดินแดนนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องสูญเสียที่ดิน ทรัพย์สินที่มีกรรมสิทธิครอบครอง และการประกอบอาชีพที่ได้ผลกำไรมากมายเพียงใดก็ตาม เพราะสิ่งที่จะต้องสูญเสียนั้นมีความสำคัญน้อยกว่าการดำรงไว้ซึ่งศาสนาและเสรีภาพแห่งศรัทธา การยืนกรานที่จะอยู่ต่อไปในดินแดนแห่งการกดขี่ทางศาสนาและมีการคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของมุสลิม ทั้งๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือเรียกร้องสันติภาพและเสรีภาพทางศาสนาได้เลยนั้นถือเป็นโทษมหันต์ เพราะในท้ายที่สุดมุสลิมก็จะต้องถูกรังควานและถูกคุกคามจากผู้ละเมิดอยู่ร่ำไป หนักเข้ามุสลิมที่ไม่สามารถอดทนแบกรับสภาพการกดดันดังกล่าวก็อาจจะยอมละทิ้งศาสนาของตนเพื่อรักษาสถานภาพทางโลกเอาไว้ ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่สุดจะประมาณได้ การอพยพและละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนที่ไร้เสรีภาพและสันติภาพทางศาสนาจึงถูกบัญญัติให้มุสลิมได้ปฏิบัติโดยมีท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นแบบฉบับในเรื่องนี้ และบัญญัติว่าด้วยการอพยพลี้ภัยนี้ก็ยังคงถูกบังคับใช้ตราบจนทุกวันนี้

การอพยพหลบหนีภัยการกดขี่จากนครมักกะฮฺสู่นครยัษริบของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) เป็นเครื่องยืนยันว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งความสงบและอหิงสาโดยแท้ แต่ในการอพยพลี้ภัยไปพร้อมกับศาสนานี้ก็มิได้หมายความว่าเป็นการแสดงถึงความขลาดกลัวและสิ้นหวัง แต่เป็นความกล้าหาญและการแสวงหาสันติภาพในดินแดนแห่งใหม่ที่เปิดรับด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมและพร้อมสำหรับการเริ่มต้นที่ดีกว่าในการสืบสานศาสนาให้ดำรงอยู่และเติบใหญ่ต่อไป อาจกล่าวได้ว่าการอพยพลี้ภัยสู่นครยัษริบซึ่งต่อมาถูกเรียกขานว่า มะดีนะฮฺ อัน-นะบียฺ (مَدِيْنَةُ النَّبِيّ) “นครแห่งท่านนบี” คือการเปลี่ยนผ่านของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ของมุนษยชาติในเวลาต่อมา

การรวบรัดตัดตอนความในการเดินเรื่องของผู้เขียนหนังสือโดยไม่ได้ให้รายละเอียดหรือสาระสำคัญของเหตุการณ์ภายหลังการเดินทางฮิจเราะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่ท่านได้ดำเนินการเป็นอันดับแรกๆ เมื่อมาถึงนครมะดีนะฮฺ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างมัสยิด การจับคู่ระหว่างผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) กับผู้ให้การช่วยเหลือ (อัน-ศอร) การร่างข้อตกลงว่าด้วยธรรมนูญการปกครอง และช่วง 2 ปีแรกแห่งการสถาปนารัฐอิสลามในนครมะดีนะฮฺ ทั้งหมดถูกตัดออกไปจากการนำเสนอของผู้เขียน ผู้เขียนรวบรัดเนื้อหาและกระโจนเข้าสู่ประเด็นที่ว่า “พระโมฮัมเม็ดได้ศาสนิกของเขาเข้าเป็นกองทัพอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง” ทำให้สาระสำคัญที่เป็นข้อเท็จจริงหลายประการเลือนหายไปด้วยประโยคที่ก้าวกระโดดนั้น เพราะเนื้อเรื่องกลายเป็นว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) หลบหนีออกจากมักกะฮฺเพื่อมาหากองกำลังผู้คนในการซ่องสุมเป็นกองทัพ โดยมีเป้าหมายในการก่อสงครามเอาคืนกับพลเมืองมักกะฮฺ เรื่องราวของท่านจากการใช้ประโยคดังกล่าวจึงกลายเป็นเรื่องของนักรบ หรือวีรบุรุษผู้กอบกู้เอกราชอย่างสมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระนเรศวรไปเสียถนัด เข้าทำนองหลบหนีออกจากหงสาวดีเพื่อกอบกู้อิสรภาพให้แก่อโยธยา หรือตีฝ่าวงล้อมของพม่าข้าศึกด้วยกำลังพลน้อยนิดแล้วมุ่งหน้าสู่หัวเมืองตะวันออกเพื่อเข้าตีจันทบูรณ์แล้วรวบรวมไพร่พลกลับเข้ามาตีค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้น อะไรในทำนองนั้น จึงกล่าวได้ว่า ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่จะตัดใจความและสาระสำคัญของเนื้อหาทิ้งไปเท่านั้น แต่ยังผูกเรื่องให้กลายเป็นเรื่องอื่นซึ่งมิได้สะท้อนให้เห็นบริบทใดๆ เกี่ยวกับการประกาศศาสนาและการสถาปนารัฐอิสลามแห่งนครมะดีนะฮฺแต่อย่างใดเลย

วัลลอฮุอะลียุต/เตาฟีก

(โปรดติดตามบทวิพากษ์ในลำดับต่อไป อินชาอัลลอฮฺ)

Default image
อาลี เสือสมิง