ช่วยตอบหน่อยนะค่ะ..อยากรู้จริงๆค่ะ (ชีอะฮฺกับวาฮาบีย์)  (อ่าน 4660 ครั้ง)

อาลี เสือสมิง

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2179
salam อาจารย์
  คือหนูได้รับเมลล์จากเพื่อนค่ะเนื่อความคือ

สำนักพิมพ์ที่จะทำให้คุณกลายเป็นชีอะฮฺ

หนังสือนิสา หนังสือสัญชาติไทย เชื้อสายชีอะฮฺ
2 March, 2009 - 10:34 — webmaster  หนังสือนิตยสารที่จะสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องให้กับสังคมมุสลิมเป็น อย่างมากเล่มหนึ่งก็คือ หนังสือที่ชื่อว่า \"นิสาวาไรตี้\" หนังสือสัญชาติไทย เชื้อสายชีอะฮฺ ที่มักนิยมที่จะนำเอาภาพของพี่น้องมุสลิมะฮฺ ออกมาอวดโฉมในหน้าปกหนังสือ ซึ่งขัดแย้งกับหลังการอันดีงามของอัลอิสลาม อย่างชัดเจน นอกจากนี้ด้านในยังประกอบไปด้วยเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับหลักการศาสนาอีกมาก มาย ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของชีอะฮฺ และทบความอีกมากมายที่จะค่อยๆสร้างจุดดำ จุดเล็กๆ ในหัวใจของมุสลิม เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการดึงอิสลามที่แท้จริงออกไปจากหัวใจของท่านในที่ สุด

จาก : http://www.right-shiah.net/?q=node/34

แถมอีกเว็บนึง มันจะทำให้คุณเป็นวาฮาบีย์
http://www.mureed.com


คือ เนื้อหามันยังมีอีกค่ะแต่ที่สงสัยคือ   วาฮาบีย์    คืออะไรแล้วมันแล้วร้ายเหมือน ชีอะฮฺ เลยเหลอค่ะ หนูไม่เข้าใจค่ะเลยอยากขอความกระจ่างจากอาจารย์
ยาซากุมุลลอฮ ค่ะ

วัสลาม

ถามโดย - ฮานิฟา « เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2009, 02:01:51 pm »

อาลี เสือสมิง

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 2179
وعليكم السلام ورحمة الله و بركاته
الحمدلله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد...؛

ชีอะฮฺในบ้านเรามีอยู่หลายกลุ่มแต่กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวและกิจกรรมอย่าง ชัดเจนในการเผยแพร่ทัศนะความคิดของตนก็คือ  กลุ่มที่เรียกว่า  อิมามียะฮฺ  อิซฺนา  อะชะรียะฮฺ  (อิหม่าม  12)  หรืออีกชื่อหนึ่งก็คืออัลญะอฺฟะรียะฮฺ  กลุ่มนี้สังกัดและได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทยโดยมี ศูนย์วัฒนธรรมอิหร่านเป็นองค์กรขับเคลื่อนในด้านการเขียน  แปลและผลิตตำราในแนวชีอะฮฺ  นิตยสาร  “นิสาวาไรตี้”  ก็มีบรรณาธิการที่เป็นคนในสังกัดชีอะฮฺกลุ่มนี้

นอกจากนี้ยังมีวารสารสาส์นอิสลาม  หรือ  นิตยสารเอกภาพ  ตลอดจนสำนักพิมพ์  14  พับลิเคชั่น เป็น หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการผลิตหนังสือในแนวชีอะฮฺ  ในเดือนร่อมาฎอนก็จะมีรายการของชีอะฮฺออกอากาศอีกด้วย  แต่เดิมนับแต่สมัยโบราณชีอะฮฺมามียะฮฺจะไม่มีปัญหากับชาวซุนนีย์ในประเทศ ไทย  ตราบเมื่อมีการปฏิวัติอิสลามโดยอายะตุลลอฮฺ  โคมัยนี่ในอิหร่าน  ท่าทีของชีอะฮฺก็เปลี่ยนไปสู่การเผยแพร่และเรียกร้องเป้าหมายซึ่งก็คือ  ชาวซุนนีย์สู่แนวทางของชีอะฮฺ  ปัญหาจึงเกิดขึ้นอย่างที่รับรู้กันอยู่


ซึ่งนักวิชาการและผู้รู้ในประเทศไทยยุคก่อนมิค่อยมีองค์ความรู้เกี่ยวกับชีอะฮฺ มากนักและยังมองไม่เห็นภัยคุกคามในด้านหลักความเชื่อที่ฝ่ายชีอะฮฺได้กระทำ ต่อพี่น้องซุนนีย์  แต่กลับไปมองว่าภัยคุกคามอยู่ที่กลุ่มวะฮาบีย์ที่เผยแพร่เข้ามาและเกิดการ ปะทะกันทางความคิดระหว่างกลุ่มคณะใหม่-คณะเก่าและนำไปสู่ความแตกแยกใน ระหว่างพี่น้องมุสลิมซุนนีย์ด้วยกัน

เมื่อกาลเวลาผ่านไป  การปะทะกันทางความคิดของกลุ่มคณะทั้งสองก็ถึงจุดอิ่มตัวในระดับหนึ่ง  ถึงแม้ว่าจะมีแรงกระเพื่อมอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากและไม่รุนแรงเหมือนก่อน  เพราะไป ๆ มา ๆ พลวัตรของกลุ่มวะฮาบีย์ก็ลดลงและไหลย้อนไปเล่นงานกลุ่มของตัวเองจนแตกเป็น ค่ายเป็นสถาบันต่าง ๆ อย่างที่รับรู้กัน  แต่พลวัตรของกลุ่มชีอะฮฺอิมามียะฮฺยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยแพร่ ขยายเข้าสู่วงการของนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและนักทำกิจกรรมที่นิยมชมชอบ ต่ออายะตุลลอฮฺโคมัยนี่และรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน


มุสลิมซุนนีย์หลายคนได้กลายเป็นชีอะฮฺและแข็งขันในการขับเคลื่อนแนวความคิดและความเชื่อ ของชีอะฮฺเป็นการเปิดเชิงรุกในอีกขั้นหนึ่ง  อย่างไรก็ตามกลุ่มที่รับรู้และตระหนักถึงภัยคุกคามต่อรั้วซุนนีย์แห่งสยาม  กลุ่มแรกก็คือ  นักวิชาการที่ถูกเรียกขานว่าเป็นพวกวะฮาบีย์นั่นเอง  ในขณะที่นักวิชาการซุนนีย์แบบเดิม  (คณะเก่า)  ก็ยังไม่ใส่ใจต่อภัยคุกคามนี้ต่อไป  จะมีบ้างก็ในช่วงหลัง ๆ มานี้ที่เริ่มตอบโต้และป้องปกรั้วซุนนีย์แห่งสยามนั้นแต่ก็ยังไม่เข้มข้นและ จริงจังเท่ากับกลุ่มนักวิชาการที่ถูกเรียกขานว่า  วะฮาบีย์


ความจริงถ้ากลุ่มชีอะฮฺไม่ล้ำเส้นและเปิดเชิงรุกอย่างที่กระทำอยู่ในขณะนี้  มุสลิมซุนนีย์ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมโดยไม่มีความรู้อันใดเกี่ยวกับชีอะฮฺมาก นัก  เรียกว่า  ต่างคนต่างอยู่  ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน  แต่บัดนี้มันเลยจุดนั้นหรือเรียกว่ามันล้ำเส้นไปแล้ว  การปะทะจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งดูเหมือนว่าฝ่ายซุนนีย์ในบ้านเราจะเป็นฝ่ายตั้งรับเสียมากกว่า  และเผลอ ๆ จะเพลี่ยงพล้ำไปเสียด้วยซ้ำ


กลุ่มที่ถูกเรียกขานว่า  วะฮาบีย์  โดยนักวิชาการแกนนำของกลุ่มคือผู้ที่รับมือกับภัยคุกคามดังกล่าวได้ดีที่สุด ในขณะนี้  อย่างน้อยพวกเขาก็เป็นผู้จุดประกายและกระตุกให้ผู้คนที่ไม่ค่อยจะรับรู้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ตื่นตัว  และเริ่มสนใจว่าอะไรเป็นอะไร  นี่คือคุณูปการที่ต้องยอมรับกัน  ส่วนอะไรจะเลวร้ายกว่ากันระหว่างกลุ่มทั้งสอง  ผมคงตอบไม่ได้  เพราะผมมิใช่ตุลาการที่จะชำระคดีความว่า  ใครเลว  ใครชั่ว  แต่สิ่งที่ผมรับรู้อยู่ทุกขณะจิตก็คือ  ผมรักในแนวทางแห่งอะฮฺลิซซุนนะฮฺ  วัลญะมาอะฮฺ  และผมก็รับไม่ได้กับการล้ำเส้นของกลุ่มชีอะฮฺหรือกลุ่มใด ๆ ก็ตาม


เมื่อมีการล้ำเส้นก็ต้องมีการปัดป้องและรักษาพื้นที่ของ เราเอาไว้ตามสิทธิอันชอบธรรม  บางทีคนที่เลวที่สุดอาจจะไม่ใช่ใครเลย  นอกจากคนที่ปล่อยให้ผู้อื่นทำลายสิทธิของตนโดยไม่คิดจะปกป้องและรักษามัน ไว้  ทั้ง ๆ ที่สามารถกระทำได้  และอีกคนหนึ่งที่ร้ายไม่แพ้กันก็คือ  คนที่ชอบล้ำเส้นและไม่รู้ตำแหน่งที่เหมาะควรของตนว่าควรอยู่  ณ  ตรงจุดไหน  สองคนนี่แหล่ะที่มักเป็นต้นสายปลายเหตุของความเลวร้ายในทุกกรณี


والله ولي التوفيق والهداية