ภาคผนวก : 3. การเสียชีวิตแบบชะฮีด (มรณะสักขี)

        3.1 นิยามคำว่า “ชะฮีด” และความหมาย
        คำว่า “ชะฮีด” มาจากคำกริยาในภาษาอาหรับว่า ชะฮิด้า (شَهِدَ) หมายถึง บอกข่าว ที่แน่นอน หรือมาจากคำกริยาว่า ชะฮุด้า (شَهُدَ) หมายถึง เป็นพยานยืนยัน มีคำนามร่วมกันว่า ชะฮาดะฮฺ (شَهَادَة) ซึ่งมีความหมายว่า ข่าวที่แน่นอน, การสาบาน, การเสียชีวิตในวิถีทางของ พระผู้เป็นเจ้า (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) เป็นต้น ในกรณีหลังนี้เรียกผู้ที่เสียชีวิตในวิถีทางของ พระผู้เป็นเจ้า (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) ว่า “ชะฮีด” (شَهِيد) มีรูปพหูพจน์ว่า ชุฮะดาอฺ (شُهَدَاء) (อัลมุนญิด ฟิลลุเฆาะฮฺ วัลอะอฺลาม ,หน้า 406;2002)

 

        นักวิชาการได้อธิบายถึงเหตุที่เรียกผู้เสียชีวิตในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้า (ซุบบาฮานาฮุ วะตะอาลา) ว่า “ชะฮีด” เอาไว้หลายหลายดังนี้

        1) อัลอัซฺฮะรีย์ กล่าวว่า : (เหตุที่เรียกเช่นนั้น) เพราะพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) และท่านศาสนทูต (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ยืนยัน (หรือรับรอง) สวนสวรรค์ แก่บุคคลผู้นั้น (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ ชัรฮุ้ลมุ่ฮัซฺซับ , อันนะวาวีย์ 1/330)

        2) อันนัฎรฺ อิบนุ ชะมีล กล่าวว่า : ชะฮีด คือ ผู้มีชีวิตดำรงอยู่ เพราะบรรดาชะฮีดยังคงมีชีวิตอยู่ ณ พระผู้อภิบาลของพวกเขา (อ้างแล้วหน้าเดียวกัน)

        3) นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า เหตุที่เรียกผู้เสียชีวิตในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้า (ซุบบาฮานาฮุวะตะอาลา) ว่า “ชะฮีด” นั้นเป็นเพราะ บรรดาม่าลาอิกะฮฺ (เทวทูต) แห่งความเมตตาได้มาปรากฏ ร่วมเป็นสักขีพยาน และถอดวิญญาณของผู้เป็นชะฮีดนั้น (กิตาบ อัลมัจญฺมูอฺ 1/330 , อัดดุรรุ้ลมุคต๊าร ; 1/848, อัลลุบ๊าบ ; 1/135, มุฆนีย์ อัลมุฮฺต๊าจญฺ ; 1/350) เป็นต้น

        นักนิติศาสตร์อิสลามสังกัดกลุ่ม ชาฟิอียะฮฺ ได้นิยามคำ “ชะฮีด” ว่าหมายถึง “บุคคล ที่เสียชีวิตจากชาวมุสลิมในการญิฮาด (สงครามปกป้องศาสนา) กับเหล่าผู้ปฏิเสธศาสนาอิสลาม (กุฟฟ๊าร) ด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดจากบรรดาเหตุแห่งการสู้รบกับเหล่าผู้ปฏิเสธก่อนการสิ้นสุดสงคราม (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ ; 5/220) หรือ หมายถึง “ผู้ที่ถูกสังหารในการศึกสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องและเชิดชูธงชัยแห่งศาสนาอิสลามให้สูงส่ง” (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญี่ย ; 1/264)

 


        3.2 ประเภทของผู้เสียชีวิตแบบชะฮีด
        นักวิชาการได้แบ่งประเภทของผู้เสียชีวิตแบบชะฮีดออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

        3.2.1 ชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกนี้และโลกหน้า คือ ผู้ตายชะฮีดในสมรภูมิ (เพื่อปกป้องและเชิดชูธงชัยแห่งศาสนาอิสลามให้สูงส่ง) ข้อชี้ขาดของโลกนี้คือ ไม่มีการอาบน้ำศพ และไม่มี การละหมาดให้ตามทัศนะของปวงปราชญ์ (ญุมฮูรุ้ลอุละมาอฺ) และข้อชี้ขาดของโลกหน้านั้น คือ ผู้ตายชะฮีดนั้นจะได้รับผลานิสงค์เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นผู้ตายชะฮีดที่ได้รับภาคผลของการเป็นชะฮีด (ชะฮาดะฮฺ) ที่สมบูรณ์ (อัลฟิกฮุล อิสลามี่ย์ ว่า อะดิ้ลล่าตุฮู ; วะฮฺบะฮฺ อัซซุฮัยลี่ย์, 2/559 , ดารุ้ลฟิกร์ , ดามัสกัส ; 1989)

 

        3.2.2 ชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกนี้เท่านั้น ตามความเห็นของนักนิติศาสตร์อิสลามสังกัดกลุ่มชาฟิอียะฮฺนั้นคือ ผู้ที่ถูกสังหารในสมรภูมิกับกลุ่มชนผู้ปฏิเสธด้วยสาเหตุของสมรภูมินั้น โดยผู้นั้นได้ยักยอกส่วนของทรัพย์สงคราม (ฆ่อนีมะฮฺ) หรือผู้นั้นถูกสังหารในสภาพที่เขาหนีทัพ หรือผู้นั้นได้ทำการศึกอันเป็นไปเพื่อการโอ้อวด (ริยาอฺ) เป็นต้น (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/225)

 

        3.2.3 ชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกหน้า (อาคิเราะฮฺ) เท่านั้น หมายถึง ผู้ที่ไม่ได้เสียชีวิต ด้วยเหตุของการทำสงครามกับเหล่าชนผู้ปฏิเสธ (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/224) มีข้อชี้ขาดในการจัดการศพเหมือนกับผู้ที่มิใช่ชะฮีด กล่าวคือ มีการอาบน้ำศพให้ ห่อศพ ละหมาดให้และฝังศพ (อิอานะตุดตอลิบีน ; 2/124) ผู้ตายชะฮีดในประเภทนี้จะได้รับผลานิสงค์ในโลกหน้า และมีกรณีการเสียชีวิตหลายลักษณะ อาทิเช่น สตรีที่เสียชีวิตในการคลอดบุตร, ผู้ที่เสียชีวิตเนื่องจากท้องเดิน (ท้องร่วง) , ผู้ที่เสียชีวิตในคราที่เกิดโรคระบาดใหญ่ (ตออูน) , ผู้ที่จมน้ำตาย , ผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุอาคารถล่มทับ , ผู้เสียชีวิตเนื่องจากไฟคลอก , ผู้ทีเสียชีวิตในสภาพทีแสวงหาความรู้ และผู้ที่ ถูกสังหารโดยอธรรม เป็นต้น (อิอานะตุดตอลิบีน ; 2/124, อัลฟิกฮุล อิสลามี่ย์ ; 2/560, กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/224)


 

        3.3 การจัดการศพของผู้เป็นชะฮีด

        3.3.1 กรณีของผู้ที่เป็นชะฮีดในประเภท 3.2.3 ซึ่งเป็นชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกหน้าเท่านั้น ให้จัดการศพเหมือนกับผู้เสียชีวิตในกรณีปกติ กล่าวคือ มีการอาบน้ำศพ, ห่อศพ, ละหมาด และฝังศพ (อัลฟิกฮุลอิสลามี่ย ; 2/561 , กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/224)

 

        3.3.2 กรณีของผู้ที่เป็นชะฮีดในประเภท 3.2.1 และ 3.2.2 ซึ่งเป็นชะฮีดเนื่องจาก การทำสงครามเพื่อปกป้องและเชิดชูธงของศาสนา ปวงปราชญ์ (ญุมฮูรุ้ลอุละมาอฺ) ไม่นับรวมกลุ่มฮะนะฟียะฮฺ ซึ่งมีความเห็นแตกต่าง ถือว่า ไม่ต้องมีการอาบน้ำศพ การห่อศพ และการละหมาดให้แก่ศพ แต่ให้ขจัดสิ่งสกปรกที่เกิดขึ้นนอกจากโลหิตของผู้ตายชะฮีดเท่านั้น (อัลฟิกฮุลอิสลามี่ย์ ; 2/558) ในส่วนของมัซฮับชาฟิอีย์นั้น ถือเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) ในการอาบน้ำศพและการละหมาดให้แก่ศพของผู้ที่ตายชะฮีด (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/221) ส่วนการห่อศพและฝังศพ ผู้ที่ตายชะฮีดนั้นเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) (อิอานะตุดตอลิบีน ; 2/123 ,อาชียะฮฺ อัชชัยคฺ อิบรอฮีม อัลบัยญูรีย์ ; 1/466)


 

        3.4 ประเด็นข้อพิจารณาสืบเนื่อง

        3.4.1 การเสียชีวิตของผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นการตายชะฮีดหรือไม่?

        ความเห็น คำตอบที่ว่าเป็นการตายชะฮีดหรือไม่? ขึ้นอยู่กับกรณีดังต่อไปนี้
        1) การก่อความไม่สงบในจังหวัดชายภาคใต้เข้าข่ายตามหลักเกณฑ์การญิฮาดในรูปแบบสงครามปกป้องศาสนาหรือไม่? หากพิจารณาแล้วได้ข้อชี้ขาดว่าเป็นการญิฮาดตามหลักเกณฑ์ ที่ศาสนากำหนดไว้ ย่อมถือว่า ผู้ก่อความไม่สงบที่เสียชีวิตเป็นชะฮีด และเมื่อมีการจัดการศพ ก็ให้กระทำได้เฉพาะการห่อศพ (กะฝั่น) และฝังศพเท่านั้น ส่วนการอาบน้ำศพและการละหมาดให้แก่ศพนั้น ถือเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) ตามมัซฮับชาฟิอีย์ดังที่กล่าวมาข้างต้น

 

        ในกรณีที่พิจารณาแล้วได้ข้อชี้ขาดว่าไม่เข้าข่ายการญิฮาดตามหลักเกณฑ์ของศาสนา แต่มีลักษณะเข้าข่ายการถูกสังหารโดยอธรรมหรือเกินกว่าเหตุอันควรหรือเป็นการก่อความไม่สงบ ทั้ง 3 ลักษณะให้ทำการจัดการศพเหมือนปกติ กล่าวคือ อาบน้ำศพ ละหมาด และฝังศพ ตามมัซฮับชาฟิอีย์ (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/229) ทั้งนี้ถึงแม้ว่าผู้ที่ถูกฆ่าตายโดยอธรรมจะถูกเรียกว่า ชะฮีดก็ตาม แต่เป็นชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกหน้าเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นักนิติศาสตร์อิสลามสังกัดกลุ่ม ฮัมบะลีย์ได้ผนวก ผู้ที่ถูกฆ่าตายโดยอธรรมอยู่ในกลุ่มของชะฮีดในสงคราม จึงไม่ต้องมีการอาบน้ำศพแต่อย่างใด (อัลฟิกฮุลอิสลามี่ย์ ; 2/557)

 

        2) การจัดการศพของผู้ก่อความไม่สงบที่เสียชีวิตซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็นชะฮีดหรือไม่? หรือเป็นชะฮีดประเภทใด? จำต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางนิติศาสตร์อิสลามในการพิจารณา เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการชี้ขาด โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดความสงสัย (شك) ส่วนหนึ่งจากกฎเกณฑ์ ทางนิติศาสตร์อิสลามคือกฏเกณฑ์ที่ว่า (اليقينُ لايزول بالشك) “ความมั่นใจจะไม่หมดไปด้วยการสงสัย”

 

        ความมั่นใจ (ยะกีน) ในกรณีข้างต้น คือ มีการเสียชีวิตของผู้ก่อความไม่สงบเกิดขึ้น ซึ่งตามภาวะปกติ มุสลิมที่ยังมีชีวิตอยู่และรับรู้ถึงการเสียชีวิตดังกล่าว จำต้องปฏิบัติในการ จัดการศพ 4 ประการ คือ การอาบน้ำศพ, การห่อศพ, การละหมาดให้แก่ศพและการฝังศพ ทั้ง 4 ประการนี้ตามหลักการของศาสนาถือเป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ ซึ่งหากมีผู้ดำเนินการหรือกระทำ ไม่ครบถ้วนทั้ง 4 ประการ ย่อมถือว่ามีโทษทั้งกลุ่มชนนั้น (อัลฟิกฮุ้ลมันฮะญี่ย์ ; 1/23) ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่เป็นฟัรฎู (فرض) คือสิ่งทีศาสนาเรียกร้องให้กระทำสิ่งนั้น อันเป็นการเรียกร้อง ที่เด็ดขาด โดยการกระทำสิ่งนั้นมีผลทำให้ได้รับผลานิสงค์ตามมา และการละทิ้งการกระทำนั้น มีผลทำให้ถูกลงทัณฑ์ตามมา (อ้างแล้ว 1/22)

 

        ส่วนกรณีว่าผู้เสียชีวิตเป็นชะฮีดหรือไม่? ยังเป็น ที่สงสัยอยู่ หากเป็นชะฮีดแต่อยู่ในประเภท 3.2.3 อันหมายถึง ชะฮีดในข้อชี้ขาดของโลกหน้า เพียงอย่างเดียว ก็จำต้องปฏิบัติในการจัดการศพด้วย 4 ประการข้างต้นตามมัซฮับชาฟิอีย์ แต่ถ้าอ้างว่าผู้ก่อความไม่สงบเป็นชะฮีด เนื่องจากการทำสงครามปกป้องศาสนา ซึ่งยังไม่ชัดเจนและยังมีข้อสงสัยอยู่ ก็ให้ถือหลักเดิมคือ เป็นการเสียชีวิตที่มิใช่ชะฮีด ทั้งนี้ให้ถือตามกฎเกณฑ์ ทางนิติศาสตร์อิสลามที่ว่า “หลักการเดิมคือการคงอยู่ของสิ่งที่มันเคยเป็นอยู่” (الأصل بقاءماكان علىماكان) และกฎที่ว่า “หลักการเดิมในเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่คือ ไม่มีมาก่อน” (الأصل في الأمورالعارضةالعدم) (ดิรอซ๊าต ฟี อัลอิคติลาฟ อัลฟิกฮียะฮฺ ; หน้า 211) ทั้งนี้เนื่องจากการตายชะฮีดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ (أمرعارض) มิใช่ภาวะปกติที่เป็นหลักการพื้นฐาน (الأصل) คือ การสิ้นชีวิตโดยทั่วไป

 

        3.4.2 ตามหลักการของศาสนาอิสลาม ได้วางกฎเกณฑ์การจัดการพิธีศพระหว่างผู้ที่ตายตามปกติกับตายชะฮีดอย่างไร?

        ความเห็น ประเด็นนี้ได้ให้รายละเอียดไว้แล้วดังข้างต้น

 

        3.4.3 ในกรณีการตายของผู้ก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะจัดการพิธีศพอย่างไร? จึงจะถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม

        ความเห็น ประเด็นได้ให้รายละเอียดไว้แล้วในข้อ 3.4.1

 

        3.4.4 ประเด็นเพิ่มเติม
        1) การจะชี้ขาดว่าผู้เสียชีวิตในการก่อความไม่สงบนั้นจะเป็นชะฮีดหรือไม่? มีความเกี่ยวพันกับการชี้ขาดว่าการก่อความไม่สงบดังกล่าวเป็นการญิฮาดตามหลักการหรือไม่?

 

        2) การด่วนสรุปว่าการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการญิฮาด และการเสียชีวิตของผู้ก่อความไม่สงบที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าเป็นชะฮีด แล้วมีการจัดการศพเยี่ยงผู้ตายชะฮีดนั้น อาจนำไปสู่ความวุ่นวาย และการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ตลอดจนมีผลทำให้ผู้มีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศพต้องได้รับโทษในโลกหน้า เนื่องจากการกระทำผิดต่อหลักการของศาสนาในการจัดการศพ กล่าวคือ มีการละทิ้งการอาบน้ำศพและการละหมาดให้แก่ศพ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นตามหลักการของศาสนา

 

        3) ในหลักนิติศาสตร์อิสลามมีกฎเกณฑ์อยู่ประการหนึ่งระบุว่า “เมื่อสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหาย 2 ประการ ค้านกัน ให้คำนึงถึงสิ่งที่มีความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดจาก 2 ประการนั้น ด้วยการกระทำสิ่งที่ความเสียหายนั้นเบากว่า” (اﺬاتعارض مفسدتان روعي أعظمهماضررابارتكاب أخفهما) กฎเกณฑ์นี้สามารถนำมาบังคับใช้ในกรณีนี้ได้หรือไม่? กล่าวคือ การจัดการศพกับผู้ก่อความไม่สงบที่เสียชีวิตนั้นมี ความเป็นไปได้ (احتمال) ว่าอาจจะเป็นชะฮีดหรือไม่ใช่ชะฮีด หากมิใช่ชะฮีดก็ต้องจัดการศพตามปกติ แต่ถ้าเป็นชะฮีดก็ถือว่าการอาบน้ำศพและการละหมาดให้แก่ศพเป็นสิ่งต้องห้าม

 

        เมื่อพิจารณาแล้วว่า อาจมีความเป็นไปได้ทั้งสองประการ คือเป็นชะฮีดและไม่เป็นชะฮีด ก็ต้องเลือกกระทำในกรณีที่เกิดความเสียหายน้อยกว่า หรือมีโทษเบากว่า ซึ่งในกรณีเช่นนี้ก็คือการจัดการศพตามปกติ เพราะหากจัดการศพในแบบชะฮีดทั้งๆ ที่มิใช่ชะฮีดก็จะเกิดโทษที่รุนแรงกว่า ทั้งนี้เพราะกรณีของการอาบน้ำและละหมาดให้แก่ศพของผู้ตายชะฮีดนั้นยังเป็นเรื่องที่นักวิชาการในมัซฮับต่างๆ ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันว่าอนุญาตหรือเป็นที่ต้องห้าม ดังเช่น ในมัซฮับ ฮะนาฟีย์มีความเห็นว่า ผู้ที่ตายชะฮีดจะถูกห่อศพด้วยเสื้อผ้าของเขา และมีการละหมาดให้ และไม่ต้องมีการอาบน้ำศพ เมื่อผู้ตายชะฮีดนั้นเป็นผู้บรรลุศาสนภาวะเข้าเกณฑ์บังคับทางศาสนา (มุกัลลัฟ) และสะอาดจากการมีหะดัษใหญ่ ส่วนผู้มีญุนูบ, สตรีมีรอบเดือนและสตรีมีเลือดหลัง การคลอดบุตร (นิฟาส) เมื่อเสียชีวิตแบบชะฮีด ให้อาบน้ำตามความเห็นของท่านอิหม่ามอบู ฮะนีฟะฮฺ (ร.ฮ.)

 

        ตลอดจนเด็กและคนบ้าเมื่อตายชะฮีดก็ให้อาบน้ำเช่นกัน ส่วนอิหม่ามมุฮำมัดและอัลกอฎีย์ อบูยูซุฟ สหายของท่านอิหม่ามอบูฮะนีฟะฮฺ ระบุว่า ทั้งสองคนนี้ไม่ต้องมีการอาบน้ำศพให้แต่อย่างใด (อัลฟิกฮุ้ลอิสลามี่ย์ ว่า อะดิ้ลละตุฮู , 2/558) ในส่วนของนักวิชาการสังกัดมัซฮับชาฟีอีย์เองนั้น นักวิชาการบางท่าน เช่น อัลมุ่ซะนีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่า ให้ละหมาดแก่ศพของผู้ที่เสียชีวิตแบบชะฮีด และอิหม่ามอัลฮะร่อมัยนฺ , อัลบะฆ่อวี่ย์และนักวิชาการท่านอื่นได้เล่าประเด็นหนึ่งเอาไว้ว่า อนุญาติให้ละหมาดแก่ศพของผู้ตายชะฮีด แต่ไม่จำเป็น (วาญิบ) และไม่มีการอาบน้ำให้แก่ศพ ท่านอัรรอฟิอีย์ (ร.ฮ.) กล่าวว่า : การอาบน้ำศพนั้นถ้าหากนำไปสู่การทำให้โลหิตของผู้ตายชะฮีดหมดไปก็ถือเป็นที่ต้องห้ามในการอาบน้ำศพโดยไม่มีข้อขัดแย้ง ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ก็ถือว่าเป็นที่ต้องห้ามตามมัซฮับ และมีบางทัศนะกล่าวว่า : ที่มีความเห็นขัดแย้งกันว่า เป็นที่ต้องห้ามนั้นคือ เรื่องการละหมาดให้แก่ศพ (กิตาบ อัลมัจญมูอฺ 5/221)

 

        4) กรณีความไม่ชัดเจนว่าผู้ตายเป็นชะฮีดหรือไม่? อาจเทียบได้กับกรณีที่มีผู้ตายปะปนกันระหว่างผู้ที่ต้องละหมาดให้กับผู้ที่ไม่อนุญาตให้ละหมาดให้ เช่น มุสลิมกับคนกาฟิรปนกัน หรือคนที่ไม่ใช่ชะฮีดปะปนกับคนที่ตายชะฮีด มีคำตอบในประเด็นนี้ ในหนังสือ ฟุรูอุ้ลมะซาอิ้ล ของท่าน ชัยคฺ ดาวูด อิบนุ อับดิลลาฮฺ อัลฟะฏอนีย์ (ร.ฮ.) ว่า

 ﺩڠن واجب كيت تجهيزاكن سكلينڽ درفدممنديكن دان مكفنكن دان سمبهيڠكن أتس سكلينڽ يأيت أفضل……
 مك دجوابڽ
“ก็ตอบคำถามนั้นว่า จำเป็นที่เราจะต้องจัดการศพคนทั้งหมดนั้นจากการอาบน้ำ การห่อศพ และการละหมาดให้แก่ศพทั้งหมดนั้น นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด….
(ฟุรูอุ้ลมะซาอิ้ล ; 1/172 , สำนักพิมพ์ มุฮำมัด อันนะฮฺดีย์ ฯ)

 

 

วัลลอฮุอะอฺลัม

 

 

Default image
อาลี เสือสมิง