28. อัต-ตีญานียฺ (ชีอะฮ์) อ้างอายะฮฺที่ 16 สูเราะฮฺอัล-หะดีด เป็นหลักฐานว่าอัล-กุรอานประณามเหล่าเศาะหาบะฮฺ

อัต-ตีญานียฺนำอายะฮฺที่ 16 สูเราะฮฺอัล-หะดีด มาอ้างโดยเรียกชื่ออายะฮฺนี้ว่า “อายะฮฺอัล-คุชัวอฺ” และอ้างอิงตำราอัล-ดุรรุลมันษูร ของอิมามญะลาลุดดีน อัส-สุยูฏียฺมาสนับสนุนข้อเขียนของตน ซึ่งตำราอัดดุรรุลมันษูรระบุว่า : “เมื่อบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้มาถึงนครมะดีนะฮฺ พวกเขาได้พบกับความสุขสบายในการดำรงชีวิตอันเป็นสิ่งที่พวกเขาได้พบภายหลังความยากลำบากที่เกิดกับพวกเขา แล้วก็ดูเหมือนว่าพวกเขาเฉื่อยชาจากบางสิ่งที่พวกเขาเคยเป็น พวกเขาจึงถูกตำหนิดังอายะฮฺที่ว่า

 

أَلَمْ يَأْنِ لِلَّذِينَ آمَنُوا أَن تَخْشَعَ قُلُوبُهُمْ لِذِكْرِ اللَّـهِ وَمَا نَزَلَ مِنَ الْحَقِّ وَلَا يَكُونُوا كَالَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ مِن قَبْلُ فَطَالَ عَلَيْهِمُ الْأَمَدُ فَقَسَتْ قُلُوبُهُمْ ۖ وَكَثِيرٌ مِّنْهُمْ فَاسِقُونَ

ความว่า “ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และสิ่งที่ลงมาจากสัจธรรม และพวกเขาอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มาแต่ก่อนนี้ แล้วช่วงเวลาได้เนิ่นนานเกินไปต่อพวกเขา แล้วหัวใจของพวกเขาก็แข็งกระด้าง และส่วนมากจากพวกเขาก็คือเหล่าผู้ฝ่าฝืน”
(อัล-หะดีด : 16)

 

 

และในอีกรายงานหนึ่งจากท่านนนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ว่า แท้จริงอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงถือว่าหัวใจของบรรดามุฮาญิรีนล่าช้า (จากการนอบน้อมต่อพระองค์) ภายหลัง 17 ปีนับจากการลงอัล-กุรอาน พระองค์จึงประทานอายะฮฺนี้ลงมา (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 117)

 

 

แล้วอัต-ตีญานียฺก็เขียนอธิบายว่า “เมื่อปรากฏว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺเหล่านี้ซึ่งเป็นเหล่าผู้ประเสริฐของมนุษย์ตามที่ชาวอะฮฺลิสสุนนะฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺได้กล่าวถึง หัวใจของพวกเขายังไม่นอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺและสัจธรรมที่ประทานลงมาตลอดช่วงเวลา 17 ปี จนกระทั่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงถือว่าพวกเขาล่าช้า และตำหนิพวกเขาตลอดจนเตือนพวกเขาจากการทีหัวใจแข็งกระด้างซึ่งจะลากพวกเขาไปสู่การฝ่าฝืน จึงไม่มีข้อตำหนิอันใดต่อชนรุ่นหลังจากชนชั้นสูงของกุรอยซ์ซึ่งเพิ่งเข้ารับอิสลามในปี ฮ.ศ. ที่ 8 หลังการพิชิตนครมักกะฮฺ” (อ้างแล้ว หน้า 117)

 

 

วิภาษ

อายะฮฺนี้เป็นเพียงการตำหนิเหล่าเศาะหาบะฮฺและปลุกเร้าให้พวกเขามีการเพิ่มความนอบน้อมและยำเกรงต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) เป้าหมายของอายะฮฺจึงเป็นการอบรมและขัดเกลาเหล่าเศาะหาบะฮฺมิให้เอาพวกยะฮูดและนะศอรอมาเป็นเยี่ยงอย่าง เพราะชน 2 กลุ่มนี้พวกเขาผ่านเวลาอันเนิ่นนานจนเกิดความชินชาและมีหัวใจที่หยาบกระด้างทำให้ส่วนมากของพวกเขากลายเป็นผู้ฝ่าฝืน การมีหัวใจหยาบกระด้างและการฝ่าฝืนเป็นลักษณะของพวกยะฮูดและนะศอรอ มิใช่ลักษณะของเหล่าเศาะหาบะฮฺ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงห้ามมิให้เหล่าเศาะหาบะฮฺเป็นเหมือนชน 2 กลุ่มนั้น

 

 

การตำหนิจึงเป็นการสั่งสอนและชี้นำ มิใช่เป็นการประณามอย่างที่อัต-ตีญานียฺเขียน เพราะเหล่าเศาะหาบะฮฺเป็นมนุษย์ปุถุชนมิใช่มะลาอิกะฮฺ ความล่าช้าและการเผลอเรอเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเหล่าเศาะหาบะฮฺซึ่งมิใช่ผู้บริสุทธิ์และปราศจากมลทิน กระนั้นพระองค์ก็ทรงเรียกขานเหล่าเศาะหาบะฮฺว่า “บรรดาผู้ศรัทธา มิได้เรียกขานพวกท่านว่า “บรรดาผู้ฝ่าฝืน” หรือ “บรรดาผู้มีหัวใจหยาบกระด้าง” เพราะการฝ่าฝืน (ฟุสูก) และการมีหัวใจหยาบกระด้างเป็นลักษณะของบรรดาผู้ปฏิเสธและพวกที่กลับกลอก (ดู อายะฮฺที่ 43 สูเราะฮฺอัล-อันอาม , อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 74) และเป็นลักษณะของพวกยะฮูดและชนในยุคก่อน (ดู อัล-มาอิดะฮฺ : 13, อัล-หัจญ์)

 

 

มูลเหตุแห่งการประทานอายะฮฺนี้ตามที่อิมามอัส-สุยูฏียฺรายงานเอาไว้ในตำราอัด-ดุรรุลมันษูรคือรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) ว่า : ท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ออกไปยังเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งในมัสญิดโดยเศาะหาบะฮฺกลุ่มนั้นกำลังหัวเราะ ท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงลากผ้าห่มกายของท่านโดยมีใบหน้าแดงกล่ำแล้วกล่าวว่า : พวกท่านหัวเราะกันโดยยังไม่มีความปลอดภัยใดจากพระผู้อภิบาลของพวกท่านมายังพวกท่านว่าแน่แท้พระองค์ได้อภัยโทษแก่พวกท่านแล้ว และแน่แท้ได้มีอายะฮฺหนึ่งประทานลงมาให้แก่ฉัน (คืออายะฮฺนี้) พวกเขาจึงกล่าวว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ แล้วอะไรคือการไถ่ถอน (ลบล้าง) สิ่งดังกล่าว” ท่านกล่าวว่า “คือการที่พวกท่านร้องไห้เท่ากับจำนวนที่พวกท่านหัวเราะ” (อัด-ดุรรุลมันษูร ; อัส-สุยูฏียฺ เล่มที่ 8 ภาคที่ 27 หน้า 57)

 

 

จะเห็นได้ว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่ถูกระบุว่าเกิดขึ้นกับเศาะหาบะฮฺกลุ่มหนึ่งที่หัวเราะในมัสยิดนะบะวียฺ ไม่ใช่เศาะหาบะฮฺทั้งหมด และแน่นอนความผิดดังกล่าวได้ถูกลบล้างตามสิ่งที่นบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แนะนำนั่นคือการร้องไห้ตามจำนวนการหัวเราะ เรื่องมิได้ร้ายแรงอย่างที่อัต-ตีญานียฺเขียนจนดูเหมือนว่าเศาะหาบะฮฺทั้งหมดเป็นผู้ที่มีหัวใจหยาบกระด้างไปเสียทุกคน

 

 

ส่วนรายงานที่อัต-ตีญานียฺอ้างจากตำราอัด-ดุรรุลมันษูร ซึ่งเป็นรายงานแรกนั้น อิบนุ อัล-มุบารอก, อับดุรรอซซากและอิบนุ อัล-มุนซิรฺรายงานจากอัล-อะอฺมัช เป็นการรายงานเมาวฺกูฟที่อัล-อะอฺมัชซึ่งเป็นที่รู้กันว่าชอบรายงานแบบตัดลีสและรายงานเพียงลำพัง เมื่อรายงานนี้มิใช่รายงานที่อ้างถึงท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และผู้รายงานคือ อัล-อะอฺมัชถูกวิจารณ์ว่ารายงานเพียงลำพัง และชอบรายงายแบบตัดลีส การอ้างรายงานนี้จึงตกไป

 

 

สำหรับรายงานที่สอง อิบนุ มัรฺดะวัยฮฺรายงานจากท่านอะนัส (ร.ฎ.) และอัส-สุยูฏียฺระบุว่าเป็นหะดีษมัรฺฟูอฺถึงท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงถือว่าหัวใจของบรรดามุฮาญิรีนล่าช้า (จากความนอบน้อม) หลัง 17 ปีนับจากการลงอัล-กุรอาน พระองค์จึงทรงประทานอายะฮฺนี้ลงมา (อัด-ดุรรุลมันษูรฺ ; อัส-สุยูฏียฺ เล่มที่ 8 ภาคที่ 27 หน้า 57) รายงานจากท่านอะนัส (ร.ฎ.) นี้ค้านกับรายงานที่อิมามมุสลิมบันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่านว่า แท้จริง อิบนุ มัสอูด (ร.ฎ.) กล่าวว่า : ไม่ปรากฏว่าระหว่างการเป็นอิสลามของเราและระหว่างการที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงตำหนิเราด้วยอายะฮฺนี้นอกเสียจาก 4 ปี (เศาะฮีหฺมุสลิม 4/2319 หะดีษเลขที่  3027)

 

 

รายงานของท่านอิบนุ มัสอูด (ร.ฎ.) มีสายรายงานที่ถูกต้องกว่าและท่านอิบนุ มัสอูด (ร.ฎ.) เข้ารับอิสลามมาแต่เก่าก่อน อีกทั้งท่านยังรู้ถึงการประทานอัล-กุรอานเป็นอย่างดี รายงานของอิบนุมัรดะวัยฮฺจึงเป็นริวายะฮฺ ชาซซะฮฺ และมุงกะเราะฮฺเพราะค้านกับริวายะฮฺของท่านอิบนุมัสอูด (ร.ฎ.) ที่สายรายงานน่าเชื่อถือกว่า และอิบนุ มัรดะวัยฮฺรายงานเพียงลำพังไม่มีรายงานอื่นมาสนับสนุน จึงถือว่ารายงานที่สองซึ่งอัต-ตีญานียฺนำมาอ้างตกไปอีกเช่นกัน

 

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า อัส-สุยูฏียฺอธิบายอายะฮฺนี้ด้วยการรายงานจำนวน 20 ริวายะฮฺรวมถึงริวายะฮฺของท่านอิบนุมัสอูด (ร.ฎ.) ด้วย แต่อัต-ตีญานียฺเลือกเอาเฉพาะ 2 รายงานที่ตนเห็นว่าเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงทฤษฎีกล่าวหาเศาะหาบะฮฺมาเขียนเท่านั้น! และการอ้างตำราของอิมามอัส-สุยูฏียฺโดยไม่รู้ถึงเป้าหมายการรวบรวมรายงานของอิมามอัส-สุยูฏียฺในตำราเล่มนี้ ว่ามุ่งหมายรวบรวมรายงานที่เกี่ยวข้องกับอายะฮฺแต่ละอายะฮฺ และอ้างผู้รายงานเอาไว้โดยไม่มีการระบุสถานภาพของสายรายงานย่อมทำให้เกิดความผิดพลาดได้ และนี่คือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของอัต-ตีญานียฺ!

 

 

การที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงเรียกขานเศาะหาบะฮฺที่อายะฮฺนี้ประทานลงมาว่า “บรรดาผู้ศรัทธา” บ่งชี้ว่าพื้นฐานของความคุชัวะอฺ (การมีหัวใจนอบน้อม) นั้นมีอยู่เพราะการคุชัวะอฺเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา แต่พระองค์ทรงประสงค์ให้เหล่าเศาะหาบะฮฺกลุ่มนั้นมีการพัฒนาจิตใจขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่า เพราะการคุชัวะอฺมี 2 ระดับคือ จำเป็น (วาญิบ) และส่งเสริม (มุสตะหับ) การโต้ตอบในอายะฮฺนี้จึงมุ่งหมายถึงเศาะหาบะฮฺที่ยังไม่บรรลุถึงระดับที่มีความคุชัวะอฺที่สูงกว่า คือระดับที่มีความคุชัวะอฺที่ส่งเสริม ส่วนบรรดาเศาะหาบะฮฺที่บรรลุถึงระดับสูงสุดนั้นแล้วย่อมไม่เข้าอยู่ภายใต้นัยของอายะฮฺนี้ เพราะอายะฮฺนี้เป็นเรื่องของเศาะหาบะฮฺเพียงบางส่วนเท่านั้นมิใช่ทั้งหมดอย่างที่อัต-ตีญานียฺพยายามเขียนเหมารวมให้เป็นอย่างนั้น

 

 

ส่วนการลากเศาะหาบะฮฺรุ่นหลังจากชาวกุรอยชฺที่เข้ารับอิสลามในปีที่ 8 แห่งฮิจเราะฮฺศักราชหลังการพิชิตนครมักกะฮฺเข้ามาในประเด็นนี้นั้นเป็นการเขียนเพื่อกรุยทางไปสู่ทฤษฎีการกล่าวหาชาวกุรอยชฺที่เข้ารับอิสลามว่าเข้ารับอิสลามเพื่อวางแผนทำลายล้างอิสลามและมุ่งเป้าไปยังท่านมุอาวียะฮฺ (ร.ฎ.) และบะนูอุมัยยะฮฺซึ่งเราจะได้วิภาษทฤษฎีนี้ต่อไป อินชาอัลลอฮฺ

 

 

สรุปได้ว่า บรรดาอายะฮฺอัล-กุรอานที่อัต-ตีญานียฺนำมาอ้างเป็นหลักฐานประณามและปรักปรำเศาะหาบะฮฺในบท “ทัศนะของอัล-กุรอานทีมีต่อเศาะหาบะฮฺ” หน้า 111 – 117 จากหนังสือษุมมะฮฺตะดัยตุ้นั้นไม่พ้นจาก 3 ประเภทดังนี้

 

(1) เป็นอายะฮฺที่ประทานลงมาในเรื่องของพวกปฏิเสธ (กุฟฟ๊าร) และบรรดาพวกกลับกลอก (มุนาฟิกีน) ตลอดจนเนื้อหาบางอายะฮฺเป็นการกล่าวถึงพฤติกรรมและลักษณะของพวกยะฮูด – นะศอรอ แต่อัต-ตีญานียฺอ้างมาเพื่อยัดเยียดข้อหาให้แก่เหล่าเศาะหาบะฮฺหรือผู้ศรัทธาในฝ่ายอะฮฺลิสสุนนุฮฺ วัล-ญะมาอะฮฺ ทั้งๆ ที่เหล่าเศาะหาบะฮฺบริสุทธิ์จากสิ่งที่อัต-ตีญานียฺเขียน

 

 

(2) เป็นอายะฮฺที่มีนัยกว้างๆ ถูกประทานลงมาเพื่อปลุกเร้าผู้ศรัทธาให้ประพฤติความดีและเคร่งครัดต่อความดีนั้น หรือเตือนให้ผู้ศรัทธาออกห่างจากความชั่ว และห้ามมิให้ผู้ศรัทธามีพฤติกรรมเช่นนั้น โดยการโต้ตอบของอายะฮฺประเภทนี้หมายรวมทั้งเศาะหาบะฮฺและประชาคมรุ่นหลัง อายะฮฺประเภทนี้จะเริ่มต้นด้วยประโยคที่ว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา” โดยส่วนใหญ่ แต่อัต-ตีญานียฺกลับเขียนตีความในเชิงลบและสาธยายด้วยอคติจนกลายเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ กล่าวคือตัวบทของอัล-กุรอานตอบโต้กับผู้ศรัทธา แต่อัต-ตีญานียฺเขียนให้กลายเป็นการตอบโต้กับผู้ปฏิเสธหรือผู้ที่ตกศาสนาไปเสียอย่างนั้น

 

 

(3) เป็นอายะฮฺที่มีนัยในเชิงตำหนิพฤติกรรมของเศาะหาบะฮฺเพียงบางส่วนหรือบางกลุ่มหรือบางคนเท่านั้น แต่อัต-ตีญานียฺเขียนในลักษณะที่เหมารวมเศาะหาบะฮฺทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ทั้งๆ ที่เศาะหาบะฮฺส่วนใหญ่ไม่ได้มีลักษณะเช่นนั้น และในหลายกรณีที่อายะฮฺซึ่งมีการตำหนิเศาะหาบะฮฺบางส่วนในตอนแรก ก็มีอายะฮฺถัดมาระบุว่าพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงรับการเตาบะฮฺและทรงอภัยให้กับความผิดพลาดที่ถูกตำหนินั้นแล้ว แต่อัต-ตีญานียฺก็ตัดตอนไม่เขียนถึงการอภัยโทษดังกล่าว ทั้งๆ ที่ข้อผิดพลาดนั้นจบลงแล้วด้วยการประกาศนิรโทษกรรมของอัล-กุรอาน อัต-ตีญานียฺยังคงติดใจและยืนกรานในการประณามเศาะหาบะฮฺที่ได้รับการอภัยโทษนั้นอย่างไม่ลดราวาศอกด้วยคำอธิบายของตน

 

 

การอธิบายอายะฮฺอัล-กุรอานตามวิธีการของอัต-ตีญานียฺย่อมก่อให้เกิดความสับสนและเปิดทางให้บุคคลที่มีอคติต่ออิสลามใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีและใส่ไคล้ศาสนาอิสลามและท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอายะฮฺอัล-กุรอานในทำนองนี้มีอยู่ในอัล-กุรอานหลายที่ด้วยกัน เช่น

يَا أَيُّهَا النَّبِيُّ اتَّقِ اللَّهَ وَلَا تُطِعِ الْكَافِرِينَ وَالْمُنَافِقِينَ

ความว่า : โอ้ผู้เป็นนบี ท่านจงสังวรตนต่ออัลลอฮฺ และท่านอย่าได้ฟังบรรดาผู้ปฏิเสธและบรรดาผู้กลับกลอก
(อัล-อะหฺซาบ :1)

 

 

ถ้าอธิบายตามแนวทางของอัต-ตีญานียฺก็หมายความว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ไม่มีความสังวรตนต่ออัลลอฮฺ และท่านเชื่อฟังบรรดาผู้ปฏิเสธและบรรดาผู้กลับกลอก อัลลอฮฺ (ซ.บ.) จึงตำหนิและประณามท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในอายะฮฺนี้!!! ผู้มีปัญญาหรือผู้วิกลจริตกันแน่ที่อธิบายอายะฮฺอัล-กุรอานในทำนองนี้ แน่นอน หากถือตามวิธีการและแนวทางการอธิบายของอัต-ตีญานียฺก็ต้องเป็นไปในทำนองนี้! และนี่คือทางนำของอัต-ตีญานียฺ ซึ่งผู้มีปัญญาจะถือตามแนวทางของบุคคลผู้นี้ก็เชิญเถิด! เราไม่ขอเกี่ยวข้องด้วย และเราขอกล่าวกับพวกที่ถือตามการอธิบายของอัต-ตีญานีย์ว่า

سَلَامٌ عَلَيْكُمْ لَا نَبْتَغِي الْجَاهِلِينَ

(อัล-เกาะศอศ : 5)

 

วัลลอฮุลฮาดียฺ อิลา สะวาอิสสะบีล

 

Default image
อาลี เสือสมิง