อะไรคือความมุ่งหวังตามทัศนะของข้าพเจ้าต่อศาสนาอิสลามในสังคมบ้านเมือง

บทความอันเนื่องจากคำถามหนึ่งจากกระดานถามตอบ

ผมใคร่ขอถามกับอาจารย์จากหัวข้อคำถามนี้ครับว่า “อะไรคือความมุ่งหวังตามทัศนะของคุณต่อศาสนาอิสลามในสังคมบ้านเมือง”  เพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นและจุดยืนตามทัศนะคติของเราแต่ละคน ต่อศาสนาอิสลาม  ที่มีการดำเนินรูปแบบชีวิตและการเป็นอยู่ในแต่ละวัน ในสภาพการณ์ทางสังคม ที่มีทั้งความแตกต่างทางความเชื่อ  วัฒนธรรมประเพณี  ขนบธรรรมเนียม และอีกทั้งรูปแบบชีวิตการเป็นอยู่ทั้งหมด  ซึ่งแต่ละศาสนาก็มีเอกลักษณ์และรูปแบบเฉพาะตัวและที่แตกต่างกันออกไป ตามหลักความเชื่อและศรัทธา

        อนึ่ง เราเองผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม และได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกนี้เช่นกัน เหมือนกับทุกๆคน แต่ด้วยหลักความเชื่อและการเป็นอยู่ของศาสนาอิสลามที่มีความแตกต่างออกไป จากศาสนาอื่นๆที่มีอยู่ในโลกใบนี้นั้น  ดูเหมือนว่า จะมีการจำกัดและกำหนดขอบเขตของหลักความเชื่อและการเป็นอยู่? เสมือนดั่งที่เคยมีการกล่าวกันว่า “ดุนยาเปรียบเสมือนคุกของคนมุอ์มิน และเป็นสวรรค์ของคนกาฟิรฺ” ซึ่งจากประโยคดังกล่าวข้างต้นนั้น ผมเองก็ให้การยอมรับและเป็นจริงที่ว่า อิสลามมาคือศาสนาที่แท้จริงและเที่ยงตรงที่สุด ดังนั้น สังคมที่ไม่ใช่อิสลามก็มองสภาพการณ์เป็นอยู่ของคนอิสลามว่า เป็นศาสนาที่ถ่วงความเจริญของโลกนี้(ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ผมได้ประสบมากับ ตัวเองจากคำพูดดังกล่าว)? และพวกเขายังมองข้ามพวกเราต่อสิทธิเสรีภาพในหลายๆด้านอีกด้วยซ้ำ และมันก็ทำให้เกิดปัญหาในหลายๆด้านตามมา(ตามที่เป็นข่าวกันอยู่ในปัจจุบัน นี้) 

        แต่ทว่า  ประเด็นแรกอยากจะกล่าวว่า? สิ่งต่างๆและเรื่องต่างๆที่มันเกิดขึ้นระหว่างศาสนาอิสลามและศาสนาอื่นๆ นั้น มันไม่ได้มาจากส่วนหนึ่งหรอกหรือที่ว่า พวกเราทั้งหลายไม่ได้บอกกล่าวและบอกเล่าเก้าสิบกับพวกๆเขากันบ้างดอกหรือ  เกื่ยวกับหลักศรัทธาและการเป็นอยู่ในศาสนาอิสลาม  ถึงจะมีก็คงน้อยเสียเหลือเกินที่มีอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้สำหรับบุคคลที่ ดำรงและยืนยัดกับการงานเหล่านี้อยู่ ดังนั้น หากว่าพวกเราช่วยคนละนิดคนละหน่อยก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ

        และในทางกลับกัน ภายใต้คำว่า ศาสนาอิสลามเองก็ตาม บนพื้นฐานและรากฐานของหลักการศรัทธาและการเป็นอยู่ในอิสลาม ก็ยังมีความแตกต่างกันเลย นับประสิตประสาอะไรเล่ากับศาสนาอื่นๆ แต่ว่าความแตกต่างที่สามารถดำรงและดำเนินชีวิตอยู่ร่วมระหว่างกันได้ แต่เหตุไฉนเลยที่เราๆและก็เราๆที่นับถือศาสนาอิสลามด้วยกันนั้น มีีความแตกต่างกันไม่พอแล้ว ยังกลับสร้างความแตกแยกระหว่างกันด้วย และพยายามแยกออกระหว่างกัน(ไม่ได้หมายถึงใครคนใดคนหนึ่ง แต่ขอพูดบนสิ่งที่ได้ประสบมา) ต่างคนต่างก็พูดบอกว่า ฉันตามอัลกุรฺอ่านกิตาบุลลอฮ์และสุนนะฮ์ของท่านนะบีย์ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กระนั้นหรือครับ  แต่ถ้าหากว่ายิ่งนานวันก็ ยิ่งเกิดความเสียดสี (ไม่ให้เกียรติ) พี่น้องอิสลาม(กันเอง)แล้ว  ก็ต้องใช้การทำความเข้าใจร่วมกัน (ระบบมุวาฟากอต) ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดปัญหา(คิลาฟ)อยู่ทุกวันนี้  เพื่อจะหาข้อสรุปและข้อยุติธรรม อย่าทำให้เกิดความระคายเคืองต่อกันมากกว่านี้เลยนะครับ เรื่อง (ปัญหาอีกด้าน) อื่นๆก็มีมากพออยู่แล้ว…..แต่ทว่า  คงเป็นไปได้ยากที่จะปรับความเข้าใจต่อกันด้วยดี

        และประเด็นต่อมา ส่วนตัวกระผมเอง มีความคิด(ส่วนหนึ่งนั้น)ว่า อินชาอัลลอฮฺ…..สักวัน ความจริง (ศาสนาอิสลาม) และความถูกต้อง (แนวทางที่เที่ยงตรง) จะต้องถูกเปิด เผยอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้ จะพยายามทำอะไรสักอย่างหรือพยายามชี้แจงอธิบายและแลกเปลี่ยนความรู้ (เท่าที่ มีความรู้และความสามารถ) กับบรรดาพี่น้อง…..

        และ อนึ่ง กระผมเองก็มีความคิดอยู่ว่า ถ้าพวกเรา (ที่เป็นคนในประเทศไทยก่อนนี้แหละ และไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน กลุ่ม หรือก๊กไหน ที่มีหลักศรัทธาบนศาสนาที่เที่ยงธรรมและแท้) มารวมตัวในการทำความเข้าใจต่อกัน(มุวาฟะกอต) จะมีผลทำให้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นบรรเทาลงบ้างได้ไหม  แต่จะหมดปัญหาทั้งหมดไหม ขอตอบเลยว่าไม่หมดหรอกครับ (ส่วนตัวคิดเช่นนั้น)

        และ หากในประเทศไทยเราเองมีความสามัคคีต่อกันแล้ว(ทั้งในเรื่องศาสนาและทั่วไป และอื่นๆ) มีความคิดว่า ปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ ก็จะมีความบรรเทาลงได้บ้าง (ไม่มากก็น้อย) เพื่อมีความหวัง(ในใจ)ว่า วันหนึ่งข้างหน้าพวกเรา(ในทุกหมู่เหล่านี้แหละ)จะมีพลังแห่งการศรัทธาที่มี ความแข็งแกร่ง และมีความถูกต้องตามหลักการศาสนาอิสลามที่มีพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นรัฐ ธรรมนูญแห่งชีวิต และสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมหมัด(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม)เป็นแนวทางในการ ดำเนินชีวิต และแบบอย่างที่ดีของเหล่าบรรดาศ่อหาบะฮ์ ตลอดจนชนรุ่นหลังจากนั้นสืบไป…..

        เพราะฉะนั้น ประเด็นท้ายสุด หากว่าสิ่งที่ผมได้กล่าวมามีข้อมูลที่พลาดพลั้งหรือผิดพลาดจากการพิมพ์ไปบ้าง ก็ขอมะอาฟไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย และขออภัยโทษในความผิดพลาดของข้าพเจ้าต่อเอกองค์อัลลอฮฺ ตะอาลา อย่างแท้จริงและด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ และประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะฝากว่า อยากให้อาจารย์ได้แสดงความมุ่ง หวังตามทัศนะของอาจารย์ต่อศาสนาอิสสลามในสังคมบ้านเมืองของเรานี้ ว่าควรจะมีการเดินหน้าแก้ไขปัญหาต่างๆอย่างไรได้บ้าง(บนความแตกต่างและความแตกแยกที่เกิดขึ้นมา) และพร้อมทั้งควรมีวิธีการแก้ไขสิ่งดังกล่าวนั้นๆอย่างไรต่อไป  เพื่อที่จะให้ได้มาความสงบสุขและได้รับชัยชนะ (ตามทัศนะของพระองค์อัลลอฮฺ สุบฺหานะฮุ วะตะอาลา) ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างถาวรและชั่วนิรันดร์…วัลลอฮุอะอฺลัม – วัสสลามุอะลัยกุม วะรอห์มะตุลลอฮิ ตะอาลา วะบะรอกาตุฮฺ

 


 

????? ??? ?? ???????? ??????? ??????? ???
??????? ???? ???????? ???? ??? ????? ??????

         อิสลามคือศาสนาที่เอกองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงพึงพอพระทัยและทรงประกาศรับรองถึงความสมบูรณ์พร้อมในทุกด้านและทุกมิติ  หลักคำสอนในศาสนาอิสลามมีความละเอียดและลึกซึ้งอย่างหาที่สุดไม่ได้ มีความครอบคลุมและถี่ถ้วนต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ ไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา และไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ หลักคำสอนของอิสลามนำสมัยอยู่เสมอ การใส่ไคล้และโจมตีหลักคำสอนของอิสลามว่าล้าหลังและไม่สอดรับกับความเจริญ ของมนุษย์จึงเป็นมิจฉาทิฐิและเป็นอคติที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้  (อวิชา)  หรือไม่ก็เป็นความจงใจของคนเขลาที่ดื้อรั้นต่อข้อเท็จจริงและสัจธรรมซึ่งไม่ แตกต่างอะไรกับกับผู้ที่พบกับแสงตะวันที่เฉิดฉายแต่ก็ปิดหูปิดตาของตนแล้ว อาจหาญประกาศว่าแสงสว่างจากดวงตะวันนั้นหามีไม่ คำใส่ไคล้และกล่าวหาของคนประเภทนี้คือการถ่มน้ำลายรดฟ้า

        ทั้งนี้เพราะข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติได้ยืนยันไว้อย่างชัดเจนถึงคุณูปการของอิสลามที่มีอย่างเอกอุในการสร้างสรรค์สร้างอารยธรรมความเจริญแก่มนุษย์ นับแต่การอุบัติขึ้นของอิสลาม ด้วยการประกาศสาส์นของท่านนบีมุฮำหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จวบจนทุกวันนี้  และพลังแฝงอันเป็นศักยภาพที่สมบูรณ์ของหลักคำสอนในศาสนาอิสลามนั้นยังคงดำรงอยู่เหมือนเช่นอดีต  เพียงแต่มุสลิมในยุคปัจจุบันขาดการเรียนรู้อย่างถ่องแท้และขาดความสามารถในการประยุกต์ใช้หลักคำสอนนั้นกับสถานการณ์และวันเวลาของโลกใบนี้ที่เปลี่ยนไป  อิสลามยังคงดำรงอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงโดยเนื้อหาและสารัตถะแห่งหลักคำสอน แต่คนมุสลิมต่างหากที่เปลี่ยนไป บางคนเปลี่ยนไปแบบสุดกู่จนมองดูอิสลามว่าเป็นเรื่องแปลกปลอมไม่คุ้นเคยและ เข้าไม่ได้กับวิถีและวิธีคิดของตน  คนพวกนี้มักมองไม่เห็นคุณค่าของอิสลาม  ไม่ตระหนักว่ามีของวิเศษอยู่กับตัว  แต่กลับไปมองลัทธิหรือระบอบที่อยู่นอกคำสอนอิสลามว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์  ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นเป็นมายาคติและไร้แก่นสาร

        ในขณะที่มุสลิมอีกบางส่วนก็มองดูอิสลามตามทัศนะคติของตน อิสลามตามความคิดของคนกลุ่มนี้ก็คืออิสลามตามแบบที่พวกเขามุ่งหมายให้เป็น  สุดแล้วแต่พวกเขาจะปั้นแต่งให้อิสลามเป็นไปตามนั้น  ทั้งที่อิสลามต่างหากคือบรรทัดฐานและเป็นเบ้าหลอมให้พวกเขาเป็นไปตามแบบของอิสลาม  เมื่อเรื่องมันกลับตาลปัตรเช่นนี้  ปัญหาจึงเกิดขึ้น ปัญหาที่ว่านี้ก็เป็นปัญหาอันเกิดจากความผิดเพี้ยนของมนุษย์ที่ชื่อว่ามุสลิมนั่นเอง  เหตุนี้พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)  จึงทรงเรียกร้องให้ผู้ศรัทธาในพระองค์หวนกลับไปสู่มาตรฐานและหลักธรรมคำสอนของพระองค์ที่มีบัญญัติเอาไว้ในคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นสัจธรรมและวิถี ปฏิบัติอันเป็นแบบอย่างที่ประจักษ์แจ้งของท่านนบีมุฮำหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) หากผู้ศรัทธาได้นำพาสองสิ่งอันเป็นมาตรฐานนั้น  ความหลงผิดและความผิดเพี้ยนก็จะมลายสูญ

        ดังนั้นสิ่งแรกที่ถือเป็นภาระกิจสำหรับมุสลิมก็คือการนำพาพฤติกรรมและความเชื่อของตนกลับสู่มาตรฐานอันเป็นสัจธรรมนั้นมิใช่ถือเอาทัศนะคติและมุมมองของตนเป็นมาตรฐาน เพราะถ้ายังเป็นเช่นนั้น อิสลามก็จะกลายเป็นอิสลามตามมาตรฐานที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยปริยาย เมื่ออิสลามถูกกำหนดรูปลักษณ์และวิถีทางความนึกคิดของมนุษย์ซึ่งมีความเป็นนานาจิตตัง  มีความหลากหลายและแตกต่าง อิสลามที่เป็นของเทียมและปลอมแปลงจึงมีสภาพที่แตกต่างและหลากหลายไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้  ทั้งๆ ที่อิสลามอันเป็นสัจธรรมและเป็นของแท้นั้นมีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง  เพราะอิสลามที่แท้จริงมาจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.)  ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว และผ่านการประกาศของศาสนทูตหนึ่งเดียวในยุคสุดท้ายคือท่านนบีมุฮำหมัด  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  และมีคัมภีร์อันเป็นมาตรฐานหนึ่งเดียวคือคัมภีร์อัลกุรอาน  อิสลามที่แท้จริงแน่นอนจึงมีเพียงหนึ่ง

        แต่อิสลามตามความเข้าใจและมุมมองของมนุษย์นั้นมีหลากหลาย  เป็นอิสลามของนาย ก. หรือนาย ข. หรืออิสลามอย่างชาวตุรกีหรือชาวอาหรับ  เป็นอิสลามแบบมลายูหรืออิสลามแบบฝรั่ง  เป็นอาทิ  อิสลามแบบนี้แหละที่เป็นปัญหาและสร้างความขัดแย้ง  ส่วนอิสลามที่แท้จริงนั้นมาจากอัลลอฮฺ  (ซ.บ.)  ซึ่งปราศจากข้อขัดแย้งทั้งปวง  ฉะนั้นสิ่งที่เป็นภารกิจในลำดับ ถัดมาสำหรับมุสลิมก็คือ  การศึกษาและค้นคว้าอย่างถ่องแท้ว่าอิสลามที่แท้จริงนั้นคืออะไร? มีหลักคำสอนที่เป็นบรรทัดฐานอย่างไร?  และการศึกษาที่ว่านี้ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและเป็นระบบ กล่าวคือ ต้องอาศัยการอธิบายความและการชี้แนะจากบรรดาผู้รู้ที่มีความเจนจัดและชำนาญการ  ซึ่งบรรดาผู้รู้เหล่านี้เป็นเพียงเส้นทางหรือสื่อในการนำสู่การรับรู้ถึงข้อเท็จจริงและสัจธรรมแห่งอิสลาม

        การศึกษาที่ไม่ผ่านผู้รู้ก็ ท่ากับเป็นการงมเข็มในมหาสมุทร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ยึดติดอยู่กับทัศนะและความเห็นของผู้รู้นั้นจนกระทั่งติดอยู่กับพันธนาการนั้นโดยไม่สามารถบรรลุสู่สัจธรรมแห่งอิสลามในที่สุดทัศนะและความเห็นของผู้รู้มีความหลากหลายและแตกต่างกันตลอดจนยังเป็นสิ่งที่อยู่ในข้อจำกัดของความขัดแย้ง มุสลิมต้องรู้จักในการอาศัยสิ่งดังกล่าวเป็นสื่อหรือเป็นหนทางไปสู่สิ่งที่ไม่มีความขัดแย้งอันเป็นสัจธรรมแห่งอิสลามมิใช่หยุดอยู่เพียงทัศนะและความ เห็นที่แตกต่างนั้นแล้วก็ยึดมันเป็นเป้าหมายสูงสุด ทั้งๆ ที่เป้าหมายจริงๆ มิใช่ยุติอยู่ที่ทัศนะเพียงนั้น แต่ต้องบากบั่นและลุยไปให้สุดทางอันเป็นจุดหมายสูงสุด

        คนที่ยุติเอาไว้ที่ทัศนะของนักวิชาการแล้วถือเอามันเป็นสรณะก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่หยุดพักกลางทางแล้วก็เข้าใจว่าตนมาถึงสุดปลายทางแล้วนั่นเอง คนพวกนี้แหละที่เขาเรียกกันว่า พวกที่รู้อะไรแบบครึ่งๆกลางๆ  ไม่รู้แจ้งแทงตลอดรู้ไม่สุด รู้ไม่จบครบถ้วนกระบวนความ  แล้วก็กลายเป็นปัญหาอย่างที่รู้กัน คนเราต้องเดินตามทาง คนฉลาดคือคนที่รู้จักเลือกทางเดินซึ่งเป็นทางสะดวก แล้วคนที่เฉลียวฉลาดคือไม่ใช่แค่ฉลาดแต่ต้องเฉลียวด้วยก็คือคนที่เดินไปสู่จุดหมายปลายทาง  มิใช่ล้มเลิกหรือลงหลักปักฐานในระหว่างทางนั้น  ภารกิจในการศึกษาและสืบค้นถึงสัจธรรมแห่งอิสลามจึงเป็นสิ่งที่มิได้อยู่ในระหว่างทางเพียงนั้นแต่ต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง

        คนที่ไม่อาศัยผู้รู้ก็คือคนที่ไม่เดินตามทางที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ คนพวกนี้มักเข้าป่าเข้าพงและต้องผจญภัยกับภยันอันตรายสารพัด  มิหน้ำซ้ำตนเองมิได้เข้าป่าเข้าพงคนเดียวแต่ดันนำพาคนอื่นที่หลงเชื่อตามเข้าป่าเข้าดงไปด้วย  เรียกว่าเดือดร้อนคนเดียวยังไม่พอ พาชาวบ้านทุกข์ร้อนไปด้วย ส่วนคนที่เดินตามทางแล้วไม่รู้จักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปตามรายทาง ไม่รู้จักสะสมเสบียงเอาไว้ ท้ายที่สุดก็อาจไปไม่ถึงปลายทาง

        ส่วนคนที่มีภารกิจที่ตั้งเอาไว้อยู่ที่ปลายทางแต่มัวหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่มีอยู่ตามรายทางคนพวกนี้เป็นพวกที่เสียเวลาไปกับสิ่งที่มิใช่ภารกิจ อาจจะไปถึงปลายทางเหมือนกันแต่ก็เสียเวลาและล่าช้าออกไป เผลอๆอาจจะทำภารกิจไม่ทันกับเวลาที่เหลืออยู่ก็เป็นได้ ที่ว่าทางสะดวกที่เขาเตรียมเอาไว้ให้นั้นก็คือ การวิเคราะห์และการวางหลักทางวิชาการเอาไว้ของบรรดานักปราชญ์ซึ่งมีความรู้อย่างช่ำชองและชำนาญบรรดานักปราชญ์เหล่านี้แผ้วถางเส้นทางและปรับเส้นทางที่ยากเย็นแสนเข็ญเอาไว้แล้ว

        คนรุ่นหลังอย่างเราๆท่านๆนั้นเป็น หนี้บุญคุณของท่านเหล่านั้นอย่างเอกอุ เพราะเกือบทุกประเด็นปัญหาที่คนรุ่นเรายังคงตกอยู่ในวังวนของการขัดแย้งนั้น  แท้ที่จริงแล้วเป็นสิ่งที่เหล่านักปราชญ์นั้นได้วิเคราะห์และอธิบายเอาไว้แล้วทั้งสิ้น  หน้าที่ของเราซึ่งเป็นคนรุ่นหลังก็คือศึกษาและเรียนรู้ทัศนะและความเห็นเหล่านั้นเพื่อเป็นข้อมูลในการหาข้อสรุปของแต่ละประเด็นปัญหานั้น  ทัศนะและความเห็นใดที่ใกล้เคียงหรือมีน้ำหนักมากที่สุดนั้นก็ถือเป็นข้อสรุป ได้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะประเด็นข้อปัญหาปลีกย่อยที่ไม่มีตัวบทระบุเอาไว้อย่างชัดเจนเด็ดขาด

        อาจกล่าวได้ว่า ข้อสรุปมี 2 ระดับคือ
        1) ข้อสรุปในประเด็นข้อปัญหาปลีกย่อยที่นักวิชาการมีมติเห็นพ้องว่าถูกต้องที่สุด มีน้ำหนักมากที่สุดตามตัวบทและหลักฐานที่ชัดเจน
        2) ข้อสรุปในประเด็นข้อปัญหาปลีกย่อยที่นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน ก็ให้พิจารณาทัศนะและความเห็นของนักวิชาการส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ ซึ่งในบางกรณีอาจมีเพียงทัศนะเดียวหรือมากกว่าหนึ่งทัศนะก็ได้

        ดังนั้นประเด็นปัญหาใดที่นักวิชาการทุกฝ่ายเห็นพ้องก็ให้ถือเป็นข้อยุติ แต่ถ้าประเด็นใดมีความเห็นแตกต่างเนื่องจากมองต่างมุมและวิเคราะห์ต่างกัน ก็ต้องยอมรับในเบื้องต้นก่อนว่ามีความเห็นหลากหลาย ไม่ใช่ชี้ขาดว่ามีคำตอบเพียงอันเดียว อันอื่นผิดหมด เมื่อยอมรับแล้วก็หาข้อสรุปตามหลักเกณฑ์ในข้อที่สองโดยเปิดใจให้กว้างไว้ ที่เป็นปัญหาขัดแย้งในทุกวันนี้ก็มีเหตุมาจากการมีจิตใจที่คับแคบและไม่ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นนั่นเอง มิหน้ำซ้ำยังก้าวล่วงไปสู่การโจมตีและกล่าวหาผู้ที่เห็นต่างในประเด็นที่เปิดกว้างอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เกิดได้เสมอกับทุกฝ่าย ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นการเอาชนะกันมากกว่าที่จะหาข้อสรุปที่ลงตัว

        ในบางครั้งข้อสรุปที่ได้อาจจะหมายถึงการหลีกเลี่ยงจากความหมิ่นเหม่ได้  เช่น ประเด็นข้อปลีกย่อยนั้นมีความเห็นแตกต่างกันค่อนข้างมากชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ  ดังกรณีที่มีนักวิชาการฝ่ายหนึ่งบอกว่าอนุญาต แต่อีกฝ่ายบอกว่าไม่อนุญาตหรือถึงขั้นต้องห้าม (ฮะรอม) กรณีเช่นนั้นก็ควรอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงอันเป็นเรื่องของความว่าเราะ อฺเฉพาะบุคคล

        ดังนั้นคนที่ฉลาดก็คือคนที่เคร่งครัดปฏิบัติใน สิ่งที่ชัดเจนอย่างเต็มกำลังคนที่ขาดความฉลาดก็คือ  คนที่เรื่องชัดๆยังทำได้ไม่ดีไม่ครบถ้วน  แล้วก็ไปทุ่มเวลาที่มีค่าให้หมดไปกับสิ่งที่ไม่ชัดเจน  ง่วนแล้วก็ขลุกอยู่กับมัน  นักวิชาการเรียกเรื่องในทำนองนี้ว่า  ฟิกฮุลเอาล่าวียาต  คือความเข้าใจในเรื่องที่ดีกว่า  สมควรกว่า  และต้องให้ความสำคัญยิ่งกว่า  ความจริงเรื่องที่เป็นภารกิจจำเป็นซึ่งมุสลิมต้องปฏิบัติ  อันเป็นสิ่งที่ชัดเจน  ไม่มีความเห็นต่างนั้นมีมากมาย

        ลำพังชั่วชีวิตของคนๆหนึ่งก็แถบจะเก็บมาทำได้ไม่หมดอยู่แล้วหรือที่ทำอยู่แล้วแต่ ยังทำได้ไม่ดีที่สุดหรือสมบูรณ์ที่สุดก็ยังมีอยู่อีกพะเรอเกวียน เช่นละหมาด 5 เวลาแบบญะมาอะฮฺ ละหมาดซุนนะฮฺที่ชัดเจน (ซุนนะฮฺร่อวาติบ) ซุนนะฮฺดุฮา, ละหมาดตะฮียะตุ้ลมัสญิด, ละหมาดวิตรฺ, และละหมาดตะฮัจญุด เป็นต้น)  การถือศีลอดในเดือนร่อมาฎอน,  การถือศีลอดที่เป็นซุนนะฮฺอันชัดเจนทั้งหลายแหล่  สิ่งเหล่านี้ทำแล้วหรือยังหรือว่าทำได้สมบูรณ์ครบถ้วนหรือยัง  ประเด็นจึงอยู่ตรงนี้

        จะสังเกตเห็นได้ว่าสิ่งที่เถียงกันอยู่ แบบไม่รู้จักจบคือ? ปัญหาศิลาฟิยาตฺนั้นโดยมากเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญโดยเนื้อหาและภารกิจ กล่าวคือ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องกระทำโดยเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประเด็นว่าทำได้หรือทำไม่ได้ และทั้งสองประเด็นเอากันเด็ดขาดไม่ได้ กล่าวคือจะว่าทำได้โดยเด็ดขาดไม่มีคนเห็นเป็นอื่นก็ไม่ใช่ จะว่าทำไม่ได้เลยโดยเด็ดขาดก็ไม่ใช่อีก เห็นจะมีอยู่เพียงแค่นี้ ผลที่ตามมาก็คือมีคนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ว่าทำได้กลุ่มหนึ่ง กลุ่มที่ว่าทำไม่ได้กลุ่มหนึ่งกลุ่มที่สามนี้ก็คงเป็นประเภททำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เถียงกันคอเป็นเอ็นอยู่แค่นี้แหละ

 

        ประเด็นที่คุณ Dragon กล่าวถึง ปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างมุสลิมกับชนต่างศาสนิกโดยระบุว่าส่วนหนึ่งน่าจะมีเหตุมาจากการที่มุสลิม (พวกเราเอง) ไม่บอกกล่าว ไม่นำเสนอหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่ถูกต้องแก่พวกเขาอันเป็นความบกพร่องของฝ่ายมุสลิมเอง ประเด็นนี้เห็นตรงกัน และส่วนตัวก็พยายามชี้ให้มุสลิมได้ตระหนักถึงภาระกิจในการดะอฺวะฮฺ อุมม่าตุ๊ดดะอฺวะฮฺ ( ) คือกลุ่มชนที่ยังไม่รับรู้ถึงหลักธรรมของอิสลามอย่างแท้จริงว่าคืออะไร มีหลักคำสอนอย่างไร

 

        ทั้งๆ ที่ศาสนาอิสลามอยู่คู่กับชาติไทยมานมนานกาเลนับแต่สร้างชาติกันมาในอดีตโน้น แต่พี่น้องร่วมชาติก็ยังไม่รู้จักอิสลามที่แท้จริง หรือรู้แบบงูๆ ปลาๆ แบบฉาบฉวย เช่น มุสลิมไม่กินหมู ผู้ชายมุสลิมมีเมียได้ 4 คน หรือถ้าจะรู้จักอิสลามก็เป็นการเรียนรู้ตามที่ฝรั่งมังค่าเขียนตำราเอาไว้ ซึ่งโดยมากฝรั่งพวกนี้มักมีอคติต่ออิสลาม พวกเขาเรียนรู้อิสลามเพียงเพื่อหาจุดอ่อนหรือประเด็นที่สามารถใช้เป็นช่องทางในการโจมตีอิสลามและมุสลิม เป็นการทำสงครามทางความคิด ( )

 

        โดยเฉพาะนักบูรพาคดีและพวกมิชชันนารี เมื่อนักวิชาการคนไทยที่มิใช่มุสลิมพูดถึงอิสลาม พวกเขาก็จะพูดตามมุมมองของฝรั่ง แล้วภาพลักษณ์หรือองค์ความรู้เกี่ยวกับอิสลามและมุสลิมจะเป็นเช่นไรเล่า ลองคิดดู ความบกพร่องจึงจะเกิดจากฝ่ายมุสลิมเองที่ไร้ความสามารถในการนำเสนอหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่แท้จริงแก่เพื่อนต่างศาสนิกรอบข้าง และปัจจัยแห่งความบกพร่องในเรื่องนี้ ส่วนหนี่งก็มาจากการมัวแต่ถกเถียงกันเองอย่างไม่รู้จักจบ เรียกว่า ฟัดกันเองจนลืมภาระกิจในการดะอฺวะฮฺ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องหมายถึงการชักจูง โน้มน้าวให้เพื่อนต่างศาสนิกต้องเข้ารับอิสลามเสมอไป แต่หมายถึงการทำให้อิสลามที่แท้จริงไปสู่การรับรู้ของพวกเขาเป็นอันดับแรก ส่วนพวกเขาจะได้รับฮิดายะฮฺหรือไม่นั้นเป็นกิจของพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) กล่าวคือ หน้าที่ของเราชาวมุสลิมคือบอกให้เขารับรู้ (ตับลีฆฺ) มิใช่มีหน้าที่ไปบังคับพวกเขาให้เชื่อ!

 

        ปัจจัยแห่งความบกพร่องอีกประการหนึ่งก็คือ มุสลิมที่คลุกคลีและเกี่ยวดองหนองยุ่งกับชนต่างศาสนิกเป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอิสลามในระดับพื้นฐารหรืออาจจะไม่มีเอาเสียเลย เมื่อไม่มีความรู้หรือมีแต่ไม่พอก็ย่อมไม่สามารถนำเสนออิสลามอย่างชัดเจนได้ เวลามีข้อข้องใจเกี่ยวกับอิสลามจากเพื่อนต่างศาสนิก มุสลิมประเภทนี้ก็อาจจะตอบว่า ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเขาทำกันอย่างนี้ เขาเชื่อกันอย่างนั้น เพื่อนต่างศาสนิกก็เลยไม่ได้รับความกระจ่างต่อปัญหาคาใจนั้น เรื่องจะร้ายหนักเข้าไปอีก ถ้ามุสลิมผู้นั้นไม่รู้แล้วกลับทำตัวเป็นผู้รู้ เที่ยวได้อธิบายไปตามประสาความเข้าใจของตน ถ้าถูกหรือเข้าเค้าก็ดีไป แต่ถ้าผิดพี้ยนไปก็ทำให้เรื่องยุ่งเข้าไปอีก

 

        ปัจจัยแห่งความบกพร่องในลำดับถัดมาก็คือ ผู้รู้ศาสนานั้นมีอยู่ และรู้ดีเสียด้วยแต่ขาดคุณสมบัติของนักดะอฺวะฮฺ เช่น พูดไม่เก่งหรืออธิบายไม่ชำนาญ และขาดความรู้ทั่วไปอันเป็นองค์ประกอบในการนำเสนออย่างเป็นรูปธรรม การดะวะฮฺก็เลยขาดประสิทธิภาพไปโดยปริยาย มีเหมือนกันที่นักวิชาการประเภทนี้พยายามอธิบายและสื่อให้ชนต่างศาสนิกรับรู้ถึงอิสลาม แต่ความที่ไม่ชำนาญทางภาษาก็เลยออกทุ่งออกนาไป อย่าลืมว่า คนที่สนใจอิสลามมีหลายระดับ บางคนเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย บางคนเป็นผู้มีการศึกษาสูง การใช้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มชนแต่ละระดับจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว

 

        ปัจจัยต่อมาที่มีส่วนทำให้หลักธรรมคำสอนของอิสลามไม่แพร่หลายอย่างที่ควรจะเป็นก็คือสังคมมุสลิมขาดระบบการดะอฺวะฮฺที่เป็นกิจลักษณะ ขาดองค์กรเฉพาะกิจในเรื่องนี้ ที่มีและเห็นผลงานก็คือสถาบันสันติชนที่มีการเปิดสอนอิสลามแก่ผู้สนใจโดยทั่วไปโดยเฉพาะชนต่างศาสนิก ในแต่ละปีมีชนต่างศาสนิกเข้ารับอิสลามเป็นจำนวนไม่ใช่น้อย แต่ก็นึกออกเพียงองค์กรเดียว องค์กรอื่นๆ ซึ่งบางทีเป็นองค์กรกลางสำหรับประชาคมมุสลิมในระดับประเทศด้วยซ้ำไปกลับถือว่างานดะอฺวะฮฺในส่วนนี้เป็นเรื่องรอง โดยบทบาทและภาระกิจมุ่งให้ความสำคัญไปในด้านการบริหารองค์กรมุสลิมด้วยกันเอง แทนที่องค์กรเหล่านี้ซึ่งมีศักยภาพและงบประมาณจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการดะอฺวะฮฺ กลับกลายเป็นองค์กรเอกชนอย่างสถาบันสันติชนเป็นผู้ดำเนินการ มุสลิมจึงต้องร่วมกันคิดร่วมกันจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจซึ่งมีภาระกิจหลักในการดะอฺวะฮฺและเผยแผ่หลักคำสอนของอิสลาม

 

        จริงอยู่อาจจะมีผู้ค้านว่า ตามมัสญิดทั่วไปก็มีโครงการสอนมุอัลลัฟ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดก็มีโครงการในลักษณะนี้ แต่นั่นก็เป็นการสอนหลักคำสอนแก่ผู้ที่เป็นมุสลิมใหม่ คือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมแล้ว แต่สิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้คือ การนำอิสลามไปสู่การรับรู้ของคนต่างศาสนิกที่มีควาสนใจในอิสลาม หรือพูดถึงองค์กรเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่ในการดะอฺวะฮฺอย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการเผยแผ่ การสร้างความเข้าใจ การนำเสนอหลักคำสอนในรูปแบบของงานวิชาการ เช่น การบรรยายให้คนต่างศาสนิกฟัง การเขียนตำราวิชาการ หรือการจัดทำสื่อในรูปต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยเป็นอย่างมากในปัจจุบัน องค์กรแบบนี้แหละที่สังคมมุสลิมไทยยังขาดอยู่

 

        ลองคิดดูว่าถ้าเรามีองค์กรอย่างสันติชนมากกว่าที่เป็นอยู่ และมีอยู่ทุกภูมิภาค มีการสร้างเครือข่าย มีกิจกรรมที่ชัดเจน ทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ ศาสนาอิสลามจะแผ่ขยายออกไปอีกมากเพียงใด! ในเมื่อองค์กรในศาสนาอื่น ๆ เขาขมีขมันขันแข็งในเรื่องนี้ แล้วทำไมมุสลิมจึงไม่คิดที่จะทำอย่างเขาบ้าง ทั้งๆ ที่บุคลากรของเราก็พอมี กำลังทรัพย์และงบประมาณจากประชมคมมุสลิมเองก็พอมีในระดับหนึ่ง ไม่ใช่มุสลิมจะยากจนข้นแค้นกันไปเสียทั้งหมด มุสลิมที่รักอิสลามและรักในการเผยแผ่ก็มีและมีศักยภาพด้วย เพียงแต่เราไม่คิดและไม่ริเริ่มอย่างจริงจังกันเอง ความบกพร่องจึงเกิดจากมุสลิมเอง ไม่ต้องดูอะไรมาก

 

        ในขณะที่องค์กรของคริสเตียนมุ่งมั่นและทุ่มเทในการเผยแพร่ศาสนาของพวกเขาโดยเน้นการศึกษาเป็นหลัก โรงเรียนดีๆ ที่ใครๆ ก็อยากส่งลูกเรียนก็เป็นโรงเรียนของคริสตชน มหาวิทยาลัยมาตรฐานที่มีชื่อเสียงก็มีเป็นจำนวนมากที่อยู่ในเครือข่ายหรือสังกัดสภาคริสตจักรคาทอลิกหรือองค์กรของคริสตชนโปรแตสแตนท์ สถาบันทางการศึกษาของชาวคริสต์คาทอลิกและโปรแตสแตนท์ล้วนแต่มีลูกหลานคนมีสตางค์เข้าไปเรียน ทั้งๆ ที่คนเหล่ารั้รอาจจะมิใช่คริสตชนด้วยซ้ำไป เมื่อสถาบันการศึกษาดี มีมาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของสังคม ภาพลัษณ์ของผู้บริหารซึ่งเป็นชาวคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่ออธิการ บรรดาซิสเตอร์ หรือ ภารดรที่เป็นครูก็ย่อมดีไปด้วย การเปิดกว้างในการศึกษาขององค์กรคริสเตียนในประเทศไทยที่ไม่แบ่งในเรื่องผู้เรียนว่าถือศาสนาใด นั่นแหละคือจุดแข็งของพวกเขา เพราะคนทุกศาสนาที่เข้าไปเรียนและสัมฤทธิผลทางการศึกษาในสถาบันเหล่านี้ย่อมได้สัมผัสกับบุคลิกภาพและความเป็นคริสเตียนโดยตรง และพวกเขาก็มีความภาคภูมิใจในสถาบันนั้น ทั้ง ๆ ที่พวกเขาบางคนอาจจะไม่ใช่คริสเตียนด้วยซ้ำไป

 

        ในขณะที่สถาบันทางการศึกษาของสังคมมุสลิมมุ่งเน้นในเรื่องการศึกษาให้แก่มุสลิมด้วยกันเองเป็นหลัก วิชาที่เรียน หลักสูตรที่เรียนล้วนแต่วางเอาไว้เฉพาะมุสลิมเท่านั้น โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแบบบูรณาการที่มีอยู่อย่างดาษดื่นในสังคมมุสลิมเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนเฉพาะสำหรับคนมุสลิมเท่านั้น คนต่างศาสนิกแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสเลยแม้แต่น้อย เพราะอย่างน้อยเงื่อนไขในการรับสมัครก็จะระบุว่าต้องอ่านอัลกุรอานได้ แล้วคนต่างศาสนาจะเข้ามาได้อย่างไร

 

        เมื่อมุสลิมกำหนดวิถีของการศึกษาในลักษณะเช่นนี้เราจึงได้แต่สอนกันเองและดะอฺวะฮฺเฉพาะมุสลิมด้วยกัน การดะอฺวะฮฺกับคนต่างศาสนิกโดยผ่านระบบการศึกษาอย่างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกิดขึ้นโดยปริยาย ซึ่งแตกต่างจากวิธีคิดของชาวคริสเตียนที่พวกเขาเปิดกว้างและคิดได้แยบยลและลุ่มลึกกว่า มีมุสลิมคิดทำโรงเรียนนานาชาติเหมือนกันแต่ก็กลายเป็นโรงเรียนนานาชาคิแบบฝรั่งจ๋าไปเสียอีก

 

        จึงเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดกันแล้วว่าเราควรกำหนดรูปแบบและหลักสูตรของโรงเรียนมุสลิมประเภทนี้อย่างไร ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแบบบูรณาการไม่ดี สังคมมุสลิมต้องมีโรงเรียนประเภทนี้เพื่อตอบสนองความต้องการทางการศึกษาของสังคมมุสลิมแต่เรากำลังคิดถึงโรงเรียนอีกประเภทหนึ่งที่เป็นโรงเรียนมุสลิม คือบริหารงานโดยคนมุสลิมที่มีความรู้ความสามารถเป็นโรงเรียนที่สอนวิชาการทั่วไปที่เรียนได้สำหรับคนทุกศาสนาอย่างโรงเรียนของชาวคริสต์แต่เป็นคนละวิถีและคนละบรรยากาศโดยมีเป้าหมายในการเผยแผ่อิสลามจากมิติของการสัมผัสกับมุสลิมในระดับผู้บริหาร คณะครูและเพื่อนนักเรียนด้วยกัน มีบรรยากาศแบบอิสลามที่ทุกคนสามารถซึมซับได้ แต่ก็นั่นแหละก็คงได้แต่คิดและได้แต่ฝัน

 

        ความจริงโรงเรียนในฝันที่พูดถึงนี้มิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เคยมีมาแล้วในยุคที่มุสลิมโดยเฉพาะชาวอาหรับเป็นครูของโลก ในยุคนั้นเช่นในเอ็นดาลูเซีย (สเปน) ช่วงที่มุสลิเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรม พวกฝรั่งชาวคริสต์ต่างก็เดินทางมาศึกษาในสถาบันทางการศึกษาของชาวมุสลิม บางคนเป็นพระเป็นบาทหลวงในคริสต์ศาสนา การเข้ามาศึกษาในสถาบันของชาวมุสลิม และการได้อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมทำให้พวกเขาซึมซับอารยธรรมอิสลามเข้าไปสู่วิถีชีวิตของตน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ยอมรับอิสลาม และศึกษาอิสลามเพียงเพื่อหาลู่ทางในการดับรัศมีของอิสลาม แต่สิ่งที่พวกเขาได้รับไปจากชาวมุสลิมก็คือความเจริญในยุคของการฟื้นฟู (ยุคเรอเนสซอง) และการยอมรับในคุณูปการของชาวมุสลิม

 

        ดูพวกโมซาราเบสนั่นปะไร พวกนี้เป็นคริสเตียน แต่พูดอาหรับ ศึกษาวัฒนธรรมและวรรณกรรมของชาวอาหรับ มีวิถีชีวิตเยี่ยงชาวอาหรับและนิยมทุกสิ่งที่เกี่ยวกับชาวอาหรับ นั่นเป็นผลมาจากการได้คลุกคลีกับชาวอาหรับและเรียนรู้วิถีของชาวอาหรับทั้งในและนอกสถาบันทางการศึกษาของชาวอาหรับในเอ็นดาลูเซีย ทุกวันนี้การณ์กลับกันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะมุสลิมปิดตัวเอง และขลุกอยู่กับปัญหาของตัวเอง อะไรๆ ที่ดีจึงผ่านเลยไปอย่างน่าเสียดาย

 

 

        การหมกหมุ่นของประชาคมมุสลิมอยู่กับปัญหาภายใน โดยเฉพาะปัญหาคิลาฟียะฮฺในเรื่องปลีกย่อย ดูเหมือนจะเป็นโรคร้ายที่รุมเร้าและบั่นทอนศักยภาพของมุสลิมให้อ่อนแอลง ประชาคมมุสลิมส่วนใหญ่ในทุกวันนี้จึงตกเป็นรองในทุกเวทีของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นเวทีเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การทหาร ตลอกจนการศึกษา ในขณะที่มุสลิมยังเถียงกันในเรื่องอุซอลลี การอ่านตัลกีน การทำบุญคนตาย การกระดิกนิ้วในขณะตะชะฮฺฮุด การละหมาดตะรอวีฮฺ 8 รอกอะฮฺ หรือ 20 รอกอะฮฺ ฯลฯ ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้นักวิชาการพูดกันมานมนานนับพันปี และน่าจะได้ข้อยุติแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

 

        คนอื่นที่มิใช่มุสลิมก็เข้ายึดครองและครอบงำระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง การทหาร และการศึกษาเกือบเบ็ดเสร็จในทุกด้าน มุสลิมมารู้ตัวอีกทีก็แทบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่อีกแล้ว ครั้นจะแก้ไขเยียวยาปัญหาที่ถาโถมและประดังเข้ามาก็ตั้งตัวไม่ติด เพราะขาดความพร้อมในการรับมือ ศึกภายในยังเคลียร์ไม่จบ แล้วจะรบกับศึกภายนอกได้อย่างไร จริงๆ แล้วสูตรสำเร็จที่อิสลามวางเอาไว้มีครบถ้วนจบกระบวนความ ไม่มีอะไรที่คลุมเครือ ไม่มีข้อกังขาและเคลือบแคลง อัลกุรอานก็ครบสมบูรณ์และได้รับการค้ำประกันโดยพระผู้ทรงประทาน ซุนนะฮฺของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็มีอยู่อย่างครบครัน และเกินพอสำหรับเป้นวิถีทางสู่ทางนำอันเที่ยงตรง

 

        ศาสนาหรืออัดดีน ที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประกาศรับรองคือ ศาสนาอิสลาม ซึ่งมีโครงสร้างหลักอยู่ 3 ประการ คือ อีหม่าน (ศรัทธา) อิสลาม (ปฏิบัติ) และอิฮฺซาน (คุณธรรมอันสูงส่ง) 3 ประการนี้คือองค์รวมของศาสนา แยกส่วนไม่ได้ ขาดข้อหนึ่งข้อใดก็มิได้ มุสลิมต้องพยายามทำให้ถึงพร้อมทั้ง 3 ประการนั้น อีหม่านและอะกีดะฮฺต้องผ่องใส หนักแน่นมั่นคง ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน อิสลามคือการปฏิบัติให้สอดคล้องกับวาจาที่เปล่งไว้ด้วย 2 ประโยคนั้น

 

        กล่าวคือ ถ้าเชื่อและเปล่งวาจายืนยันความเชื่อนั้นแล้วก็ต้องแสดงผลในรูปธรรมของมันออกมาด้วยการปฏิบัติมุขบัญญัติที่เหลือให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้าอะกีดะฮฺกับชะรีอะฮฺสอดคล้องตรงกันทั้งภายนอกและภายใน การบรรลุสู่คุณธรรมขั้นสูง (อิฮฺซาน) ก็ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ศาสนาก็ย่อมบริสุทธิ์และครบสมบูรณ์ พลังและศักยถาพก็จะแสดงออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจเฉกเช่นที่เคยเกิดมาแล้วกับบรรดาชนรุ่นสะลัฟซอลิฮฺ ซึ่งถือเป็นต้นแบบของมุนษย์ที่สมบูรณ์ เพราะชนรุ่นนั้นรักษาดุลยภาพของ 3 ประการนั้นเอาไว้อย่างลงตัว ไม่ขาดตกบกพร่องและไม่สุดโต่งไปในด้านหนึ่งด้านใด

คนเหล่านั้นมีหลักอะกีดะฮฺผ่องใสดั่งหยาดน้ำค้าง มั่นคงดั่งภูผา เยือกเย็นดั่งสายน้ำ แผ่วเบาดั่งสายลม ใจกว้างดั่งห้วงนที มีวัตรปฏิบัติสวยงามดั่งพืชพันธุ์ที่เขียวขจี มีความดีมากมายดั่งเม็ดทราย ติดปีกและโบยบินดั่งวิหก อิสลามจึงขจรขจายไปด้วยกลุ่มชนรุ่นนั้นดั่งกลิ่นกรุ่นที่ฟุ้งกระจายของชะมดเชียง แต่มุสลิมในยุคปัจจุบันเป็นเยี่ยงไรเล่า ลองตรองดู มีมากแต่เหมือนฟองน้ำที่น้ำหลากพัดพามา อะกีดะฮฺขุ่นมัวหมองหม่น โอนเอนดั่งยอดไผ่ ร้อนรุ่มด้วยไฟแห่งจริตดั่งไฟสุมขอน คลุ้มคลั่งและเกรี้ยวกราดดั่งพายุร้าย ใจแคบยิ่งกว่ารูแย้ วัตรปฏิบัติก็รกรุงรังดั้งวัชพืช มีความรู้เพียงเป็ดบินเก่งเท่าก็ไม่ใช่ ดำน้ำเก่งเหมือนปลาก็ไม่ใช่ หากินเก่งเหมือนไก่ก็ไม่ใช่ มีกลิ่นที่ไม่น่าจรุงใจโชยออกมาอยู่บ่อยครั้งจนผู้คนรอบข้างต้องเบือนหน้าหนี หากมุสลิมเป็นเยี่ยงนี้แล้ว อิสลามจะเป็นเช่นไร

        มุสลิต้องตื่นและหวนกลับมาพิจารณาตัวเองเสียก่อนว่าบกพร่องอย่างไร แต่ก็นั่นแหละคนที่กำลังหลับใหลอย่างเมามัน ก็ยากนักที่จะปลุกให้ตื่น ถึงตื่นขึ้นมาก็คงงัวเงียและขี้เซาอีกพักใหญ่ เอาเป็นว่าเราต้องช่วยกันปลุกให้ผู้ที่หลับใหลนั้นตื่นจากภวังค์ให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีว่าจะเอาอย่างไรกับตัวเอง เพราะถ้ามัวพูดกับคนหลับก็คงไม่ต่างอะไรกับการพูดอยู่กับตัวเองหรือพูดอยู่คนเดียว ตื่นเถิดพี่น้องข้า! หมดเวลาแล้วสำหรับความหลับใหล จะมัวช้าอยู่ใย ภัยร้ายกำลังย่างกรายมาจนถึงปลายเท้าอยู่รอมร่อแล้ว ตื่นเถิด! ตื่นได้แล้วพี่น้องข้า!