ผู้เขียน หัวข้อ: ปัญหาหนักใจ  (อ่าน 2191 ครั้ง)

อาลี เสือสมิง

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2179
ปัญหาหนักใจ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 11:11:32 am »
(คนอิสลามทำใมไม่ไปเป็นพุธเมื่อ จะแต่งงานกับเขา แต่พุธต้องมาเข้าอิสลามเมื่อจะแต่งกับคนอิสลาม) จะพบได้ในบ่อยครั้งในหลายๆที่ ผมคิดไม่ออกว่าจะตอบยังใง ผมโดนถามมาหลายปีแล้ว เลยมาขออาจารณ์ให้ช่วยตอบหน่อย ว่าผมควรจะตอบตนที่ถามอย่างนี้ยังใงครับ
 ขอบคุณครับ

ถามโดย tone
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2010, 10:37:00 PM »

อาลี เสือสมิง

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2179
Re: ปัญหาหนักใจ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2010, 11:11:51 am »
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

เพราะการแต่งงานเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงที่จะร่วมชีวิตคู่และสร้างครอบครัว  ลองคิดดูเอาเถิดว่า  ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิกที่ถือศาสนาต่างกัน  มีความเชื่อต่างกัน  มีวิถีชีวิตอันสืบเนื่องจากคำสอนของศาสนาต่างกัน  มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างกัน  ครอบครัวนั้นจะเป็นเช่นใด?  พ่อไปมัสญิด  แม่ไปวัด  ลูกไปโบสถ์  พ่อไม่กินเนื้อสุกร  แต่แม่กับลูกกินเนื้อสุกร  ในบ้านมีรูปเคารพทั้งพระพุทธรูป  ไม้กางเขน  รูปเหมือนพระแม่มารี  เวลาพ่อเสียชีวิตจะเอาไปฝังหรือว่าจะเอาไปเผา  


สัพเพเหระและสารพันปัญหาในบางครอบครัว  พ่อเป็นมุสลิม  แม่เป็นพุทธศาสนิกชน  ลูกจะถือศาสนาตามผู้ใดเล่า!  ถ้าลูกจะเป็นมุสลิมตามพ่อ  แล้วแม่จะคิดอย่างไร?  เพราะจะไม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองของลูกเสียแล้ว  แต่ถ้าลูกจะเป็นพุทธตามแม่  พ่อก็ย่อมลำบากใจและบกพร่องในฐานะของความเป็นพ่อที่ต้องให้ศาสนาแก่ลูกและภรรยา  


ทางออกของปัญหาก็คือต้องเป็นสักอย่างหนึ่งให้ชัดเจน  แต่ละศาสนาย่อมมีกรอบและหลักคำสอนในการรักษาสถานภาพแห่งศาสนิกชนของตน  ไม่มีศาสนาใดยินดีต่อการออกนอกกรอบและหลักคำสอนของศาสนิกชนในศาสนาของตน  ดังนั้นคนในศาสนาเดียวกันแต่งงานกันเองนั่นย่อมเป็นการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในกรณีนี้ได้ดีที่สุด  ต่อเมื่อชายหญิงถือกันคนละศาสนาและประสงค์จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันก็ต้องเลือกเอาว่าตนจะถือศาสนาใดจึงเป็นไปไม่ได้ที่อิสลามจะยินดีให้ศาสนิกชนของตนเปลี่ยนไปถือศาสนาอื่น  


คนต่างศาสนาจึงต้องเข้ารับอิสลามเพื่อให้มีชีวิตคู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามครรลองของศาสนา  นี่เป็นเงื่อนไขในการผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง  การมีชีวิตคู่หรือการแต่งงานเป็นเรื่องของการยอมรับโดยสมัครใจระหว่างชายหญิง  ถ้าประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาก็ต้องยอมรับในเงื่อนไขดังกล่าว  จะว่าเป็นการบังคับกันคงไม่ใช่เพราะนี่เป็นกติกาที่กำหนดเอาไว้  


เหมือนอย่างกรณีของบุคคลที่เป็น ส.ส.หรือ ส.ว. คนที่จะมีสิทธิลงรับการเลือกตั้งเป็นคนไทยคือมีสัญชาติไทย  ต้องมีคุณสมบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด  ถ้าคุณไม่ใช่คนไทยคุณก็ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้  อย่างนี้เรียกว่า  ไปกันสิทธิหรือเอาเปรียบคนต่างด้าวที่ไม่มีสัญชาติไทยได้หรือไม่?  หรือจะเรียกว่าเป็นการบังคับใช่หรือไม่?  ว่าต้องเป็นคนไทยเสียก่อนถึงจะเป็นส.ส.หรือส.ว.ได้  ก็คงไปเรียกเช่นนั้นไม่ได้  เพราะนี่คือกติกาหรือเงื่อนไขที่ถูกกำหนดไว้นั่นเอง  


ดังนั้นเมื่อประสงค์จะใช้ชีวิตคู่ก็ต้องทำตามกติกาคือเป็นศาสนิกชนในศาสนาเดียวกัน  เหตุนี้เองศาสนาอิสลามจึงยอมรับในสถานภาพของคู่สามีภรรยาที่ถือศาสนาเดียวกันสำหรับบุคคลต่างศาสนิกโดยไม่พิจารณาว่าขั้นตอนในการแต่งงานว่ามีพิธีการอย่างไร  เช่น  สามีและภรรยาเป็นพุทธศาสนิกชนทั้งคู่  การร่วมประเวณีก็ย่อมมิใช่การผิดประเวณี  ลูกที่เกิดมาก็ย่อมมีสิทธิโดยชอบในการสืบสกุลและสืบมรดก  มิใช่ลูกนอกสมรสแต่อย่างใด  และถ้าหากว่าทั้งสามีและภรรยาเข้ารับอิสลามทั้งคู่ก็ไม่ต้องแต่งงานใหม่  อย่างนี้เป็นต้น  



เรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ  อิสลามมิได้บังคับให้ชนต่างศาสนิกมาแต่งงานกับคนมุสลิม  และการบังคับให้ชนต่างศาสนิกมาถือศาสนาอิสลามก็เป็นสิ่งที่อิสลามปฏิเสธ  


หากจะถือเอาประเด็นการเปลี่ยนศาสนาของคนที่ต้องการแต่งงานกับคนมุสลิมมาเป็นข้อโจมตีก็คงไม่เป็นธรรม  เพราะจำนวนของคนที่เข้ารับอิสลามเนื่องจากการแต่งงานยังเป็นเรื่องเฉพาะของคนบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้น  อิสลามส่งเสริมและบัญญัติให้คนมุสลิมเลือกคนมุสลิมด้วยกันในการครองชีวิตคู่และการครองชีวิตคู่  (แต่งงาน)  ในทัศนะของอิสลามก็มิใช่เป็นเพียงแค่จารีตประเพณีทางสังคมเท่านั้น  แต่อิสลามถือว่า  การแต่งงานเป็นเรื่องของศาสนาที่มีบทบัญญัติกำหนดเอาไว้  และเมื่อเรื่องการแต่งงานเป็นบทบัญญัติทางศาสนาจึงมีการกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขเอาไว้  


กระนั้นก็มิได้หมายความว่าอิสลามปิดโอกาสของคนต่างศาสนิกในการแต่งงานกับชายมุสลิมไปเสียทุกกรณี  ดูตัวอย่างของการอนุโลมให้สมรสกับสตรีชาวคัมภีร์  (นัศรอนียะฮฺและยะฮูดียะฮฺ)  นั่นประไร?  สตรีชาวคัมภีร์ที่เป็นภรรยาของชายมุสลิมก็คงถือในศาสนาเดิมของนางอยู่เช่นเดิม  สามีที่เป็นชายมุสลิมจะบังคับให้นางเข้ารับอิสลามนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำไป  


สรุปง่าย ๆ ก็คือ  หากชนต่างศาสนิก  เช่น  พุทธศาสนิกชนจะแต่งงานก็ควรแต่งงานกับคนในศาสนาเดียวกับตน  ซึ่งมีให้เลือกอย่างมากมาย  แต่ถ้าจะแต่งงานกับคนมุสลิมก็ต้องยอมรับกติกาที่ศาสนาอิสลามกำหนดเอาไว้  ถ้ายอมรับไม่ได้ก็ให้เลือกคู่ครองที่เป็นพุทธศาสนิกชนเช่นเดียวกัน  ปัญหาข้อนี้ก็ย่อมไม่เกิดเพราะไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาและอิสลามก็ไม่ได้บังคับให้พุทธศาสนิกชนต้องมาแต่งงานกับชาวมุสลิมเป็นหลักเดิมอยู่แล้ว!


والله أعلم بالصواب