หะดีษคนใกล้ชิด 2 กลุ่ม (อัล-บิฏอนะตัยน์)

debateattiyaniassamawi31

ในษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 123 (ฉบับภาษาอาหรับ) อัต-ตีญานียฺเขียนถึงหะดีษที่ว่า : “พระองค์อัลลอฮฺมิได้ทรงส่งนบีท่านใด และมิได้ทรงให้ผู้สืบทอดได้สืบทอดในภายหลังนอกเสียจากมีผู้ใกล้ชิด 2 กลุ่มสำหรับผู้นั้น ผู้ใกล้ชิดกลุ่มหนึ่งจะใช้ให้ผู้นั้นประกอบการดีและยุยงส่งเสริมผู้นั้นให้ประกอบการดี และผู้ใกล้ชิดกลุ่มหนึ่งที่ใช้ให้ผู้นั้นประกอบสิ่งเลว และยุยงส่งเสริมผู้นั้นให้ประกอบสิ่งเลว ดังนั้นผู้ที่ได้รับการคุ้มครองคือผู้ที่พระองค์อัลลอฮฺทรงคุ้มครองผู้นั้น” (ในเชิงอรรถ อัต-ตีญานียฺระบุว่าอิมามอัล-บุคอรียฺบันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน 4/173 และอิมามอะหฺมัดในมุสนัดของท่าน 3/39 )

 

อัต-ตีญานียฺเขียนว่า  “หะดีษนีมีนัยบ่งชี้ชัดเจนว่าบรรดาเศาะหาบะฮฺมี 2 พวก พวกหนึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดที่ใช้ให้ท่านศาสนทูตประกอบการดี และยุยงส่งเสริมให้ท่านประกอบการดีนั้น และอีกพวกหนึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดที่ใช้ให้ท่านศาสนทูตประกอบสิ่งเลว และยุยงส่งเสริมให้ท่านประกอบสิ่งเลวนั้น และเมื่อเราประสงค์เปิดกว้างในเรื่องนี้ เราก็เพิ่มความมั่นใจได้ว่า เศาะหาบะฮฺบางส่วนเคยชี้แนะท่านศาสนทูตด้วยสิ่งที่มิใช่การดี” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 123)

 

วิภาษ

คำว่า  “บิฏอนะฮฺ” (بِطَانَة)  ตามรากศัพท์หมายถึงสาบเสื้อชั้นใน ต่อมาคำนี้ได้ถูกหยิบยืมมาใช้ในความหมายของผู้ใกล้ชิดที่มีความพิเศษในการรับรู้เรื่องภายใน รู้ตื้นลึกหนาบางและความเป็นไปซึ่งคนนอกไม่รู้ โดยปริยายหมายถึงคนใกล้ตัวที่เป็นบริวารแวดล้อมและเป็นคนสนิท ซึ่งแน่นอนเศาะหาบะฮฺทั้งหมดไม่ได้มีสถานะเช่นนี้ จะมีก็เฉพาะเศาะหาบะฮฺชั้นอาวุโสที่ใกล้ชิดท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เช่น ท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เป็นต้น และเศาะหาบะฮฺที่เป็นผู้ใกล้ชิดและเป็นคนสนิทของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็คือบุคคลที่อัต-ตีญานียฺมุ่งหมายในการเขียนถึง โดยเฉพาะท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.)

 

ข้อเขียนตรงนี้อัต-ตีญานียฺอาศัยหะดีษข้างต้นในการแบ่งประเภทของเศาะหาบะฮฺโดยรวมออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นผู้สนิทที่ดี และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้สนิทที่เลว กลุ่มที่ดีจะใช้ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทำดีและส่งเสริมให้ท่านทำดี กลุ่มที่เลวจะใช้ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทำเลว และส่งเสริมให้ท่านทำเลว แล้วอัต-ตีญานียฺก็พุ่งเป้าไปยังเศาะหาบะฮฺกลุ่มที่สองโดยอ้างถึงกรณีที่ถูกบันทึกในตำรา ตารีคบัฆดาด 1/133 ว่า

 

มีกลุ่มหนึ่งจากพวกกุรอยชฺมาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วคนกลุ่มนั้นก็กล่าวว่า : โอ้ มุฮัมมัด แท้จริงพวกเราเป็นเพื่อนบ้านของท่านและเป็นพันธมิตรของท่าน และแท้จริงคนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้รับใช้ของเราได้มาหาท่าน แน่แท้พวกเขาไม่มีความประสงค์ในศาสนาอิสลามและไม่มีความประสงค์ในเรื่องของความเข้าใจ อันที่จริงพวกเขาได้หลบหนีมาจากที่ดินของพวกเรา ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงกล่าวกับอบูบักรฺว่า อะไรที่ท่านจะกล่าว

 

อบูบักรฺกล่าวว่า พวกเขาพูดถูก แท้จริงพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านของท่านและเป็นพันธมิตรของท่าน ใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไปเนื่องจากสิ่งที่อบูบักรฺชี้แนะ ต่อมาท่านก็กล่าวกับอุมัรฺว่า อะไรที่ท่านจะกล่าว อุมัรกล่าวว่า : พวกเขาพูดถูก แท้จริงพวกเขาคือเพื่อนบ้านของท่านและเป็นพันธมิตรของท่าน สีหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไปเนื่องจากสิ่งที่อุมัรชี้แนะอันเป็นสิ่งเดียวกับอีกคนหนึ่ง (คืออบูบักรฺ) ชี้แนะ (ตารีค บัฆดาด 1/133) –ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 123-

 

อัต-ตีญานียฺเขียนสรุปตรงนี้ว่า : และเรื่องนี้คือสิ่งที่ยืนยันความสัจจริงของหะดีษอัล-บิฏอนะตัยนฺ และสิ่งที่อบูบักรฺและอุมัรได้ชี้แนะมิใช่ส่วนหนึ่งจากความดีและไม่ใช่การดี หาไม่แล้วใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็คงไม่เปลี่ยนสี (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 124)

 

อัต-ตีญานียฺอาศัยการเปลี่ยนสีหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตามที่มีบันทึกในตารีคบัฆดาดเป็นข้อชี้ขาดว่าคำชี้แนะของท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัร (ร.ฎ.) ทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ไม่พอใจจนถึงกับแสดงออกทางสีหน้าของท่านและตัดสินว่าคำชี้แนะของเศาะหาบะฮฺทั้งสองท่านเป็นความชั่ว ไม่ใช่การดี และเป็นพฤติกรรมของกลุ่มชนผู้ใกล้ชิดกลุ่มที่สองที่ใช้ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กระทำสิ่งที่เลวและยุยงส่งเสริมให้ท่านกระทำสิ่งที่เลวนั้น

 

เรื่องราวเดียวกันนี้ ชะเราะฟุดดีน อัล-มูสาวียฺได้ระบุไว้ในอัล-มุรอญิอาต หน้า 567 อัล-มุรอญิอะฮฺที่ 94 (ฉบับแปลภาษาไทย) ซึ่งสำนวนที่ถูกแปลอ้างจากมุสนัดของอิมามอะหฺมัด หน้า 155 ภาค 1 ว่า : จากรายงานฮาดีษที่เล่าโดยท่านอาลีซึ่งได้เล่าว่า : มีคนชาว กุรอยช์มาหาท่านนบีแล้วกล่าวว่า “โอ้ มุฮัมมัด ฉันเป็นญาติพี่น้องและเป็นผู้อุปการะของท่าน และแท้จริงประชาชนที่เป็นทาสของเรา ซึ่งเขาได้เข้ามายอมรับกับท่านนั้น พวกเขาไม่มีความปรารถนาที่จะรับหลักการใดๆ ของศาสนาดอก พวกเขาเพียงแต่หนีมาจากงานและผลประโยชน์ต่างๆ ของเรา ขอให้ท่านได้ขับไล่พวกเขากลับไปยังเราเถิด”

 

ท่านศาสนทูตได้กล่าวแก่อบูบักรฺว่า “ท่านมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง? ท่านอบูบักรฺได้ตอบว่า “พวกเขามีความสัจจริง เพราะพวกเขาเป็นญาติพี่น้องของท่าน” ทันใดนั้นปรากฏว่า ใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เปลี่ยนไปด้วยความโกรธ และแล้วท่านศาสนทูตจึงได้กล่าวแก่ท่านอุมัรฺว่า “ท่านมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?” ท่านอุมัรได้ตอบว่า “พวกเขามีความสัจจริงที่ว่าพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง และเป็นผู้อุปการะแก่ท่าน” และแล้วใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไปด้วยความโกรธ แล้วกล่าวว่า “โอ้ มวลชนชาวกุรอยช์ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ แน่นอน อัลลออฺได้ทรงประทานชายคนหนึ่งมาให้แก่พวกท่านทั้งหลาย ผู้ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงทดสอบหัวใจของเขาด้วยความศรัทธา ซึ่งพระองค์ได้ทรงกำหนดให้พวกท่านได้ถูกเขาชี้นำทางศาสนาให้”

 

ท่านอบูบักรฺจึงได้กล่าวขึ้นว่า “โอ้ ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันคือชายคนนั้นใช่หรือไม่?” ท่านศาสนทูตตอบว่า “ไม่ใช่” ท่านอุมัรได้กล่าวอีกว่า “โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ฉันเป็นชายคนนั้นใช่หรือไม่?” ท่านศาสนทูตได้ตอบว่า “ไม่ใช่ หากแต่เขาคือผู้ซึ่งกำลังปะรองเท้าอยู่” ซึ่งท่านได้มอบรองเท้าให้ท่านอะลีช่วยปะรองเท้าให้แก่ท่าน” (อัล-มุรอญิอาต ; ชะเราะฟุดดีน อัล-มูสาวียฺ (ฉบับแปลภาษไทย โดยอัยยูบ ยอมใหญ่) หน้า 567)

 

เมื่อเราค้นดูหะดีษบทนี้ในมุสนัดของอิมามอะหฺมัด พิมพ์โดย ดารฺ อิหฺยาอฺ อัต-ตุรอษ อัล-อะเราะบียฺ (เบรุต) พิมพ์ครั้งที่ 3 (1994) เล่มที่ 1 หน้า 251 หะดีษเลขที่ 1338 เราพบว่าหะดีษบทนี้ ท่านอับดุลลอฮฺรายงานจากบิดาของท่าน (อิมามอะหฺมัด) จากอัสวัด อิบนุ อามิรฺ จากชุรอยก์ จากมันศูร จากรอบอียฺ จากท่านอะลี (ร.ฎ.) ว่า : “ผู้คนจากกุรอยชฺได้มายังท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แล้วกล่าวว่า : “โอ้ มุฮัมมัด แท้จริงพวกเราคือเพื่อนบ้านและพันธมิตรของท่าน และแท้จริงคนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาทาสของพวกเรา แน่แท้ พวกเขาได้มาหาท่าน โดยที่พวกเขาไม่มีความประสงค์ในศาสนาและไม่มีความประสงค์ในความเข้าใจ (เรื่องราวของศาสนา) อันที่จริงพวกเขาได้หลบหนีจากที่ดินทำประโยชน์และทรัพย์สินของพวกเรา ดังนั้น ท่านจงคืนพวกเขากลับมายังพวกเราเถิด”

 

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงกล่าวแก่อบูบักรฺ (ร.ฎ.) ว่า : ท่านจะกล่าวอะไร? อบูบักรฺ (ร.ฎ.) กล่าวว่า “พวกเขาพูดจริงแล้ว แท้จริงพวกเขาคือเพื่อนบ้านของท่าน” ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า : แล้วใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไป ต่อมาท่านก็กล่าวแก่อุมัร (ร.ฎ.) ว่า “ท่านจะกล่าวอะไร?” อุมัร (ร.ฎ.) กล่าวว่า “พวกเขาพูดจริงแล้ว แท้จริง พวกเขานั้นแน่นอนคือเพื่อนบ้านและพันธมิตรของท่าน” แล้วใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไป”

 

โปรดสังเกตว่าสำนวนของอัล-หะดีษในมุสนัดใกล้เคียงกับสำนวนของตารีคบัฆดาด และเนื้อหาของหะดีษก็จบลงเพียงแค่นั้น ส่วนสำนวนที่ชะเราะฟุดดีนระบุในอัล-มุรอญิอาตมีการเพิ่มเติมจนกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไป ทั้งๆ ที่สำนวนในมุสนัดซึ่งชะเราะฟุดดีนก็อ้างอิงไม่ได้มีส่วนที่ถูกเพิ่มเติมตอนท้ายที่กล่าวถึงสุนทรพจน์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กับชาว กุรอยชฺและระบุถึงท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่กำลังปะรองเท้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) แต่อย่างใด

 

ในสำนวนของหะดีษที่ถูกบันทึกในมุสนัดและตารีคบัฆดาดระบุว่า “แล้วใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เปลี่ยนไป” โดยไม่มีการระบุว่า “ด้วยความโกรธ” เหมือนอย่างที่ระบุใน อัล-มุรอญิอาตและสำนวนของหะดีษในมุสนัดก็ต่างจากสิ่งที่ถูกระบุอย่างชัดเจนในอีกหะดีษหนึ่งซึ่งท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู้รายงานว่า : แท้จริง ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้ถูกมอบชุดที่ผสมผ้าไหมให้แก่ท่าน แล้วท่านก็ส่งมันมาให้ฉัน ฉันดีใจที่ได้ชุดนั้น แล้วฉันก็รู้ว่าในใบหน้าของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีความโกรธ ฉันจึงแบ่งมันในระหว่างบรรดาสตรีของฉัน (อัล-มุสนัด 1/146 หะดีษเลขที่ 700)

 

และในอีกริวาะยฮฺหนึ่ง ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวว่า : ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้ให้ฉันสวมใส่ชุดใหม่ที่ผสมไหม แล้วฉันก็ออกมาในชุดนั้น ฉันก็เห็นความโกรธอยู่ในใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ฉันจึงแบ่งมันเป็นซีกระหว่างบรรดาสตรีของฉัน” (มุสนัด หน้า 156 หะดีษเลขที่ 757)

 

ดังนั้นหะดีษที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ถามความเห็นจากท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัร (ร.ฎ.) ตามที่มีบันทึกในตำรามุสนัดและตารีค บัฆดาดไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่าท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โกรธเศาะหาบะฮฺทั้งสองอย่างที่อัต-ตีญานียฺกล่าวอ้าง ส่วนการที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีสีหน้าเปลี่ยนไปนั่นก็มิใช่เป็นเพราะโกรธบุคคลทั้งสอง เพราะความเห็นบุคคลทั้งสองมิใช่เป็นการใช้ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กระทำสิ่งที่เลวร้ายหรือยุยงส่งเสริมให้ท่านกระทำสิ่งที่ผิดต่อหลักคำสอนของศาสนา

 

บุคคลทั้งสองเพียงแต่ยืนยันว่าพวกกุรอยชฺที่มาหาท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) พูดถูกต้องแล้วว่าพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านและเป็นพรรคพวกที่อยู่ฝ่ายนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) การเปลี่ยนสีหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เนื่องจากคำกล่าวของบุคคลทั้งสองจึงน่าจะมาจากกรณีการเรียกร้องของชาวกุรอยชฺให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ส่งตัวทาสที่หลบหนีมาคืนแก่พวกเขา ซึ่งกรณีนี้ท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัร (ร.ฎ.) มิได้กล่าวถึงและมิได้ออกความเห็นด้วยการใช้ให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ส่งบรรดาทาสเหล่านั้นคืนแก่พวกกุรอยชฺที่เป็นนายทาส เศาะหาบะฮฺทั้งสองไม่ได้กล่าวแสดงความเห็นในเรื่องนี้แต่อย่างใด

 

และเป็นไปได้ว่าพวกทาสที่หลบหนีมาตามคำอ้างของชาวกุรอยชฺไม่ได้บอกให้ท่านทราบว่าพวกเขาเป็นทาสหนีนาย มารู้ความจริงก็เมื่อชาวกุรอยชฺมาให้การเช่นนั้น หากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จะแสดงออกทางสีหน้าด้วยความโกรธก็คงเป็นกรณีนี้เพราะท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า “ทาสคนใดที่หนีนายแน่แท้การคุ้มครองตามพันธสัญญาก็บริสุทธ์จากทาสผู้นั้นแล้ว” (มุสลิม : 69) การที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีสีหน้าเปลี่ยนไปก็เป็นเพราะท่านไม่อาจคุ้มครองพวกทาสที่หนีมาหาท่านได้ และต้องส่งพวกเขาคืนแก่นายทาส

 

คำแนะนำของเศาะหาบะฮฺทั้งสองท่านจึงไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอย่างทีอัต-ตีญานียฺนำมาอ้าง และหากการเปลี่ยนสีหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นสิ่งที่แสดงว่าท่านไม่พอใจคำชี้แนะของเศาะหาบะฮฺทั้งสองแล้วก็สรุปว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้ใกล้ชิดที่เลว อัต-ตีญานียฺจะว่าอย่างไร? กรณีของท่านอะลี (ร.ฎ.) ที่ระบุว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีความโกรธในใบหน้าของท่าน แสดงว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นคนชั่วกระนั้นหรือ? แน่นอนไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างได้ว่าท่านอะลี (ร.ฎ.) จะเป็นเช่นนั้น! หากกรณีของท่านอะลี (ร.ฎ.) ไม่มีอะไรอย่างที่ว่ามา กรณีของท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัร (ร.ฎ.) ก็เช่นกัน

 

เมื่อหะดีษที่อัต-ตีญานียฺอ้างจากตารีคบัฆดาดและหะดีษที่ถูกบันทึกในมุสนัดของอิมามอะหฺมัด (ร.ฮ.) ซึ่งท่านอะลี (ร.ฎ.) เป็นผู่รายงานไม่ได้ระบุว่าใบหน้าของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เปลี่ยนไปด้วยความโกรธหรือไม่พอใจต่อคำพูดของท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) โดยท่านอะลี (ร.ฎ.) เล่าไว้เพียงแค่นั้น เหตุใดอัต-ตีญานียฺจึงนำหะดีษนี้มาอ้างประกอบการเขียนของตนและสรุปว่า เศาะหาบะฮฺทั้งสองเป็นคนไม่ดี เป็นคนสนิทฝ่ายเลว

 

หากว่าคำเสนอแนะของเศาะหาบะฮฺทั้งสองเป็นสิ่งที่ผิดพลาด และเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแล้ว จะเป็นไปได้หรือที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ไม่ตักเตือนบุคคลทั้งสองหรือปล่อยให้บุคคลทั้งสองพูดจาในสิ่งที่เลวทรามต่อหน้าท่านโดยที่ท่านไม่พูดตำหนิหรือห้ามปราม ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ทำได้เพียงการแสดงออกทางสีหน้าแค่นั้นหรือ! ที่สำคัญหะดีษดังกล่าวไม่ได้ระบุว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ตัดสินเรื่องนี้อย่างไร?

 

และเมื่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จะตัดสินอย่างหนึ่งอย่างใดแล้วเรื่องก็ต้องเป็นไปตามคำตัดสินของท่าน เพราะคำชี้แนะของเศาะหาบะฮฺทั้งสองมิใช่คำตัดสินว่าพวกทาสจะต้องถูกส่งตัวกลับไปยังนายของพวกเขาหรือไม่ หากแต่เป็นการยืนยันเฉพาะในส่วนที่ชาวกุรอยชฺกล่าวว่าพวกเขาเป็นเพื่อนบ้านและเป็นพรรคพวก (หุลาฟะอฺ) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เท่านั้น

 

และการพูดยืนยันตามคำให้การในเรื่องความเป็นเพื่อนบ้านและพรรคพวกของพวกชาวกุรอยชฺก็มิใช่เป็นการใช้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) หรือเป็นการออกคำสั่งให้ท่านกระทำตามนอกเหนือจากกรณีที่ว่าการกล่าวถึงความเป็นเพื่อนบ้าน หรือความเป็นญาติของชาวกุรอยชฺกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็เป็นเรื่องจริงซึ่งไม่ใช่เป็นการพูดเท็จหรือพูดสิ่งที่เป็นความเลวอีกด้วย หรืออัต-ตีญานียฺจะค้านว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มิใช่เพื่อนบ้านและมิใช่ญาติของพวกกุรอยชฺที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)

 

และถ้าคำชี้แนะของท่านอูบักรฺ (ร.ฎ.) และอุมัร (ร.ฎ.) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและเป็นความเลวทรามอย่างที่อัต-ตีญานียฺกล่าวอ้างแล้วไซร้คำชี้แนะที่ถูกต้องและเป็นความดีคือสิ่งใดเล่า! อัต-ตีญานียฺกลับไม่สืบค้นเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน ได้แต่ชี้ชัดว่าคำชี้แนะของเศาะหาบะฮฺทั้งสองไม่ใช่สิ่งที่ดีโดยสรุปว่าการที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) มีสีหน้าเปลี่ยนไปคือหลักฐานว่าคำพูดของเศาะหาบะฮฺเป็นสิ่งที่ไม่ดี และที่สำคัญท่านอะลี (ร.ฎ.) ซึ่งเป็นผู้รายงานเรื่องนี้ก็ไม่ได้ว่าสิ่งใดเลยที่ชี้ชัดว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) โกรธบุคคลทั้งสองโดยตรง

 

และบุคคลทั้งสองจะเป็นผู้ใกล้ชิดที่เลวและไม่สั่งใช้ให้กระทำการดีได้อย่างไร ในเมื่อท่านอะลี (ร.ฎ.) คือผู้รายงานว่าบุคคลที่ดีที่สุดในประชาคมนี้หลังจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) คือท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัร (ร.ฎ.) (ดู มุสนัด อิมามอะหฺมัด เล่มที่หนึ่ง หะดีษเลขที่ 835, 836, 837, 838, 839, 873, 880, 881, 882, 910, 935, 1033, 1054 เป็นต้น) เหตุไฉนอัต-ตีญานียฺจึงอ้างว่าบุคคลทั้งสองเป็นคนใกล้ชิดที่เลวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ไปได้!

 

อัต-ตีญานียฺอ้างหะดีษในมุสนัดบทเดียวเพื่อหักล้างหะดีษนับสิบบทที่ท่านอะลี (ร.ฎ.) รายงานถึงความประเสริฐของท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.) และท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ได้อย่างไรกัน! หากข้อสรุปของอัต-ตีญานียฺเป็นจริงตามคำกล่าวอ้างในข้อเขียนของตน ก็แสดงว่าหะดีษนับสิบบทในมุสนัดนั้นเป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมากระนั้นหรือ?

 

ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวกับท่านอิบนุ อับบาส (ร.ฎ.) ภายหลังท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เสียชีวิตว่า : แท้จริงฉันเคยได้ยินท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) พูดอยู่บ่อยครั้งว่า : ฉันไปตัวฉันและอบูบักรและอุมัร ฉันเข้าตัวฉันและอบูบักรฺและอุมัร และฉันออกตัวฉันและอบูบักรฺและอุมัร (มุสนัด 1/180 หะดีษเลขที่ 900) นั่นแสดงว่าเศาะหาบะฮฺทั้งสองซึ่งติดตามท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) อย่างใกล้ชิดและมักจะอยู่ร่วมกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เสมอตามที่ท่านอะลี (ร.ฎ.) กล่าวถึงเป็นผู้ใกล้ชิดที่เลวกระนั้นหรือ? เราคงกล่าวได้เพียงว่า เพราะความมีอคติในใจของอัต-ตีญานียฺที่มีต่อเศาะหาบะฮฺทั้งสองคือสิ่งที่ดลใจให้อัต-ตีญานียฺเขียนไปทำนองนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น!

 

อัต-ตีญานียฺเขียนต่อมาโดยอ้างถึงคำกล่าวของท่านอุมัร (ร.ฎ.) ที่ว่า : ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้แบ่งการแบ่งหนึ่ง ฉันจึงได้กล่าวว่า : โอ้ ท่านรสูลุลลอฮฺ คนอื่นจากพวกเขาย่อมทีสิทธิยิ่งกว่าพวกอะฮฺลุศศุฟฟะฮฺ (บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยากจนซึ่งอาศัยเพิงข้างมัสยิดนะบะวียฺเป็นที่หลับนอน) อุมัรกล่าวว่า : แล้วท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็กล่าวว่า : แท้จริงพวกท่านขอฉันด้วยความหยาบคายกักขฬะและพวกท่านกล่าวหาว่าฉันตระหนี่ ทั้งๆ ที่ฉันมิใช่คนตระหนี่” (ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 124)

 

แล้วอัต-ตีญานียฺก็เขียนว่า : และนี่คืออีกเรื่องหนึ่งที่บ่งชัดเจนว่า อุมัร อิบนุ อัล-คอฏฏอบไม่ใช่คนใกล้ชิดที่ใช้ให้กระทำความดีและยุยงให้กระทำความดีนั้น ทว่าอุมัรเป็นผู้หนึ่งที่ขอด้วยความหยาบคายกักขฬะ และใช้ให้มีความตระหนี่ตามที่มีมาในหะดีษของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)…” (อ้างแล้ว หน้าเดียวกัน)

 

หะดีษที่อัต-ตีญานียฺนำมาอ้างนี้ ใช้สำนวนการโต้ตอบกับบุรุษที่สองคือ “พวกท่านขอฉัน…พวกท่านกล่าวหาว่าฉัน..” โดยอัต-ตีญานียฺระบุว่าอ้างจากเศาะฮีหฺมุสลิมและมุสนัดอิมามอะหฺมัด (ดู เชิงอรรถ ษุมมะฮฺตะดัยตุ้ หน้า 124) แต่เมื่อเราได้ค้นตำราทั้งสองเล่ม เราก็พบว่า สำนวนของหะดีษจริงๆ คือ

 

(( قَسَمَ رسول الله صلى الله عليه وسلم قَسْمًا فَقُلْتُ والله يَارسولَ اللهِ لغيرهؤلاءِكانَ أَحَقَّ بِه مِنْهُمْ قال : إِنَّهُمْ خَيَّرُوْنِىْ أَنْ يَسَأَ لُوْنِىْ بالفُحْشِ أويُبْخِلونِىْ فَلَسْتُ بِبَاخِلٍ ))

ความว่า “ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้แบ่งส่วนแบ่งหนึ่ง (จากซะกาต) ฉันจึงกล่าวว่า : ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ โอ้ ท่านรสูลุลลอฮฺ แน่นอนคนอื่นจากพวกเขาย่อมเป็นผู้มีสิทธิสมควรต่อการแบ่งนั้นยิ่งกว่าพวกเขา ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า : แท้จริงพวกเขาได้ให้ฉันเลือกเอา (ระหว่าง) การที่พวกเขาจะขอฉันด้วยความหยาบคายกักขฬะหรือการที่พวกเขาถือว่าฉันเป็นคนตระหนี่ แล้วฉันก็หาใช่คนตระหนี่ไม่” (เศาะฮีหฺมุสลิม บิชัรหิ อัน-นะวาวียฺ เล่มที่ 7 หน้า 146 , มุสนัดอิมามอะหฺมัด 1/58 หะดีษเลขที่ 236)

 

ในสำนวนของหะดีษเป็นการกล่าวถึงบุรุษที่สามคือ “พวกเขา” มิใช่สำนวนที่กล่าวถึงบุรุษที่สอง “พวกท่าน” และสำนวนที่อัต-ตีญานียฺนำมาอ้างก็ถูกตัดตอนประโยคสาระสำคัญไปส่อเจตนาว่าบิดเบือนตัวบทหะดีษอย่างเห็นได้ชัด และบุคคลที่มาขอเป็นผู้เพิ่งเข้ารับอิสลามหรือบุคคลที่เกรงว่าหากไม่ให้ทานซะกาตแก่พวกเขาก็จะส่งผลต่อเรื่องศรัทธา ตามที่อิมามอัน-นะวาวียฺ (ร.ฮ.) ตั้งหัวข้อเอาไว้

 

โดยบุคคลเหล่านั้นได้คะยั้นคะยอในการขอเนื่องจากมีศรัทธาที่อ่อนแอ พวกเขาทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จำต้องเลือกเอาระหว่างการให้ทานซะกาตแก่พวกเขาทั้งๆ ที่การขอของพวกเขาเป็นการขอที่หยาบคายและไร้มารยาทต่อท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) หรือหากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ไม่ให้ตามคำขอ พวกเขาก็กล่าวหาว่าท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นคนตระหนี่ ทั้งๆ ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นผู้ใจบุญ มิใช่คนตระหนี่

 

เหตุนั้นท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) จึงแบ่งส่วนให้แก่พวกเขา ทั้งๆ ที่มีบุคคลอื่นสมควรหรือมีสิทธิในการได้รับส่วนแบ่งจากทานซะกาตนั้นมากยิ่งกว่า ตามที่ท่านอุมัร (ร.ฎ.) เข้าใจและพูดกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ในเชิงตั้งคำถามที่ว่า ทำไมจึงให้ส่วนแบ่งคนพวกนั้น ทั้งๆ ที่มีบุคคลอื่นสมควรได้รับส่วนแบ่งนั้นมากกว่า ประโยคที่ว่า ( إنَّهُمْ خَيَّرُوْنِىْ… ) “แท้จริงพวกเขาได้ให้ฉันเลือก..” เป็นประโยคที่ระบุเหตุผล (ญุมละฮฺ ตะอฺลีลียะฮฺ) ว่าเพราะอะไรท่านจึงให้ส่วนแบ่งแก่พวกเขา หะดีษนี้จึงเป็นหลักฐานว่า อนุญาตให้ปฏิโลมบรรดาผู้โง่เขลา พวกหยาบคาย กักขฬะ และปฏิบัติอย่างนุ่มนวลกับพวกเขา เมื่อมีประโยชน์ที่ให้น้ำหนักว่าควรปฏิบัติอย่างนั้นกับพวกเขา (ดู เศาะฮีหฺมุสลิม บิชัรหิ อัน-นะวาวียฺ 7/146)

 

ดังนั้น ประโยคตามสำนวนในหะดีษที่ถูกต้อง จึงเป็นการกล่าวถึงกลุ่มคนที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ได้แบ่งส่วนของทานซะกาตให้แก่พวกเขา ไม่ได้พูดถึงท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) หรือเศาะหาบะฮฺท่านอื่นๆ และการเขียนของอัต-ตีญานียฺที่ว่าท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) เป็นผู้ใกล้ชิดที่เลวของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) และเป็นผู้ที่ขอท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ด้วยความหยาบคายและใช้ให้มีความตระหนี่ก็เป็นการบิดเบือนตัวบทหะดีษ และเป็นคำกล่าวหาที่ไร้ยางอาย เพราะถ้าเรื่องนี้เป็นความชั่วและเป็นสิ่งที่ถูกตำหนิ เหตุใดท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) จึงบอกเล่าถึงความไม่ดีของตัวท่านเองและคำพูดในเชิงคำถามของท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ก็ไม่ได้บ่งชี้แต่อย่างใดว่าท่านเป็นพวกที่ชอบขอด้วยความหยาบคายหรือใช้ให้ตระหนี่ เพราะประโยคที่ท่านกล่าวระบุว่า มีคนที่สมควรมีสิทธิได้รับทานซะกาตนั้นมากยิ่งกว่าพวกที่มาขอทานซะกาตซึ่งไร้มารยาท

 

อัต-ตีญานียฺระบุว่าผู้มีสิทธิมากกว่าคนพวกนั้นก็คือ “อะฮฺลุศศุฟฟะฮฺ” คือ บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยากจนและอาศัยอยู่ที่เพิงข้างมัสยิดนะบะวียฺ (ทั้งๆ ที่ในตัวบทหะดีษมิได้ระบุ) นั่นหมายความว่า ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ใช้ให้แบ่งส่วนกับบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยากจนเหล่านั้นและคนเหล่านี้คือผู้ที่น่าจะมีสิทธิมากกว่า แต่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็ให้เหตุผลในสิ่งที่ท่านไดกระทำว่าเป็นเพราะอะไร? เรื่องก็มีอยู่เพียงนี้ แต่อัต-ตีญานียฺกลับเขียนกล่าวหาท่านอุมัรฺ (ร.ฎ.) ไปในทางเสียหายทั้งๆ ที่อุมัร (ร.ฎ.) ไม่ได้มีพฤติกรรมตามที่อัต-ตีญานียฺกล่าวอ้างแต่อย่างใด ที่ร้ายกาจก็คือ อัต-ตีญานียฺบิดเบือนตัวบทหะดีษเพื่อนำมาอ้างเป็นสิ่งสนันสนุนมโนภาพและอคติของตน!

 

Default image
อาลี เสือสมิง