8.สถานภาพของท่านอะลีในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺและท่านอุษมาน (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม)

สถานภาพของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.)

สิ่งที่หักล้างคำกล่าวอ้างของอัต-ตีญานียฺได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือ

สถานภาพและการมีส่วนร่วมของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในสมัยการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอุมัร (ร.ฎ.) ซึ่งกินระยะเวลาตั้งแต่ปี ฮ.ศ. ที่ 13-23 ในปี ฮ.ศ. ที่ 13 เคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) ได้แต่งตั้งให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้ตัดสินคดีความแห่งนครมะดีนะฮฺ (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ; อิบนุ กะษีรฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 107 สำนักพิมพ์ดารุลฆอด อัล-ญะดีด 2007) 

ในปี ฮ.ศ. ที่ 14 ท่านอุมัร (ร.ฎ.) นำทัพออกจากนครมะดีนะฮฺเพื่อเตรียมทำสงครามกับอีรัก โดยแต่งตั้งให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้รั้งเมืองมะดีนะฮฺ และในช่วงเตรียมทัพนั้นท่านอุมัร (ร.ฎ.) ได้ส่งคนไปตามท่านอะลี (ร.ฎ.) มาร่วมสมทบเพื่อทำการประชุมหารือพร้อมกับบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ล่วงหน้าไปก่อน (อ้างแล้ว หน้า 111)

 

เมื่ออบู อุบัยดะฮฺ (ร.ฎ.) แม่ทัพของฝ่ายมุสลิมเสร็จสิ้นจากการพิชิตดามัสกัส ก็มีสาส์นไปยังพลเมืองอิลิยาอฺ (เยรูซาเล็ม) ให้ยอมรับอิสลาม แต่ชาวเมืองปฏิเสธ อบูอุบัยดะฮฺ (ร.ฎ.) จึงนำทัพเข้าปิดล้อมอิลิยาอฺเอาไว้ ฝ่ายชาวเมืองตั้งเงื่อนไขว่าจะยอมประนีประนอมด้วยหากเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) มุ่งหน้ามาหาพวกเขาด้วยตัวเอง อบูอุบัยดะฮฺ (ร.ฎ.) จึงมีสาส์นไปถึงเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) เพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าว ท่านอุมัร (ร.ฎ.) จึงขอคำปรึกษาจากบรรดาเศาะหาบะฮฺด้วยกัน ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เสนอว่าท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ไม่ควรไปตามคำเรียกร้องของพลเมืองอิลิยาอฺ แต่ท่านอะลี (ร.ฎ.) เสนอว่าควรไป ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เห็นชอบตามข้อเสนอของท่านอะลี (ร.ฎ.) เมื่อท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ออกเดินทาง ท่านได้ตั้งให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้รั้งเมืองมะดีนะฮฺ (อ้างแล้ว หน้า 126) เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. ที่ 15

 
ปี ฮ.ศ. ที่ 16 ภายหลังสะอฺด์ อิบนุ อบีวักกอศ (ร.ฎ.) พิชิตนครอัล-มะดาอินของเปอร์เซียได้ ทรัพย์สงครามก็ถูกส่งกลับมายังนครมะดีนะฮฺ เมื่อท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ได้เห็นทรัพย์สงครามที่ยึดได้จากเปอร์เซียมีเป็นจำนวนมาก ท่านกล่าวว่า : แท้จริงกลุ่มชนได้ปฏิบัติสิ่งนี้ให้แก่บรรดาผู้ที่ซื่อสัตย์ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็กล่าวกับท่านอุมัร (ร.ฎ.) ว่า “แท้จริงท่านเป็นผู้ที่ไม่โลภโมโทสัน พลเมืองของท่านก็จึงไม่โลภโมโทสัน และหากว่าท่านฟุ้งเฟ้อเสียแล้ว พลเมืองของท่านก็ย่อมฟุ้งเฟ้อตามไปด้วย” ในครั้งนั้น ท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้รับส่วนแบ่งเป็นพรมเปอร์เซีย และท่านได้ขายมันเป็นเงินถึง 20,000 (อ้างแล้ว หน้า 136)
 
 
ในปี ฮ.ศ. ที่ 16 ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ได้กำหนดศักราชอิสลามโดยนับปีแห่งการอพยพของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นปีแรกภายหลังการปรึกษาหารือกับเหล่าเศาะหาะฮฺและท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้เสนอให้ใช้ปีแห่งการอพยพเป็นปีแรก ท่านอุมัร (ร.ฎ.) และเหล่าเศาะหาบะฮฺก็เห็นชอบตามข้อเสนอของท่านอะลี (ร.ฎ.) (อ้างแล้ว หน้า 141)
 
 
ปีฮ.ศ. ที่ 17 ท่านอุมัร (ร.ฎ.) สมรสกับท่านหญิงอุมมุกุลษูม บุตรีของท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ-ซะฮฺรออฺ (ร.ฎ.) โดยมีค่ามีมะฮัรเป็นจำนวน 40,000 (อ้างแล้ว 147)
 
 
ตัวอย่างข้างต้น ย่อมเกินพอที่จะยืนยันถึงสถานภาพและการมีส่วนร่วมของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในช่วงการดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอุมัร (ร.ฎ.) ซึ่งกินระยะเวลา 10 ปี 6 เดือน กับอีก 4 วัน (ดู อัล-บิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ อ้างแล้ว หน้า 193)
 
 
ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคดีความ (กอฎียฺ) ประจำนครมะดีนะฮฺ การเป็นผู้รั้งเมืองมะดีนะฮฺ (เคาะลีฟะฮฺ) การมีส่วนร่วมในการปรึกษาหารือกับเหล่าเศาะหาบะฮฺด้วยกัน ตลอดจนข้อเสนอของท่านอะลี (ร.ฎ.) ในหลายเรื่องที่ถูกยอมรับทั้งจากเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) และเหล่าเศาะหาบะฮฺด้วยกัน หากอัต-ตีญานียฺตรวจสอบตำราประวัติศาสตร์อย่างรอบคอบโดยละเอียดและไม่มีอคติเคลือบแฝง อัต-ตีญานียฺก็คงไม่มโนภาพอย่างที่ปรากฏในข้อเขียนของตน
 
 
หากท่านอะลี (ร.ฎ.) ถูกกักตัวอยู่ภายในบ้านของท่าน ถูกผลักไสจากการมีส่วนร่วมในการกิจของประชาคมมุสลิมอย่างทีอัต-ตีญานียฺมโนภาพตามมายาคติของตนแล้ว เหตุไฉน ในตำรา “นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ” จึงระบุคำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ให้คำปรึกษาแก่ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เอาไว้ด้วยเล่า อาทิ
 
 
– คำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) แก่ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ในการที่ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) จะออกสู่สมรภูมิเพื่อรบกับพวกโรมันด้วยตัวของท่านเอง (นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ ; อัช-ชะรีฟ อัร-เราะฎียฺ : อธิบายโดย อิมามมุฮัมมัด อับดุฮฺ สำนักพิมพ์มุอัสสะสะฮฺ อัล-มะอาริฟ (เบรุต) 1990 ; หน้า 337 – 338)
 
 
– คำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) แก่ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ที่ขอคำปรึกษาจากท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการรบพุ่งกับพวกเปอร์เซียด้วยตัวของท่าน (อ้างแล้ว หน้า 353 – 354)
 
 
-คำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ชื่นชมท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) (อ้างแล้ว หน้า 522)
 
 
-คำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) แก่ท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ในเรื่องของการประดับประดาอาคารอัล-กะอฺบะฮฺ (อ้างแล้ว หน้า 742 – 743)
 
-และคำกล่าวของท่านอะลี (ร.ฎ.) ถึงท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) (อ้างแล้ว หน้า 786) เป็นต้น
 
 
 

ท่านอะลี (ร.ฎ.) ในสมัยท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) 

เมื่อท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัรฺ (ร.ฎ.) ถูกอบูลุอฺลุอะฮฺลอบสังหาร ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้สั้งเสียให้อะฮฺลุชชูรอจำนวน 6 คน คัดเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺในระหว่างกันเอง 1 ใน 6 คนก็คือท่านอะลี อิบนุ อบีฏอลิบ (ร.ฎ.) (ดู อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ; อิบนุกะษีรฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 198)
 
 
และเมื่อท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เสียชีวิต ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ร่วมละหมาดญะนาซะฮฺ และร่วมนำศพของท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ลงสู่หลุมศพของท่านพร้อมกับท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ (ร.ฎ.) และ อะฮฺลุชชูรอ ยกเว้นท่านฏอลหะฮฺ (ร.ฎ.) ซึ่งไม่อยู่ในขณะนั้น (อ้างแล้ว หน้า 198-199) และเมื่อผู้คนได้ให้สัตยาบันแก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็ร่วมในการให้สัตยาบันนั้นด้วย (อ้างแล้ว หน้า 200)
 
 
ในปี ฮ.ศ. ที่ 34 ผู้คนได้กล่าวตำหนิการบริหารของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และพวกเขาได้พูดคุยกับท่านอะลี (ร.ฎ.) ให้เข้าพบท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้เข้าพบท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และชี้แนะแก่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ;  อิบนุกะษีรฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 217)
 
 
และในช่วงที่การกระด้างกระเดื่องต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เริ่มขึ้น ท่านหญิงนาอิละฮฺ บินตุ อัล-ฟะรอฟิเศาะฮฺ ภรรยาของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ในเวลานั้นได้เตือนท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ให้ปฏิบัติตามข้อเสนอในการปฏิรูปการบริหารที่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้เคยนำเสนอไว้ (สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอฺ ; อัซ-ซะฮะบียฺ เล่มที่ 2 หน้า 575 เชิงอรรถ)
 
 
ก่อนหน้านั้น ท่านอะลี (ร.ฎ.) คือผู้ที่เสนอให้ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) สังหารอุบัยดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ อิบนิ อัล-คอฏฏอบ ซึ่งได้สังหารอัล-ฮุรฺมุซาน, ญุฟัยนะฮฺ และลุอฺลุอฺ บินตุ อบีลุอฺละอะฮฺเพื่อเป็นการกิศ็อศให้แก่บุคคลทั้งสาม แต่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ให้อภัยแก่อุบัยดุลลอฮฺและตัดสินใจให้ชำระค่าสินไหส (ดิยะฮฺ) ทดแทน (ตารีค อัฏ-เฏาะบะรียฺ 4/239, สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอฺ 2/579)
 
 
ปี ฮ.ศ. ที่ 35 พลเมืองอียิปต์ได้ก่อการลุกฮือต่อท่านเคาะลีฟะฮฺอุษมาน (ร.ฎ.) เมื่อพวกเขามุ่งหน้ามาถึงตำบลอัล-ญุหฺฟะฮฺ ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ได้ขึ้นมิมบัรฺและกล่าวสุนทรพจน์เรียกร้องว่า จะมีผู้ใดที่ออกไปเจรจาและสอบถามบรรดาพลเมืองอียิปต์เหล่านั้น ท่านอะลี (ร.ฎ.) คือผู้ที่อาสาในการเจรจาดังกล่าว (ตารีค อัล-คุละฟาอฺ หน้า 184-185 ; สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอฺ 2 / 592, อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ ; อิบนุกะษีรฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 219)
 
 
หลังพลเมืองอียิปต์ยอมกลับไปยังดินแดนของพวกตน ท่านอะลี (ร.ฎ.) ได้เข้าพบท่านอุษมาน (ร.ฎ.) และพูดคุยชี้แนะต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) โดยเฉพาะกรณีของมัรฺวาน อิบนุ อัล-หะกัม (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 221)
 
 
ในช่วงที่กลุ่มผู้ก่อการกบถต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ซึ่งมีทั้งพลเมืองอียิปต์, อัล-กูฟะฮฺ และอัล-บัศเราะฮฺ หวนกลับมายังนครมะดีนะฮฺอีกครั้ง โดยในช่วงเวลาที่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ยังไม่ได้ถูกปิดล้อมภายในบ้านของท่าน ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ก็ยังคงออกไปยังมัสญิดนะวะบียฺเพื่อนำละหมาดวันศุกร์พร้อมกับการขึ้นแสดงธรรมอยู่หลายครั้ง ในครั้งสุดท้ายที่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ถูกรุมกระชากลงจากมิมบัรและท่านเป็นลมสิ้นสติ หลังเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านอะลี (ร.ฎ.) กับเหล่าเศาะหาบะฮฺคนสำคัญได้ไปเยี่ยมอาการของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ เล่มที่ 4 ภาคที่ 7 หน้า 223-224, ตารีค อัฏ-เฏาะบะรียฺ 4/350)
 
 
พลเมืองอียิปต์ประสงค์ให้ท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้นำ พวกเขาได้ไปหาท่านอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ในค่ายทหารที่อะหฺญารฺ อัซ-ซัยตฺ ซึ่งเป็นสถานที่ละหมาดขอฝน ก่อนหน้านั้นท่านอะลี (ร.ฎ.) ส่งท่านอัล-หะสัน (ร.ฎ.) ให้ไปร่วมสมทบกับท่านอุษมาน (ร.ฎ.) บรรดาพลเมืองอียิปต์ได้ให้สล่ามแก่ท่านอะลี (ร.ฎ.) และยื่นข้อเสนอให้แก่ท่าน แต่ท่านอะลี (ร.ฎ.) ตะโกนใส่หน้าพวกเขาและขับไล่พวกเขา (สิยัรฺ อะอฺลาม อัน-นุบะลาอฺ เล่มที่ 2 หน้า 598) และในวันที่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ถูกสังหาร ท่านอะลี (ร.ฎ.) ก็เป็นผู้หนึ่งที่รุดไปยังบ้านของท่าอุษมาน (ร.ฎ.) ซึ่งเราได้กล่าวถึงมาแล้ว
 
 
ณ จุดนี้ ก็ย่อมถือว่าเพียงพอในการหักล้างข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺ ที่ว่า “บรรดาเศาะหาบะฮฺ (ซึ่งอัต-ตีญานียฺเรียกว่า “เศาะหาบะฮฺที่ไม่ใช่พรรคพวกของท่านอะลี (ร.ฎ.)”) และเคาะลีฟะฮฺทั้งสามท่าน ตลอดจนบรรดามุฮาญิรีนและอันศ็อรฺได้กีดกันท่านอะลี (ร.ฎ.) ในการมีส่วนร่วมในกิจการของประชาคมมุสลิมหลังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กักบริเวณและกระทำการที่ดูแคลนต่างๆ นาๆ ต่อท่านอะลี (ร.ฎ.)” ข้อเขียนดังกล่าวเป็นเรื่องเท็จที่อัต-ตีญานียฺมโนภาพด้วยอคติและผูกเรื่องขึ้นมา มิหนำซ้ำอัต-ตีญานียฺก็เขียนขัดแย้งกันเองในเรื่องนี้ระหว่างข้อเขียนในหนังสือ 2 เล่มของตนดังที่เราได้กล่าวถึงมาแล้วก่อนหน้านี้ (ดู ษุมมะฮฺตะดับตุ้ หน้า 173 และฟัสอะลู อะฮฺลัซซิกร์ หน้า 252)
 
และอัต-ตีญานียฺเขียนถึงเรื่องดังเกล่าวตามมโนภาพของตนโดยไม่ได้อ้างข้อมูลจากตำราเล่มใดเลย!
 
 

จุดยืนของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ชวนสับสนในคำให้การของอัต-ตีญานียฺ

อัต-ตีญานียฺ เขียนว่า “….และสิ่งนี้ ย่อมไม่เป็นที่พอใจของพวกกุรอยชฺ พวกกุรอยชฺจึงก่อการลุกฮือภายหลังการวะฟาตของมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และพยายามกำจัดลูกหลานของมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ให้สิ้นซาก พวกเขาจึงล้อมบ้านของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (ร.ฎ.) ด้วยไม้ฟืน และหากว่าไม่มีการยอมจำนนของท่านอะลีตลอดจนการยอมสละสิทธิ์อันชอบธรรมของท่านในการเป็นเคาะลีฟะฮฺ และประนีประนอมกับพวกเขา บรรดาลูกหลานของมุฮัมมัดก็ย่อมถูกกำจัดลงอย่างสิ้นซาก และเรื่องราวของอิสลามก็คงสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันนั้นแล้ว” (ดู อัช-ชีอะฮฺ ฮุม อะฮฺลุสสุนนะฮฺ, หน้า 110-111 / ชีอะฮฺคือซุนนะฮฺที่แท้จริง (ฉบับแปล) หน้า 167)
  
ข้อเขียนที่เป็นเท็จนี้ ถูกหักล้างด้วยข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺเองในหนังสือของเขาอีกเล่มที่ว่า :
 
“….เปล่าเลย ท่านอะลีไม่เคยยินดีต่อเรื่องที่เกิดขึ้น และท่านก็ไม่เคยนิ่งเงียบ ทว่า ท่านได้อ้างหลักฐานหักล้างพวกเขาด้วยทุกสิ่ง และท่านก็ไม่เคยยอมรับที่จะให้สัตยาบันแก่พวกเขา ถึงแม้ว่าจะมีการคุกคามและขู่เข็ญก็ตาม…ดังนั้น อะลีไม่เคยนิ่งเงียบ และมั่นคงตลอดชั่วชีวิตของท่าน ทุกครั้งที่ท่านพบโอกาส นอกเสียจากมีเรื่องราวที่ถ่ายทอดถึงการถูกอธรรมของท่าน และการช่วงชิงสิทธิอันชอบธรรมของท่านไป และย่อมเพียงพอในการเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงสิ่งดังกล่าว คือสิ่งที่ท่านได้กล่าวถึงในสุนทรพจน์อันเป็นที่รู้กันของท่าน ที่เรียกว่า อัช-ชักชะกียะฮฺ…” (ดู ฟัสอุลู อะฮฺลัซซิกร์ หน้า 250-251 / จงถามผู้รู้ (ฉบับแปล) หน้า 352-353 ปุจฉา : 21)
 
 
ในข้อเขียนแรก อัต-ตีญานียฺเขียนในทำนองที่ว่า ท่านอะลี (ร.ฎ.) ยอมจำนนในทุกกรณี แม้กระทั่งการสละสิทธิอันชอบธรรมในการเป็นเคาะลีฟะฮฺของท่านหลังจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้วะฟาต ประนีประนอมยอมความเนื่องจากถูกคุกคาม ทั้งนี้เพื่อรักษาชีวิตของอะฮิลุลบัยตฺและศาสนาอิสลามเอาไว้มิให้ถูกพวกกุรอยชฺกำจัดจนสิ้นซาก แต่ในข้อเขียนที่สอง กลับเขียนในทำนองที่ว่า ท่านอะลี (ร.ฎ.) ไม่เคยยอมจำนน และไม่เคยประนีประนอมกับพวกกุรอยชฺเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองกรณีตามข้อเขียนของอัต-ตีญานียฺขัดแย้งกันเอง และสร้างความสับสนว่า ข้อเขียนใดสมควรได้รับความน่าเชื่อถือ
Default image
อาลี เสือสมิง